บทที่ 9
ในย่านตลาดใหญ่แห่งเมืองหยุนไห่มีร้านอาหาร และโรงเตี๊ยมมากมายด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือโรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่ เป็นที่พักแรม และร้านอาหารที่เป็นที่นิยมของเหล่าจอมยุทธพเนจรทั้งหลายต้องแวะมาเยี่ยมเยือนพักผ่อนยังที่แห่งนี้ ด้วยมันมีความพิเศษเฉพาะตัวหลายอย่างแตกต่างจากที่อื่น ความพิเศษอย่างแรกนั่นก็คือหมูย่างโลหิตเพลิง สุดยอดอาหารขึ้นชื่อที่ถูกใจเหล่าจอมยุทธเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาเหล้านารีพิสุทธิ์สุรากลั่นอย่างดีที่รสชาตินุ่มละมุนแต่ร้อนแรงเป็นอย่างยิ่ง แม้ราคาของมันยากที่จะจับต้องได้แต่เหล่าผู้กล้าก็ยินดีที่จะจ่ายให้กับมันโดยไม่เสียดาย และสิ่งสุดท้ายที่แตกต่างจากโรงเตี๊ยมอื่นๆนั่นก็คือ ข่าวสาร แม้ทุกๆคนบนแผ่นดินสายน้ำมรกตจะรู้ว่าหากต้องการทราบข่าวสารทั่วไปในยุทธภพนั้นต้องไปยังโรงเตี๊ยม หรือร้านอาหาร แต่ที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่แห่งนี้มีคือบริการขายข่าวสาร ซึ่งจะอยู่ในห้องพิเศษที่จัดเตรียมไว้โดยเฉพาะนั่นเอง ตอนนี้บัณฑิตหนุ่มจางซานก็ได้เดินมาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมอันเป็นที่นิยมของเหล่าจอมยุทธแล้ว ชายหนุ่มหายใจลึกๆเพื่อลดความตื่นเต้นก่อนจะเดินเข้าไปด้วยมาดสุขุม และในทันทีที่ลูกค้าก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปก็พบกับบริกร ซึ่งในดินแดนนี้เรียกกันว่าเสี่ยวเอ้อ“คาราวะคุณชาย ท่านต้องการทานอาหารหรือที่พักขอรับ?” เด็กหนุ่มวัย 15 ปีแต่งกายเรียบง่ายแบบชาวบ้าน แต่สะอาดสะอ้านเข้ามาสอบถามด้วยกิริยาสุภาพ“ขอน้ำชา และถั่วทอดที่นึง แล้วก็ที่นั่งชั้นสองว่างหรือไม่?” บัณฑิตหนุ่มรีบตอบ และถามอย่างรวดเร็ว“มีขอรับ เชิญคุณชายตามมาทางนี้” แม้เสี่ยวเอ้อจะชะงักไปสักครู่กับของที่สั่งเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยมารยาทเขาก็ไม่จำเป็นต้องโต้เถียงใดๆกับลูกค้า เขารับคำ และนำทางจางซานไปที่โต๊ะทันที ด้านบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่ มีผนังที่เปิดโล่งสามด้าน ส่วนอีกด้านเป็นห้องพิเศษ และพักของแขก วันนี้คนน้อยกว่าปกติด้านบนจึงมีที่นั่งให้เลือกหลายที่ จางซานจึงถือโอกาสเลือกมุมริมระเบียงที่สามารถมองชมทิวทัศน์ของถนนแห่งการค้าด้านล่างได้ รวมทั้งยังไม่เป็นจุดเด่นจากด้านในด้วย‘เฮ้อ! คงได้แต่รอต่อไปสินะ’ จางซานบ่นกับตัวเองในใจหลังจากที่กวาดสายตามองเหล่าลูกค้าบนชั้นสองทั้งหมดแล้วไม่พบคนที่ตามหา หรือผู้ที่มีกระบี่สีขาวนั่นเอง ชายหนุ่มนั่งลงแล้วรอต่อไป ระหว่างนี้เขาจึงทอดสายตาชมกิจกรรมค้าขายของผู้คนเบื้องล่างฆ่าเวลา บรรยากาศครึกครื้นที่ไม่มีให้เห็นในส่วนอื่นของเมืองหยุนไห่ ทำให้จางซานรู้สึกเพลิดเพลินได้อย่างประหลาด ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันในสำนักอันเงียบเหงาแล้วมันช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน และเหมือนว่าความหดหู่ใจของชายหนุ่มมันยังคงไม่มากพอ จึงต้องมีบางสิ่งเข้ามากระหน่ำซ้ำเติม“อ้าว! นั่นใช่บัณฑิตจางซานแห่งสำนักหยุนหลงหรือไม่” เสียงเรียกอันดังที่สำเนียงฟังดูเสียดสีเยาะเย้ยทำให้ชายหนุ่มต้องออกจากภวังค์ความคิด“หืม? จูเกาอย่างนั้นรึ! ไม่คิดว่าจะได้พบท่านที่นี่” จางซานหันไปเห็นบัณฑิตหนุ่มชุดขาวหน้าตาหล่อเหลา บนมวยผมปักปิ่นหยก ซึ่งด้านหลังของเขาตามมาด้วยเหล่าบัณฑิตอีก3-4คน เจ้าของโต๊ะลุกขึ้นคาราวะ พร้อมกับตอบรับด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์“ข้าก็ไม่คิดว่าจะได้พบเจ้าที่โรงเตี๊ยมของเหล่าจอมยุทธเช่นกัน ได้ยินว่าเจ้านั้นไม่ได้ออกจากสำนักมานับเดือน แล้ววันนี้ลมอะไรถึงได้หอบเจ้ามาถึงที่นี่กันล่ะ?” การพูดที่จีบปากจีบคอ แถมยังมีสายตาดูถูกของจูเกาพร้อมกับกลุ่มลูกไล่บัณฑิตด้านหลัง นั่นทำให้จางซานถึงกับต้องขบกรามแน่น ในใจก็อยากจะตอบกลับไปว่า เสือ... แต่เพื่อรักษาหน้าตาความเป็นบัณฑิต เขาก็ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ แม้ว่าลูกค้าบนชั้นสองจะมีไม่มากนัก แต่โต๊ะของจางซานก็กลายเป็นที่สนใจของผู้คนรอบข้างไปโดยปริยายจากเสียงอันดังของบัณฑิตผู้มาเยือน ซึ่งนั่นเป็นจุดประสงค์ของจูเกาอย่างชัดเจน จางซานที่เห็นเหล่าจอมยุทธรอบด้านมองมาด้วยความสนใจก็รู้อยู่แล้วว่าบัณฑิตรูปงามตรงหน้าตั้งใจจะหาเรื่องตน แต่ไม่ว่าอย่างไรชายหนุ่มก็รู้ตัวว่าไม่ควรใช้อารมณ์ตอบโต้“ข้าเพียงอยากเปลี่ยนมุมมองความคิดดูบ้าง การที่อยู่แต่ในสถานที่เดิมๆนานเกินไปมันให้ข้าคิดอะไรไม่ค่อยออก การมายังที่ชุมนุมของชาวยุทธผู้ท่องไปทั่วยุทธภพอาจทำให้เข้าใจโลกได้มากขึ้น ส่วนท่านจูเกาคงจะมีธุระ เช่นนั้นข้าก็จะไม่ขอรบกวนแล้ว เชิญท่านตามสบายเถิด” จางซานตอบกลับไปให้ดูดีเล็กน้อย และรีบตัดจบบทสนทนาทันที ซึ่งเหล่าจอมยุทธโดยรอบก็ค่อนข้างชื่นชอบในคำตอบของชายหนุ่ม“เอ๋? แล้วเจ้าไม่อยากรู้งั้นรึว่าข้ามาทำสิ่งใดที่โรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่แห่งนี้?” บัณฑิตหน้าหยกไม่ยอมไป แถมยังกล่าวต่อ“ถ้าเช่นนั้นแล้วจูเกาท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ?” แม้ว่าตัวจางซานจะไม่อยากรู้เรื่องของฝ่ายตรงข้าม แต่ก็ต้องถามกลับตามมารยาท เมื่อทางนั้นกล่าวเหมือนจะอยากบอก“อ้อ...เรื่องนั้นเป็นความลับคงบอกให้คนนอกสำนักอย่างเจ้ารู้ไม่ได้หรอกนะ ที่จริงธุระของข้าคงไม่ต้องให้บัณฑิตตกอับเช่นเจ้ารับรู้อยู่แล้ว และข้าคงไม่อาจอยู่ร่วมดื่มน้ำชากับเจ้าได้ ขอตัวก่อน” จูเกาตอบกลับมาอย่างยืดยาวพร้อมด้วยสายตามองต่ำอย่างเหยียดหยาม และรอยยิ้มเยาะจากนั้นก็เชิดหน้าหันหลังจากไปพร้อมกับกลุ่มบัณฑิตคนอื่นที่หันหน้ามาเยาะเย้ยเช่นกัน จางซานหน้าชาขึ้นมาทันที แต่เขาทำได้เพียงแต่กำหมัด และขบกรามแน่นเพื่อควบคุมอารมณ์ตัวเองที่กำลังเดือดขึ้นมา พร้อมกับสายตาที่จ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของกลุ่มบัณฑิตผู้หยิ่งผยองเหล่านั้นอย่างอาฆาต คนรอบข้างก็มองดูจางซานด้วยความชื่นชม แม้ว่าพวกคนเหล่านั้นจะเป็นจอมยุทธที่ตัดสินแพ้ชนะด้วยการต่อสู้ แต่การกระทำ และคำพูดของจางซานนั้นแสดงให้เห็นถึงการควบคุมอารมณ์ด้วยจิตใจที่หนักแน่น แถมยังเป็นการกล่าวถึงชาวยุทธในแง่ดีถึงแม้จะเล็กน้อยก็ตาม ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ที่มีกล้ามเป็นมัดๆ ใส่เสื้อแขนกุดเปลือยอกโชว์ขนดกหนา เดินเข้ามาที่โต๊ะของจางซานพร้อมกับยิ้มด้วยรอยยิ้มน่ากลัวจากฟันเหลืองๆหลายซี่กับหนวดเคราดกดำให้กับบัณฑิตหนุ่มผู้ที่กำลังทำหน้าเคร่งเครียด“เฮ้ย! ไอ้หนุ่มเจ้านี่มันสุดยอดไปเลย! ถูกพวกหน้าหวานนั่นรุมถากถางขนาดนั้นกลับยังคุมอารมณ์ได้ ถ้าเป็นข้าหม่าตงเฟิงคงจะทำให้พวกมันฟันร่วงหมดปากไปแล้ว” จอมยุทธหน้าโจรชูตบไหล่จางซานด้วยความชื่นชม ถึงแม้ว่าจะแรงจนชายหนุ่มตัวเซไปเล็กน้อย“เอิ่ม...ขอบคุณขอรับที่ชมข้า ท่านจอมยุทธ แต่ข้านั้นยังด้อยความสามารถ คงยังอีกไกลนักกว่าจะเป็นบัณฑิตที่เยี่ยมยอดได้” ชายหนุ่มยืนขึ้นประสานมือ แล้วคารวะขอบคุณด้วยความถ่อมตน“นี่ๆ เจ้าไม่ต้องปิดบังต่อหน้าข้าหรอก แววตาของเจ้านั้นเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวดุจดั่งพยัคฆ์ ถ้ามิใช่ว่าเจ้าเดินในเส้นทางการเป็นบัณฑิตข้าคงจะพาเจ้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ที่สำนักของข้าเป็นแน่ มาๆข้าขอเลี้ยงเหล้าเจ้าสักขวด เสี่ยวเอ้อ!” หม่าตงเฟิงเหมือนว่าจะชื่นชอบจางซานเป็นพิเศษ เขาถือวิสาสะนั่งร่วมโต๊ะกับชายหนุ่ม และสั่งสุราอย่างดีมาขวดหนึ่งโดยไม่รอคำตอบจากบัณฑิตหนุ่มแม้แต่น้อย“อ่า...เป็นเกียรติของข้ายิ่งนักที่ท่านชื่นชมในตัวข้า ข้าน้อยมีนามว่าจางซาน ท่านคงจะเป็นดาบผ่าโลกาหม่าตงเฟิง” จางซานขอบคุณจอมยุทธหน้าโหดอีกครั้งพร้อมแนะนำตัวกับชายตรงหน้าที่พอจะมีชื่อเสียงในเมืองหยุนไห่แห่งนี้“โอ้! ที่แท้ก็เป็นบัณฑิตจางซานนี่เอง ชื่อเสียงของเจ้าก็ไม่น้อยหน้าของข้าเลยนะ แม้จะเป็นไปในทางที่ไม่ค่อยดีก็เถอะ แต่ข้าไม่ถือสาเรื่องนี้หรอกนะ ฮ่าๆๆ” หม่าตงเฟิงกล่าวกล่าวอย่างจริงใจ มันบ่งบอกออกมาผ่านแววตาประกายกล้าของจอมยุทธผู้นี้ ถึงแม้บางคำพูดอาจฟังดูทำร้ายจิตใจจางซานไปบ้างก็ตาม