ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 18 : การปรากฏตัวของผู้ฝึกตน

    การปรากฏตัวของผู้ฝึกตน
    ในช่วงที่เย่กู่เฉินกับไป๋มู่เสวี่ยแยกกันกลับบ้านนั้น อีกด้านหนึ่ง ภายในบ้านเก่าๆ หลังหนึ่ง หวางเฟิงกำลังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
    ถ้าหากจะถามว่าทำไม เขาถึงได้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นนั้น คำตอบมีเพียงคำตอบเดียว ซึ่งก็คือเขาได้พบกับผู้ฝึกตน!
    เดิมทีเขาคิดว่าเรื่องผู้ฝึกตนเป็นเรื่องงมงายที่มีอยู่แต่เพียงในหนังเท่านั้น แต่คิดไม่ถึงเลยว่าผู้ฝึกตนจะมีอยู่จริง ทั้งยังอยู่ต่อหน้าเขาเวลานี้ด้วย!
    “ทะ...ท่านผู้เฒ่า ท่านจะสอนการฝึกตนให้ผมจริงเหรอ?” หวางเฟิงถามออกมาอย่างตื่นเต้น
    ตรงหน้าเขามีชายชราผมขาวคนหนึ่งนั่งอยู่ ชายชราคนนี้มีชื่อว่าเถียนปิน เป็นผู้ฝึกตนตัวจริงเสียงจริง แต่ระดับพื้นฐานฝึกตนกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างมาก เขาอยู่เพียงระดับฝึกปราณขั้นปลายเท่านั้น
    ระดับฝึกปราณเป็นระดับแรกของการฝึกตน เมื่อเข้าถึง สามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก ทั้งยังใช้พลังปราณได้เล็กน้อย
    “แน่นอน” เถียนปินพยักหน้า ภายในดวงตาที่แก่ชรามีประกายวาววับ แม้เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับต่ำอย่างระดับฝึกปราณ แต่สายตายังถือว่าดีอยู่ สามารถมองออกได้ว่าหวางเฟิงมีรากฐานที่ดี
    หากว่าได้รับการสอนอย่างดี จะต้องกลายเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งได้อย่างแน่นอน และนั่นก็คือสิ่งที่เถียนปินต้องการจากหวางเฟิง
    หากว่าหวางเฟิงกลายเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง เขาที่เป็นอาจารย์ของหวางเฟิง ย่อมมีหน้ามีตาไปด้วย
    “ขอบคุณท่านผู้เฒ่ามาก!” หวางเฟิงรีบขอบคุณอย่างตื่นเต้น
    “ยังจะมาเรียกท่านผู้เฒ่าอะไรกัน เรียกฉันว่าอาจารย์” เถียนปินพูดด้วยรอยยิ้ม
    “ท่านอาจารย์!” หวางเฟิงรีบรียก จากนั้นเขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ต้องรีบคุกเข่าลง โขกศีรษะกับพื้นให้กับเถียนปิน
    เรื่องแบบนี้ เขาเห็นในหนังมามาก คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมีโอกาสได้ใช้
    เถียนปินยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจและมีความสุขมาก คิดไม่ถึงว่าการลงจากเขาวันนี้ จะทำให้เขาได้รับลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง
    ‘ถ้าคนในสำนักรู้ว่าข้ารับลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมมากคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นจะแสดงสีหน้ายังไง’ เถียนปินคิดในใจอย่างนึกหัวเราะ
    เมื่อนึกถึงคนในสำนักที่มักจะแสดงสีหน้าดูถูกเขาอยู่เสมอ ต้องแสดงสีหน้าดูไม่ได้ออกมา เมื่อได้รู้ว่าเขารับลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมมา
    จากจุดนี้ เห็นได้ชัดเลยว่าเถียนปินไม่ใช่ผู้ฝึกตนสัญโดด แต่มีสำนักอยู่ ซึ่งสำนักที่เขาเข้าร่วมมีชื่อว่าสำนักดาบเหล็ก
    ด้วยความที่มีชื่อว่าสำนักดาบเหล็ก วิชาและทักษะต่อสู้ส่วนมากที่ใช้ย่อมเป็นวิชาดาบเหล็ก
    แต่สำนักดาบเหล็กก็ไม่ใช่สำนักที่มีชื่อเสียงอะไร เป็นเพียงสำนักระดับต่ำเพียงเท่านั้น
    ในโลกนี้มีสำนักผู้ฝึกตนอยู่มากมาย รวมไปถึงนิกายด้วย และไม่ว่าจะเป็นสำนักหรือว่านิกายต่างก็แบ่งออกเป็นสามระดับ ซึ่งก็คือระดับต่ำ ระดับกลางและระดับสูง
    ระดับต่ำแน่นอนว่าอ่อนแอที่สุด ส่วนระดับสูงย่อมแข็งแกร่งที่สุดอยู่แล้ว และถ้าจะถามว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีคนรู้จักการมีตัวตนอยู่ของผู้ฝึกตนนั้น มันล้วนแล้วแต่เป็นเพราะว่าหอคุมกฎไม่อนุญาต
    หอคุมกฎคือหอที่คอยปราบปรามไม่ให้ผู้ฝึกตนใช้พลังกับคนธรรมดาในทางที่มิชอบ หากว่าผู้ฝึกตนเปิดเผยตัวต่อคนธรรมดาและทำร้ายคนธรรมดา โดยไม่มีเหตุผลรองรับ แน่นอนว่าจะถูกลงโทษโดยหอคุมกฎ
    ด้วยความที่ผู้ฝึกตนแทบจะทุกคนจากทุกสำนักและนิกาย เคารพกฎของหอคุมกฎ มันก็เพียงพอแล้วที่จะบอกถึงความน่ากลัวของหอคุมกฎ!
    “ลุกขึ้น” เถียนปินพลันพูด
    หวางเฟิงไม่รอช้ารีบลุกขึ้น ขณะที่ภายในใจได้คิดเอาไว้แล้วว่าหลังจากที่กลายเป็นผู้ฝึกตนเขาจะทำอะไรก่อนเป็นอย่างแรก
    อย่างที่แรกที่เขาจะทำ แน่นอนว่าเป็นการเล่นงานเย่กู่เฉิน เพื่อไม่ให้มายุ่งกับไป๋มู่เสวี่ยอีก ตั้งแต่ที่ได้พบกับเธอ เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเอาเธอมาเป็นของตัวเอง ใครก็แย่งไม่ได้!
    “เข้ามาใกล้ๆ ข้าจะเริ่มสอนเจ้าฝึกตน” เถียนปินกวักมือให้หวางเฟิงเข้ามาใกล้
    หวางเฟิงเข้ามาใกล้ ตั้งใจรับฟังทุกคำพูดของเถียนปิน
    เถียนปินเริ่มอธิบายเกี่ยวกับผู้ฝึกตนหลายอย่าง ก่อนที่จะนำเม็ดยาสีขาวเม็ดหนึ่งออกมา นี่ก็คือเม็ดยาฝึกปราณ เป็นเม็ดยาระดับหนึ่ง
    ระดับของเม็ดยามีตั้งแต่ระดับหนึ่งไปจนถึงระดับเก้า เรียกได้ว่ามันมีเท่ากับระดับพื้นฐานฝึกตน
    ไม่เพียงแค่ระดับเม็ดยาที่มีเก้าระดับ ไม่ว่าจะเป็นยันต์ อาวุธ สมบัติ ทักษะการต่อสู้ เคล็ดวิชาหรือว่าค่ายกลและอื่นๆ อีกหลายอย่าง ล้วนมีเก้าระดับกันทั้งนั้น
    “นี่คือเม็ดยาฝึกปราณ มันจะช่วยให้เจ้ากลายเป็นผู้ฝึกตนได้” เถียนปินโยนเม็ดยาฝึกปราณให้กับหวางเฟิง
    หวางเฟิงรับมาดู เขามองดูมันสักพักก็ดมกลิ่น แต่มันไม่มีกลิ่นอะไร ลังเลอยู่สักพัก เขาก็โยนมันเข้าปากและเริ่มเคี้ยว รสชาติที่หวางเฟิงได้รับนั้น เพียงพอที่จะบอกได้ว่าห่วยแตก ไม่สิ ห่วยแตกสิ้นดีมากกว่า!
    ส่งผลให้สีหน้าของหวางเฟิงบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ขึ้นมา แต่เขาก็ฝืนทนกลืนมันลงคอไป
    “ทีนี้ก็นั่งลงและทำตามที่ข้าบอก” เถียนปินเห็นว่าหวางเฟิงกินเม็ดยาฝึกปราณลงไปแล้ว เขาก็บอกให้อีกฝ่ายนั่งลง
    หวางเฟิงนั่งลง พร้อมกับทำตามที่เถียนปินบอกทุกขั้นตอน เขาหลับตา นั่งสมาธิ แลเริ่มรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของพลังปราณที่ลอยอยู่ในอากาศ
    เขาไม่ลังเลที่จะดูดกลืนพวกมันเข้าสู่ร่างกาย ตันเถียนของเขาค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นมา เพียงชั่วโมงเดียว ตันเถียนของหวางเฟิงก็ถูกสร้างเสร็จ ทำให้เข้ากลายเป็นผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณขั้นต้นแล้ว!
    ไม่พูดไม่ได้ว่าหวางเฟิงนั้น สมควรเป็นตัวเอก เป็นลูกรักของผู้เขียนอย่างแท้จริง เพราะเพียงแค่ชั่วโมงเดียว จากคนธรรมดา กลายมาเป็นผู้ฝึกตนได้ เรื่องเช่นนี้ ใช่ว่าใครจะทำได้
    ผู้ที่เริ่มฝึกตนโดยส่วนมาก การจะเข้าสู่ระดับฝึกปราณขั้นต้นนั้น เร็วสุดเจ็ดวัน ช้าสุดคือหนึ่งเดือน ด้วยความเร็วของหวางเฟิง ล้วนเพียงพอที่จะบอกได้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะ!
    ‘อัจฉริยะ!’ เถียนปินลอบอุทานในใจ ในขณะที่ดวงตาสดใสขึ้นทุกขณะ เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว ที่จะทำให้หวางเฟิงแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว และทำให้เขามีหน้ามีตา ไม่ต้องถูกใครดูถูกอีก
    แม้ว่าจะเข้าสู่ระดับฝึกปราณขั้นต้นกลายเป็นผู้ฝึกตนแล้ว หวางเฟิงก็ยังไม่พอใจ เขาฝึกตนต่อ สองชั่วโมงต่อมาก็เข้าสู่ระดับฝึกปราณขั้นกลาง ต่อจากนั้นอีกสามชั่วโมง เขาก็มาถึงระดับฝึกปราณขั้นปลาย!
    ถูกต้อง! ในตอนนี้หวางเฟิงมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับเดียวกันกับเถียนปิน ผู้เป็นอาจารย์ของเขาแล้ว
    ทางด้านเถียนปินได้แต่อ้าปากตาค้างให้กับความเร็วในการฝึกตนของหวางเฟิง บอกตามตรงว่าความเร็วในการฝึกตนของหวางเฟิงนั้น ทำให้เขาตกตะลึงอย่างแท้จริง
    ความเร็วระดับนี้ มันไม่ใช่ระดับอัจฉริยะแล้ว แต่เป็นระดับสุดยอดอัจฉริยะมากกว่า ที่พันปีจะมีสักคน!
    ‘ฮ่าฮ่าฮ่า สวรรค์เมตตาข้า สวรรค์เมตตาข้า!’ เถียนปินลอบหัวเราะในใจอย่างบ้าคลั่ง สุขเกินบรรยาย
    จบบทที่ 18