

คำโปรย
ค้นหาไปให้ถึงซึ่งปลายทางขอบฟ้ากว้างจะไปให้เห็นแสงแห่งศรัทธา
----------------
ฟ้าอันมืดมิดไร้เงาจันทร์ส่องสว่างกลางเวหนมีแสงดาวระยิบระยับส่องประกายบนผืนฟากฟ้ากว้างบนดินแดนอันหนาวเหน็บเย็นะเืแห่งเดือนมกราคมดินแดนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็บ่อเกิดของตำนานลุงซานต้า...ที่เด็กๆทั้งหลายต่างหลงใหลได้ปลื้มกับการรอคอยของขวัญจากชายชราอ้วนพุงพลุ้ยทั้งคืน เพียงเพื่อขอให้ชายผู้ที่อยู่ในชุดสีแดงแซมขาวตรงขอบปลายเสื้อและขากางเกงได้มาใส่ของเล่นขนมหรืออะไรก็ได้ไว้ในถุงเท้าที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเช่นกัน Wendy Bukit Lau เวนดี้บูกิต หลิว สมัยที่ยังเด็กเขาตื่นเต้นร้องฮึมเพลงอย่างสุขใจเมื่อถึงเทศกาลแห่งความสุขหนุ่มจีนมาเลย์คนนี้ไม่มีวันลืม...ด้วยแรงฝันแรงศรัทธาอันแรงกล้าที่จะไปตามหาแสงแห่งขั้วโลกเหนือดินแดนของลุงที่สวมหมวกสีแดงแหลมพับครึ่งลงมาย้อยไปข้างหลังซึ่งมันครอบอยู่บนผมหยักศกขาวโพลนรุงรังพันไปกับหนวดเคราขาวยาวเฟิ้ม
“คุณปู่ครับ เราจะเจอซานตาคลอสและเห็นออโรร่าด้วยไหมครับ”เวนดี้กางการ์ตูนอยู่ในมือนั่งบนตักของชายสูงวัย ที่กำลังช่วยอ่านการ์ตูนที่มีภาพประกอบให้กับหนูน้อยวัยหกขวบเศษชายผู้นี้เลี้ยงดูหลานชายผิวขาวราวหยวกซึ่งได้ยีนสีผิวนี้จากแม่ของเขา ชายชรายิ้มน้อยๆมองดูหลานชายอย่างเอ็นดูเขาเป็คนเดียวที่กลายเป็ทั้งพ่อและแม่ของเวนดี้น้อยจนกระทั่งเขาเติบโตเป็หนุ่มใหญ่เขาเติบโตขึ้นมากับความหลงใหลในตำนานของบ้านซานตาคลอส ซึ่งเป็เื่ราวของพวกชนเผ่า ‘ซามี’ (Sami)ในแถบแลปแลนด์...ดินแดนอันลี้ลับน่าค้นหาสำหรับเวนดี้ั้แ่สมัยยังเด็กเขาอยากเห็นชนพื้นเมืองพวกนี้นั่งบนรถลากเลื่อนซึ่งเขารู้คำนี้ในภาษาอังกฤษว่า ‘ซเล’ (sleigh) และจำขึ้นใจจนปู่ของเขาอดขำไม่ได้ที่เด็กตัวน้อยซึ่งได้เติบโตเป็หนุ่มแล้วยังไม่ลืมเลือนนิทานในตอนนั้น
“รู้ไหม...Siri สิรี คุณปู่ผมบอกว่าใครได้เห็นแสงเหนือจะโชคดีที่สุด”ชายหนุ่มมองใบหน้าหญิงสาวผิวขาวนวลผ่องที่แก้มสองข้างเป็สีชมพูอมแดงระเรื่อลมหายใจของเธอเป็ไอพ่นออกมาเป็ระยะๆ จากจมูกและปาก
“Wow…เป็ไอเดียที่เจ๋งสุดไปเลย”สาวน้อยมองหน้าเพื่อนที่เพิ่งพบกันเมื่อวานในโรงแรมที่แลปแลนด์เพราะเธอเดินเข้าไปใช้ห้องน้ำตรงลอบบี้ชายหนุ่มเข้าพักที่นั่นได้สองคืน ก่อนจะเดินทางขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ โดยที่เขาเองยังไม่รู้ว่าจะตามล่าหาแสงเหนือที่ได้มุมสวยที่สุดณ บริเวณไหนดี มาเจอสาวน้อยชาวสวีเดนคนนี้ที่ขับรถตระเวนเก็บภาพหามุมสวยๆเหมือนกัน เธอมีงานอดิเรกคือถ่ายรูปเก็บภาพงามๆ ได้มุมเหมาะๆแล้วโพสต์ขายในเพจของเธอเองที่ชื่อ Bild & Foto Studio
“My granny ยายฉันน่ะ...ท่านบอกว่าแสงเหนือนี้ศักดิ์สิทธิ์เพราะมันเชื่อมโยงกับญาติของเราที่ตายแล้วไปอยู่บน์พอถึง season นี้พวกเขาจะเวียนมาส่องประกายบนฟ้ายิ้มสวยๆให้พวกเรา” สิรีบอกชายหนุ่มด้วยความเชื่อคล้ายคลึงกับความเชื่อของคนเอเชีย
“Ah…ha…interesting น่าสนใจ” เวนดี้เล่าถึงเื่ราวของเขาที่มีแรงบันดาลใจสูงมากที่จะตามล่าหาแสงเหนือเพราะชื่อของเขามในภาษามาเลย์ Bukitแปลว่า ูเา ส่วน English name ของเขา Wendyน่าจะแปลว่า Gifted ring วงแหวนที่เป็พรอันวิเศษจากเทือกเขาแห่งสรวง์และชื่อเขาอาจสื่อถึง Arctic circle เส้นวงแหวนแห่งอาร์กติกเื่เหล่านี้เขาเคยหมกมุ่นจากการเล่นเกมส์ในวัยเด็กแล้วมันเลยกลายเป็อิทธิพลต่อแรงปรารถนาที่ไม่มีวันเหือดหายของเขาเช่นกัน
เวนดี้ได้รับไมตรีจากอนงค์ผู้นี้ในดินแดนหิมะขาวหนาวเย็นจับจิตแต่เปี่ยมล้นไปด้วยหัวใจอันแสนอบอุ่นนามอันไพเราะของเธอหากเทียบกับภาษาแถบบ้านเขาที่ได้อิทธิพลจากบาลี-สันสกฤตซึ่งหมายถึง Holy มงคลหรือพลังอันพิสุทธิ์แต่เธอกลับหัวเราะบอกว่าชื่อของเธอในภาษาสวีดิชคือชัยชนะอันเกรียงไกร
“แลปแลนด์ที่เป็ถิ่นกำเนิดของซานต้านั้น ถ้าเราเกิดเห็นแสงเหนือใน่เทศกาลคริสต์มาส...จะเป็นิมิตหมายที่ดี”สิรีพูดไปเรื่อยๆ ขณะขับรถพาชายหนุ่มที่ขออาศัยติดรถไปกับเธอ แต่เขาได้ขอร่วมแชร์ค่าใช้จ่ายต่างๆซึ่งสิรีเองไม่ขัดข้องเพราะเธอนั้นอยากได้เพื่อนร่วมเดินทางที่ดีเป็ good company และมีความฝันทำนอง sameinterest สนใจในเื่แบบเดียวกัน
“มันยังไงเหรอ...”ชายหนุ่มพูดขณะเก็บภาพสองข้างทาง วันนี้อากาศเป็ใจมีแดดออกรำไร...มองเห็นหิมะขาวปกคลุมอยู่แนวเทือกเขาเบื้องหน้า
“เมื่อเราขอสิ่งใดจะสมดังคำพรที่เราขอต่อพระผู้เป็เ้า”สิรีพูดถึงความคิดนี้ที่ได้ยินจากยายของเธอั้แ่ยังเด็ก
“ดีจัง...ผมเองไม่มีศาสนา”เขาพูดเหมือนตอบกลับลอยๆ ทำให้สาวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆหันหน้ามองด้านข้างของชายหนุ่ม เห็นยิ้มบางๆ เจืออยู่มุมปากของเขา
“Atheist...ไม่เชื่อในพระองค์...ใช่ไหม” สิรีพูดขึ้นเฉยๆเพื่ออยากรู้แิของเขา
“เปล่า...ผมน่ะ...ประเภท no religion ไร้ศาสนาที่บ้านผมเริ่มมีกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ”
“แล้วคุณเชื่ออะไรล่ะ” สิรีถามเล่นๆไม่อยากใส่ใจกับเื่นี้ เพราะเธอเป็คนรุ่นใหม่ไม่จริงจังเท่าไหร่
“ความเชื่อของผมคือ... Inspiration Doctrine สุดแต่ใจจะไขว่คว้า”คิ้วของแม่สาวแก้มชมพูแดงระเรื่อขมวดกันทันทีที่ได้ยินคำตอบ
“Oh..oh…โห ปรัชญาใหม่...เลยนะเนี่ย” เธอหันหน้ามามองยิ้มๆกับชายหนุ่มที่ยังคงเอากล้องถ่ายทำวิดีโอระหว่างทางไปเรื่อย
“No…no…เปล่า เปล่า ความเชื่อส่วนบุคคล individualfaith เมื่อเราศรัทธาอะไรสักอย่าง เราต้องไปให้จนถึงที่สุด จริงไหม???” เขาเปรยๆ ทิ้งท้าย
คืนนั้นไร้แสงจันทร์ข่มแสงดาวพราวระยิบบนนภาอันมืดมิดกว้างไร้ขอบเขตบริเวณโรงแรม Santa’s Hotel Aurora น่าจะเป็บริเวณที่เหมาะสำหรับการเก็บภาพแสงเหนือเวนดี้อ้างว่ามันคือพลังงานอันลี้ลับแห่งจักรวาล
“Hey…เวน...ออกมานี่เลย now…”เสียงสิรีร้องะโเรียกชายหนุ่มที่นั่งจัดเรียงภาพอยู่ในโน้ตบุ๊กหากชักช้าไม่รู้ว่าการขึ้นมาของแสงเหนือที่กำลังเริงริ้วอยู่เป็สายๆวิ่งทาบอยู่บนท้องฟ้านั้นจะหายวับไปเมื่อใด
“Yup…ครับผม” เวนดี้แทบจะะโพรวดเดียวแล้วถลันออกไปดังใจนึกทันทีเข่าของเขาชนเก้าอี้อาร์มแชร์ตัวที่กีดขวางอยู่ข้างๆ เกือบหน้าคะมำ
“Wow…สุดยอดไปเลย สิรี!!!”เขาเห็นท้องฟ้ามีเงาแสงสีเขียวฉาบอยู่บนท้องฟ้าที่ดำมืดเกือบทั้งผืนเหมือนสาดสีเขียวจางๆ บนผืนผ้าใบเป็ริ้วๆ ม้วนไปเรื่อยๆ จนสุดขอบ แล้วทันใดนั้นเองแสงสีชมพูจางๆก็ขึ้นมาปนคละเคล้าวิ่งกันไปเป็สายเหมือนใยไหมเหวี่ยงออกไปเป็พวงแล้วคลี่เป็สายยาวจรดฟากฟ้ากว้างนั้น
“ขอซิ...อะไรก็ได้...ที่ใจปรารถนา”เสียงสิรีะโขึ้นข้างๆ ชายหนุ่ม เธอทำท่ายกมือขวาขึ้นกุมอกข้างซ้ายตรงหัวใจหลับตาเงยหน้าขึ้นท้องฟ้าที่มีแสงเหนือสาดอยู่เต็มทั้งผืนนั้น
----------------
ชายหนุ่มมองดูฟากฟ้าที่เมืองเล็กๆแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยแวะผ่านเพื่อขึ้นเหนือไปกับสาวน้อยแห่งดินแดนในตำนานของลุงซานต้าหลายปีแล้วสินะที่เขาเคยมาตอน่นั้นที่เป็วันปิดภาคเรียนของเขา แม่สาวน้อยั์ตาสีฟ้าปนเขียวหายจากการติดต่อไปหลังจากที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปเมื่อเวนดี้ขอแยกตัวไปผจญภัยต่อที่ฟินแลนด์ ‘ดินแดนแห่งหมื่นทะเลสาบ’
“Oh…sorry…โอ๊ะ ขอโทษจริงๆ เลย”ชายหนุ่มก้มลงเก็บหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นของห้องสมุด เขาเปิดประตูก้าวเท้าออกจากห้องสมุดไปแล้วบานประตูอัตโนมัติเหวี่ยงปิดทันทีโดยเขาไม่ได้ทันสังเกตว่ามีคนเดินตามหลังเขามาอย่างกระชั้นชิด
“Ok…but ไม่เป็ไร แต่หัดระวังหน่อยนะ คุณ”เสียงของหญิงสาวผู้นี้เหมือนคุ้นหูของชายหนุ่มเขาจึงจ้องมองหน้าเธอ...แล้วสบสายตากันกับหญิงสาว แววตาของเธอเหมือนประหลาดใจทั้งแววตาของเวนดี้เองก็งง...สับสน
“เหมือนเราเคยเจอกันไหม...” เวนดี้พูดขึ้นทันใดแววตาของเขาราวกับปิติในความบังเอิญอะไรบางอย่าง
“Yeah…ใช่แล้ว...นายคือหนุ่มคนนั้น”เสียงตื่นเต้นดีใจของเธอที่พบชายหนุ่มอีกโดยบังเอิญ
สิรีมาเรียนต่อด้านภาษาศาสตร์ของกลุ่มนอร์ดิกและเขาได้ทุนมาเรียนโทต่อด้านชีววิทยาทางทะเลในมหาวิทยาลัยที่เมืองทรอมโซ (TromsØ) แห่งนี้
“ฉันไม่เคยลืมนาย...เลยนะ เพราะอะไรรู้ไหม”สิรีพูดขึ้นขณะที่เธอหยิบตุ๊กตาตัวน้อยหน้าตาขะมุกขะมอมผมดำกระเซอะกระเซิงออกมาจากกระเป๋าถือใบโตที่บรรจุสารพัดอย่างไว้ในนั้น
“อยากรู้เหมือนกัน...ผมก็อยาก...Ah...Ah”เสียงของชายหนุ่มตะกุกตะกัก เสียงหัวใจมันดังตูมตามขึ้นมาทันทีเมื่อแววตาสีฟ้าปนเขียวหม่นของหญิงสาวจ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ
“ก็เ้า...โทรลล์ (Troll) ตัวน้อยนี้ไง...ที่มันคอยบอกฉันว่า...ให้ตามหาเ้าของอยู่ทุกวี่ทุกวัน”เสียงสิรีปนหัวเราะหึๆ อยู่ในลำคอ เธอส่งคืนมันให้กับเ้าของที่อยู่ตรงหน้า...เ้าสัตว์ประหลาดกึ่งมนุษย์ในตำนานเทพนิยายของคนในแถบสแกนดิเนเวียที่เขาได้ซื้อเก็บไว้เพื่อเป็ที่ระลึกสำหรับการมาเยือนดินแดนแห่งนี้เขาเผลอลืมทิ้งไว้ในรถของหญิงสาวจนมันเลือนหายไปจากความทรงจำอันยาวนานของกาลเวลาที่ผ่านพ้น
“Oh…oh…โอ๊ะ โอ๋ รักษาไว้ดีมากเลยนะ สิรี”ชายหนุ่มแอบดีใจนึกว่าจะบอกอะไรกับเขา เวนดี้หลบสายตาแต่เหมือนความหวังอันลางเลือนของชายหนุ่มมีลำแสงสว่างวาบขึ้นที่กลางใจ
“มันคือตัวแทนของคนที่ฉันรู้จัก...และรักเ้านี่....มากเลยรู้ไหม”น้ำเสียงของสิรีทำให้ชายหนุ่มหัวใจพองโตจนคับอก
“Wow… ผมยังจำแก้มแดงอมชมพูของเธอได้อยู่นะ”น้ำเสียงที่เน้นตรงคำว่า Cheek แก้มของสาวน้อยคนนั้นทำให้แก้มของเธอแดงก่ำขึ้นชัดเจน
“เราถึงมาเจอกันอีกเพราะอะไรนะ...นะ...” สิรีลากเสียงเหมือนพูดอะไรบางอย่างที่ชายหนุ่มน่าจะมีอะไรที่มันลึกลับฝังอยู่ในความเชื่อ
“The aurora’s wishes พรจากแสงเหนือ...ผมขอให้เราได้เจอกันอีก”เสียงกระซิบจากชายหนุ่มประหนึ่งความลับที่เขาไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้ แต่ ณเวลานี้ไม่มีใครนอกจากเขาและแม่สาวน้อยแห่งแลปแลนด์
“สุดแต่ใจจะไขว่คว้า...กลายเป็ my saying คำพูดประจำใจของฉันเลยรู้ไหม”สิรีพูดขึ้นด้วยความยินดีท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีที่มืดมิดมีแต่แสงดาวระยิบระยับที่รอคอยการกลับมาของแสงเหนือที่พวกเขาทั้งสองได้เคยฝากรอยประทับในดวงจิตไว้ให้กันและกัน
“ครั้งนี้...เราต้องฝากรอยประทับต่อหน้าแสงอันลี้ลับนี้นะ...สิรี”เขาจับแก้มแดงระเรื่อของสาวน้อยผมน้ำตาลประกายทองที่แววตาระริกด้วยความเขินอายและกดริมฝีปากของเขาลงบนริมฝีปากบางๆ ขณะโอบเอวเธอไว้ณ วินาทีที่แสงเหนือกำลังวาบขึ้นเป็ริ้วๆ ล่องลอยไหลเลื่อนไปบนผืนฟ้าอันกว้างใหญ่