บทที่ 13 มีสิทธิ์อะไร (รีไรต์)
วันรุ่งขึ้น อวิ๋นซานบอกพ่อแม่ว่าเธอซื้อผ้ามาจำนวนหนึ่ง ตอนนี้ผ้าพวกนั้นถูกเก็บไว้ที่โกดังของโรงงานงาน ซึ่งไม่สามารถเก็บไว้ได้นานเธอจึงวางแผนที่จะขนกลับมาวันนี้
แต่เดิมบ้านของเธอก็คับแคบอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีย่าอวิ๋นมาอยู่ด้วยจึงไม่มีที่ว่างเหลือเลย
ทั้งอวิ๋นโหย่วฝูและพานหงเสียต่างก็ประหลาดใจ “ซานซาน ลูกซื้อผ้ามาทำอะไร?”
อวิ๋นซานตอบว่า “หนูจะทำเสื้อผ้าไปขาย จะลองดูว่ามันพอจะทำเงินได้ไหม”
เธอเย็บผ้าเป็ ชีวิตที่แล้วตอนอยู่กั่งเฉิง เธอไม่มีทั้งทะเบียนบ้านและวุฒิการศึกษา ทำให้เธอรู้สึกกังวลและไม่ปลอดภัยเป็อย่างมาก
เธอจึงพยายามอย่างหนักที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และทุกงานที่เธอทำ เธอจะพยายามเรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น ๆ ให้ได้มากที่สุด
ตอนที่เธอทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านตัดเสื้อ เธอเคยเป็ลูกมืออยู่พักหนึ่ง ในระหว่างนั้นเธอก็แอบศึกษาจากนิตยสารแฟชั่นมากมาย ตอนที่เธอย้ายงาน แม้แต่เ้านายก็ยังไม่อยากให้เธอไป โดยบอกว่าเธอมีพร์ ถ้าเธอใช้เวลาฝึกฝนอีกสักหน่อย เธอจะต้องกลายเป็นักออกแบบที่เก่งได้อย่างแน่นอน
พานหงเสียกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ซานซาน ลูกไม่เคยทำเสื้อผ้ามาก่อน แล้วแบบนี้…” มันจะขายออกเหรอ?
อวิ๋นซานยิ้มแล้วพูดว่า “ในเมื่อตอนนี้ซื้อมาแล้ว ยังไงก็ต้องลองดู พ่อกับแม่ช่วยดูหน่อยว่าจะเอาผ้าพวกนี้ไปเก็บไว้ตรงไหนดี”
อวิ๋นโหย่วฝูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้น เอาไปไว้ที่บ้านหลังนั้น ตรงถนนเจี้ยนเซ่อก็แล้วกัน”
บ้านที่ถนนเจี้ยนเซ่อคือบ้านของคุณย่าไป๋ เป็ที่ที่หลินสุยอันเคยอาศัยอยู่
อวิ๋นซานพยักหน้า เห็นว่าบ้านไม่ไกลจากที่นี่นักจึงได้แต่ปล่อยไปก่อน
อาศัยจังหวะที่ยังไม่ถึงเวลาทำงาน อวิ๋นซานจึงชวนเพื่อนสองคนมาช่วยขนผ้าไปที่บ้านบนถนนเจี้ยนเซ่อด้วยรถสามล้อ จากนั้นก็วิ่งไปที่บ้านพ่อแม่ของเธออีกเที่ยว เพื่อขนจักรเย็บผ้า ซึ่งเป็หนึ่งในสินสอดของหลินสุยอันไปด้วย
พาหงเสียจูงมือช่านช่านตามไป บอกว่าจะไปช่วยทำความสะอาด
อวิ๋นซานเอ่ยว่า “แม่คะ เดี๋ยวตอนเที่ยงหนูมาทำความสะอาดเองค่ะ”
ที่นี่ไม่มีคนอยู่เป็เวลานาน ฝุ่นเยอะ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่คงทนไม่ไหว
แต่พานหงเสียไม่สนใจ เธอยังดึงคุณย่าอวิ๋นออกมาเป็ข้ออ้างอีก “อยู่บ้าน แม่ก็ไม่รู้จะอยู่กับย่ายังไง ออกมาข้างนอกดีกว่า”
อันที่จริงก็ถูกอย่างที่ว่า ไม่มีใครทนนิสัยของคุณย่าอวิ๋นได้ ตอนอยู่ชนบท เธออาศัยอยู่กับครอบครัวของอวิ๋นโหย่วเต๋อ แต่ถ้าอวิ๋นโหย่วฝูไม่ส่งเงินให้เดือนละสิบหยวน ครอบครัวอวิ๋นโหย่วเต๋อคงไม่ยอมให้อยู่ด้วย
อวิ๋นซานเลยไม่สนใจเธออีก บ้านหลังนี้ค่อนข้างใหญ่ เป็บ้านสองชั้นแบบตึกเล็ก ๆ มีลานเล็ก ๆ เป็บ้านที่พ่อค้าสร้างขึ้นในสมัยก่อน
อวิ๋นซานตั้งใจจะทำความสะอาดห้องนั่งเล่นกับห้องครัวที่ชั้นล่าง ส่วนที่เหลือไม่คิดจะทำ
หลังจากพานหงเสียเดินดูรอบ ๆ บ้านเสร็จ เธอก็หันมาบอกกับอวิ๋นซานว่า “พอเอาซุ้มองุ่นออกไปแบบนี้ ลานบ้านดูใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ รอให้ช่านช่านโตกว่านี้อีกหน่อย จะทำสไลเดอร์ให้หลานเล่นก็ยังได้ มีลูกเยอะแค่ไหนก็ไม่กลัว”
อวิ๋นซานส่ายหน้า บ้านหลังนี้ไม่ใช่ของเธอสักหน่อย ถ้ามีเงินเยอะเมื่อไหร่ค่อยซื้อเองดีกว่า ส่วนเื่ลูกนั้น… “แม่คะ อย่าลืมสิคะว่าตอนนี้เขารณรงค์ให้มีลูกแค่คนเดียว”
“น่าเสียดายจัง อุตส่าห์ได้โอกาสเหมาะ ๆ แบบนี้ ถ้ารออีกสองปีก็ยังมีลูกได้อีกคน” พานหงเสียบ่นอย่างเสียดาย
อวิ๋นซานได้แต่พูดไม่ออก “ไม่ว่าจะมีนโยบายคุมกำเนิดหรือไม่ แต่หนูก็จะมีแค่คนเดียว เพราะคนท้องมันทรมาน”
อีกอย่าง การตั้งครรภ์ไม่ใช่การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศสักหน่อย
พานหงเสียเองก็แค่พูดไปอย่างนั้น พอนึกถึงความลำบากที่ลูกสาวต้องเผชิญตอนท้องก็อดสงสารไม่ได้
อวิ๋นซานคุยกับพานหงเสียได้ไม่กี่คำก็รีบไปทำงาน เธอปั่นจักรยานอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็ไปทำงานสายจนได้ แถมยังมาโดนหัวหน้าเห็นเข้าพอดี ซึ่งเดิมทีวันนี้อารมณ์เขากำลังดีเพราะเื่ซิปได้รับการแก้ไขไปแล้ว ตอนนี้กลับทำหน้าบึ้งอีกครั้ง
“สหายอวิ๋น่นี้คุณมีเื่อะไรหรือเปล่า ไม่ลาหยุดก็มาสาย”
“ขอโทษค่ะหัวหน้า ครั้งหน้าฉันจะระวังมากกว่านี้ค่ะ”
ตอนนี้ยังไม่มีกฎหักเงินเดือน ถ้ามาทำงานสายแค่จะส่งผลต่อการประเมินประจำปีเท่านั้น
เธอนั่งประจำที่ของตัวเอง ฟังเื่ชาวบ้านไปเรื่อยเปื่อยก็ได้ยินคนพูดกันว่า ใกล้วันหยุดปีใหม่แล้ว ทางโรงงานก็เลยจัดกิจกรรมให้กับพนักงาน โดยเตรียมจัดการแข่งขันบาสเก็ตบอลและการประกวดร้องเพลงในโรงงาน ซึ่งเื่พวกนี้น่าจะตกเป็หน้าที่ของฝ่ายงานสนับสนุน
วันนี้ฝ่ายงานสนับสนุนยังคงยุ่งอยู่กับการจัดการปัญหาซิปชุดพนักงาน แถมยังมีงานอื่น ๆ แทรกเข้ามาอีก
ไม่นานนัก หัวหน้าก็มอบหมายงานให้อวิ๋นซานอีกอย่าง นั่นคือการจัดกระดานประชาสัมพันธ์งานกิจกรรมของคนงาน
อวิ๋นซานจบการศึกษาแค่ชั้นมัธยมปลาย ่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเธอต้องรับ่ต่อจากพานหงเสีย เนื่องด้วยสถานการณ์ที่พิเศษหลังจากนั้นก็แต่งงานมีลูก จึงไม่ได้เรียนต่อ แต่เธอเขียนหนังสือได้สวย งานเขียนก็อยู่ในระดับดี ก่อนหน้านี้เธอเคยเขียนเื่ราวชีวิตในโรงงานจนได้ลงหนังสือพิมพ์ ดังนั้นกระดานประชาสัมพันธ์ในโรงงานจึงมักจะมีผลงานของเธออยู่เสมอ
เมื่อได้ยินคำสั่งของหัวหน้า เธอจึงต้องพักงานในมือแล้วไปจัดบทความก่อน
ในขณะที่เธอยืนเขียนอยู่หน้ากระดานประชาสัมพันธ์ เธอก็กลายเป็ทัศนียภาพอันงดงามของโรงงาน บังเอิญมีนักข่าวจากสำนักพิมพ์มาเก็บข้อมูล เมื่อเห็นดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปเก็บไว้แล้วถามเ้าหน้าที่โรงงานที่อยู่ข้าง ๆ ว่ากระดานนี้กำลังประชาสัมพันธ์เื่อะไร
บังเอิญเป็เวลาพักเที่ยงพอดี คนงานหลายคนที่เดินผ่านไปมาก็เห็นเข้าแล้วข่าวลือก็แพร่สะพัดออกไป
ว่ากันว่าอวิ๋นซานกำลังจะได้ลงหนังสือพิมพ์
บางคนถึงกับบอกว่าเธอจะได้ออกโทรทัศน์
ลูกสาวของอวิ๋นโหย่วฝูนี่มันไม่ธรรมดาจริง ๆ
แน่นอนว่าเื่แบบนี้ย่อมมีคนริษยาเป็ธรรมดา
“ทำไมต้องเป็เธอด้วย? เธอไม่เคยลงไปในเหมืองด้วยซ้ำ ไม่ได้เป็บุคลากรดีเด่น ไม่เคยได้รับคำชม ทำงานแค่นั่ง ๆ อยู่ในห้องก็รับเงินเดือนไปแล้วตอนนี้ยังจะให้เธอออกทีวีอีก นี่มันไม่ยุติธรรมกับคนอื่นเลย”
“นั่นสิ ทั้ง ๆ ที่เป็ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วโดนทิ้ง ต่อให้จะถ่ายรูปคนเฝ้าประตูโรงงานก็ยังดีกว่าถ่ายเธอ ไม่รู้ว่าทางโรงงานคิดอะไรอยู่”
“ชิ มีดีแค่หน้าตาก็แค่นั้นแหละ นักข่าวคนนั้นก็คงมองเห็นแค่ความสวยความงามภายนอกเท่านั้น”
คนที่พูดแบบนี้รวมถึงแม่ของหวงิ่ พ่อของหวงิ่เพิ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็ระดับหัวหน้าเมื่อสองปีนี้ หวงิ่จึงคิดว่าครอบครัวของเธอแตกต่างจากครอบครัวคนงานธรรมดา ๆ ทั่วไป พวกเธอข้ามชนชั้นไปแล้ว จึงมีความรู้สึกว่าตนเหนือกว่าคนอื่น
แต่ถึงจะเป็ถึงหัวหน้าเล็ก ๆ ก็ยังไม่สามารถหาที่ทางให้ลูกสาวได้ แม่ของหวงิ่ก็รู้สึกไม่พอใจ
และเมื่อเห็นอวิ๋นซานได้ออกหน้าออกตาก็ยิ่งไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่
“อวิ๋นซานเหรอ?” หวงิ่ได้ยินแม่พูดชื่อที่คุ้นหูก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป
ใช่แล้ว ตอนนั้นเพื่อนร่วมชั้นหลายคนต้องถูกส่งตัวไปยังชนบท แต่อวิ๋นซานรอดพ้นจากการลงไปในชนบทเพราะได้สืบทอดงานต่อจากแม่ของเธอ เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย พอพวกเขากลับมาจากชนบทก็มีแต่สีหน้าที่เหนื่อยล้า แต่คนที่ไม่ได้ไปชนบทพวกเขากลับมีชีวิตชีวา ได้รับความมั่นคงในหน้าที่การงาน แล้วยังดูดีขึ้นอีกต่างหาก
หวงิ่ยื่นมือออกมาดูมือที่หยาบกร้านและแตกของตัวเอง ใจก็รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมา
……
ตอนเที่ยง อวิ๋นซานกินข้าวกลางวันแบบง่าย ๆ ที่โรงงาน จากนั้นก็วิ่งไปที่สถานีตำรวจ ตำรวจได้เรียกตัวอวิ๋นเจินและหูฟางมาสอบปากคำ บันทึกคำให้การเรียบร้อยแล้ว แต่ในตอนนี้ยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าพวกเธอเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มค้ามนุษย์ พวกเธอจึงได้รับการปล่อยตัวไป
อวิ๋นซานรู้ผลนี้อยู่แล้วั้แ่เมื่อวาน แต่เ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเื่นี้ได้บอกกับเธอเพิ่มเติมว่า หากเป็กรณีของหูฟางและเพื่อนร่วมงานที่มีหน่วยงานสังกัดจะให้หน่วยงานนั้นช่วยดูแลและติดตามพฤติกรรม หากมีหลักฐานเพิ่มเติมก็จะจับกุมตัวอีกครั้ง
ถ้าเป็อย่างนี้ ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าไม่ได้รับโทษใด ๆ เลย หน่วยงานของหูฟางต้องมีบทลงโทษด้วยการตัดคะแนนความประพฤติอย่างแน่นอน ถ้าจะเอาจริงเอาจังกว่านั้นก็อาจมีการโยกย้ายหรือไล่ออกได้