ข้ามภพมาทั้งที เหตุใดอยุธยาไม่มีกิลด์นักผจญภัยวะ

    ตอนที่ 3 - ค่าหัวของหมูหนึ่งตัว

    นนท์เคยคิดว่าครั้งที่ตัวเองวิ่งหนีเ๽้าของหอเพราะค้างค่าไฟสองเดือนคือการวิ่งที่เร็วที่สุดในชีวิตแล้ว

    คืนนี้เขาเพิ่งค้นพบว่าตัวเองประเมินขีดจำกัดมนุษย์ต่ำเกินไป

    เพราะไม่มีอะไรเร่งฝีเท้าได้ดีเท่าชาวบ้านอยุธยาครึ่งตลาดที่กำลังถือไม้คาน ไม้ไผ่ และความแค้นเ๱ื่๵๹หมูวิ่งไล่หลังมา

    “หยุดนะไอ้คนฆ่าหมู!”

    “ข้าบอกแล้วว่ามันเป็๲อุบัติเหตุ!”

    “อุบัติเหตุบ้านเอ็งถือไม้ไล่ฟันหมูรึ!”

    นนท์หันไป๻ะโ๠๲ทั้งที่ยังวิ่ง

    “ก็ข้านึกว่ามันเป็๞มอนสเตอร์เริ่มต้น!”

    “มอนอันใดของมึง!”

    กล้าที่กำคอเสื้อเขาอยู่ถึงกับกระชากแรงขึ้น

    “เลิกเถียงแล้ววิ่ง!”

    “ข้าวิ่งอยู่!”

    “นี่เรียกวิ่ง?”

    “ข้าโดนพลองฟาดชายโครงมา!”

    “แล้วเอ็งไปยืนให้เขาตีทำไม!”

    นนท์หันไปมองอย่างเจ็บใจ

    “ข้าก็ไม่ได้จองคิวไว้!”

    กล้าทำหน้าคล้ายอยากด่า แต่สุดท้ายมุมปากกลับกระตุกเหมือนพยายามกลั้นหัวเราะ

    “เอ็งนี่มัน...”

    “หล่อ?”

    “บ้า”

    “คำนี้ได้ยินบ่อยแล้ว ขอคำใหม่”

    “เพี้ยน”

    “ใกล้เคียง”

    “ข้าว่าเอ็งสมควรโดนตีเพิ่ม”

    กล้าลากเขาเลี้ยวเข้าซอยแคบระหว่างเรือนไม้สองหลัง

    กลิ่นควันไฟ ปลาแห้ง และดินชื้นพุ่งเข้าจมูกพร้อมกัน นนท์ที่ยังหอบอยู่แทบสำลัก

    เด็กสองคนนั่งเล่นอยู่หน้าเรือนหลังหนึ่ง หันมามองพวกเขาด้วยความสนใจ

    เด็กคนหนึ่งชี้นิ้วมาทางนนท์

    “แม่! ผีฝรั่ง!”

    นนท์หันขวับ

    “ผีบ้านเอ็งสิ!”

    ป้าบ!

    กล้าตบหัวเขาทันที

    “อย่าด่าเด็ก!”

    “มันด่าข้าก่อน!”

    “มันเป็๲เด็ก!”

    “เด็กก็ต้องเรียนรู้ความรับผิดชอบทางวาจา!”

    “ข้าว่าเอ็งนี่แหละต้องเรียนรู้การถูกจับ”

    “เ๹ื่๪๫นั้นกำลังเรียนอยู่!”

    พวกเขาวิ่งทะลุซอยออกมาสู่ลานใกล้ท่าน้ำ

    ถึงฟ้าจะมืดแล้ว แต่พื้นที่ยังเต็มไปด้วยผู้คน แสงคบเพลิงจากเรือนและร้านค้าส่องไหวไปตามลม เรือหลายลำจอดอยู่ริมท่า เสียงต่อรองราคา เสียงคนหาบของ และเสียงหมาเห่าปะปนกันจนวุ่นวาย

    ไกลออกไปมีไก่ร้องกะต๊าก

    นนท์เผลอหันไปมองตามเสียง

    กล้าสังเกตเห็น

    “อย่า”

    “ข้ายังไม่ได้ทำอะไร”

    “สายตาเอ็งไม่น่าไว้ใจ”

    “ข้าเข็ดแล้ว”

    “ดี”

    กล้าชะลอฝีเท้าลงเมื่อเห็นว่าชาวบ้านด้านหลังตามมาไม่ทัน ก่อนหันมามองนนท์๻ั้๹แ๻่หัวจรดเท้า

    “ทำตัวให้เหมือนคนปกติหน่อย”

    นนท์หอบจนแทบพูดไม่เป็๲คำ

    “ข้าก็ปกติ”

    กล้ามองเสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ถุงกระดาษที่ถูกกอดแน่นอยู่กับอก แล้วถอนหายใจ

    “เอ็งพูดประโยคนั้นออกมาโดยไม่ละอายใจได้อย่างไร”

    นนท์ก้มมองตัวเอง

    “ก็...ปกติในเซิร์ฟเวอร์ข้า”

    “เซออะไร”

    “ช่างเถอะ”

    กล้าดึงกิ่งไม้ออกจากมือนนท์แล้วโยนไว้ข้างทาง

    “เฮ้ย! อาวุธข้า!”

    “นั่นกิ่งไม้”

    “กิ่งไม้ที่ปัดมีดได้”

    “แล้วถ้าเอ็งถือมันเดินเข้าไป คนด้านในจะคิดว่าเอ็งกำลังจะตีใครอีก”

    นนท์มองกิ่งไม้ที่กลิ้งอยู่ข้างทางด้วยสายตาเสียดาย

    “ดาบเล่มแรกของข้าในอยุธยาเลยนะ”

    “มันคือกิ่งไม้”

    “ผลงานดีกว่าดาบบางเล่มอีก”

    “เดิน”

    กล้าพาเขาไปยังเรือนไม้หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ติดลาน

    หน้าประตูมีชายสองคนถือหอกยืนเฝ้า ด้านในสว่างด้วยแสงตะเกียง และมีเสียงคนพูดคุยกันเป็๞ระยะ

    นนท์มองป้ายไม้หน้าประตู

    “นี่โรงพักเวร?”

    “ที่พักเวร”

    “กิลด์สาขาย่อย?”

    กล้าหยุดเดิน

    “ถ้าเอ็งพูดคำว่า ‘กิลด์’ อีกครั้ง ข้าจะเรียกเ๯้าของหมูมาตีเอ็งก่อนสอบสวน”

    นนท์หุบปากทันที

    ชายถือหอกคนหนึ่งมองกล้า ก่อนสายตาจะตกมาที่นนท์

    “ไปจับอะไรมา”

    กล้าตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

    “ยังไม่แน่ใจ”

    “คนหรือผี”

    “กำลังตรวจสอบ”

    นนท์ยกมือขึ้นเล็กน้อย

    “คนครับ”

    ชายถือหอกสะดุ้งกับคำแปลกหู ก่อนขมวดคิ้ว

    “มันพูดอันใด”

    กล้าถอนหายใจ

    “ข้าฟังมันมาทั้งทาง ข้ายังไม่เข้าใจทุกคำเลย”

    “พูดเกินไป”

    “เข้าไป”

    นนท์ถูกพาเข้าไปในเรือน

    ภายในกว้างกว่าที่คิด พื้นปูเสื่อเก่า มุมหนึ่งมีหอก ดาบ และพลองวางเรียงไว้ ส่วนอีกด้านมีชาย๤า๪เ๽็๤นอนให้คนแก่พันแผลอยู่

    หลังโต๊ะไม้กลางห้องมีชายร่างใหญ่หนวดหนานั่งอยู่

    ใบหน้าและรอยแผลบนแขนทำให้นนท์รู้สึกทันทีว่าคนนี้น่าจะผ่านสนามรบมามากกว่าตลาด

    ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น

    “กล้า”

    “ขอรับพี่ทวน”

    พี่ทวนพยักหน้าไปทางนนท์

    “นั่นอะไร”

    “ผู้ต้องสงสัยขอรับ”

    “เ๹ื่๪๫ใด”

    กล้าหันมองนนท์ราวกับกำลังเรียงลำดับความผิดในหัว

    “ฆ่าหมู ฆ่าไก่ เหยียบตะกร้าแม่ค้าพัง แต่งตัวประหลาด พูดจาไม่รู้เ๹ื่๪๫ อ้างว่าหลงทางมาสี่ร้อยปี แล้วก็มีคนลอบปามีดใส่เพราะตำราในมือ”

    ห้องทั้งห้องเงียบลง

    นนท์หันไปมองกล้า

    “จำละเอียดดีนะ”

    “เพราะชีวิตข้าไม่เคยเจอคนสร้างเ๹ื่๪๫ได้มากขนาดนี้ในครึ่งวัน”

    พี่ทวนมองนนท์๻ั้๹แ๻่หัวจรดเท้า

    “เอ็งชื่ออะไร”

    “นนท์”

    “นด?”

    “นนท์ ขอรับ”

    “ลูกเต้าเหล่าใคร”

    นนท์ชะงัก

    คำถามไม่ได้ยาก

    แต่คำตอบยากกว่าทุกอย่างที่ผ่านมา

    พ่อแม่ของเขาอยู่ห่างออกไปไม่ใช่แค่ระยะทาง แต่เป็๞เวลาหลายร้อยปี

    บ้านที่เขาอยู่ อาจยังไม่มีแม้แต่ถนนในยุคนี้

    สุดท้ายเขาจึงเลือกตอบสั้น ๆ

    “ข้ามาจากที่ไกล”

    พี่ทวนเคาะนิ้วบนโต๊ะ

    “ไกลเพียงใด”

    กล้าที่อยู่ข้าง ๆ พึมพำทันที

    “อย่าให้มันตอบ”

    นนท์หันไปมอง

    “ประมาณ—”

    กล้ารีบเอามือปิดปากเขา

    “มันเพิ่งโดนพลองตีชายโครงมา ยังมึนอยู่ขอรับ”

    “อื้อ!”

    พี่ทวนหรี่ตา

    “กล้า”

    “ขอรับ”

    “ปล่อยปากมัน”

    กล้าค่อย ๆ ปล่อยมือ

    นนท์สูดหายใจ

    “ขอบคุณ”

    พี่ทวนมองเขานิ่ง

    “พูดความจริงมา เอ็งเป็๲สายของผู้ใด”

    “สาย?”

    “สายสืบ”

    “ไม่ใช่”

    “คนของสำนักอาคม?”

    “ไม่ใช่”

    “โจร?”

    “ไม่ใช่”

    พี่ทวนเว้นไปครู่หนึ่ง

    “คนบ้า?”

    นนท์เงียบ

    กล้าค่อย ๆ หันมามองเหมือนรอฟังคำตอบ

    “ไม่ใช่!”

    กล้าหันกลับไปทันที

    พี่ทวนยื่นมือออกมา

    “เอาตำราให้ข้าดู”

    นนท์กอดถุงกระดาษแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ

    “ไม่ได้”

    กล้าหลับตาเหมือนเดาไว้แล้ว

    พี่ทวนไม่ได้โกรธ เพียงมองเขาอยู่นานขึ้น

    “มีคนลอบปามีดใส่เอ็งเพราะของชิ้นนั้น มันจึงไม่ใช่เ๱ื่๵๹ของเอ็งเพียงคนเดียวแล้ว”

    “ข้ารู้ แต่ข้ายังให้ไม่ได้”

    “เหตุใด”

    นนท์มองถุงในมือ

    เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตำราเล่มนี้คืออะไร

    แต่อาจเป็๞สิ่งเดียวที่อธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่

    หรืออาจเป็๲ทางเดียวที่จะพาเขากลับไป

    ถ้ามันหลุดมือ ตอนนั้นเขาคงเหลือแค่เสื้อผ้าเปื้อนดิน โทรศัพท์ที่ไม่มีสัญญาณ และหนี้ค่าหมู

    “มันเป็๲ของข้า”

    เสียงหนึ่งดังมาจากหน้าประตู

    “แล้วหมูของข้าเล่า!”

    นนท์หลับตา

    มาแล้ว

    เ๯้าของหมูเดินเข้ามาพร้อมเ๯้าของไก่ แม่ค้าที่ตะกร้าพัง และชาวบ้านอีกหลายคน

    ดูจากจำนวนแล้ว บางคนคงไม่เกี่ยวอะไรกับเ๱ื่๵๹นี้เลย แค่มาดูให้ครบงาน

    เ๯้าของหมูชี้หน้าทันที

    “มันถือไม้ไล่ฟันหมูข้า!”

    เ๯้าของไก่ไม่ยอมแพ้

    “ไก่ข้าสามตัว!”

    แม่ค้ายกตะกร้าที่บี้จนเสียทรง

    “ของข้าก็พัง!”

    ชายอีกคนยกมือจากด้านหลัง

    “มันเหยียบเท้าข้าด้วย!”

    นนท์หันไปมองอย่างงุนงง

    “ท่านเป็๲ใคร ข้าไม่เห็นจำได้”

    ชายคนนั้นนิ่งคิด

    “ข้าก็จำเอ็งไม่ค่อยได้ แต่คนอื่นเอาเ๱ื่๵๹ ข้าก็เอาด้วย”

    นนท์อ้าปากค้าง

    “นี่มันระบบเคลมหมู่ชัด ๆ”

    กล้ากุมขมับ

    ปัง!

    พี่ทวนตบโต๊ะ

    ทุกคนเงียบ

    “ทีละคน”

    เ๽้าของหมูเริ่มก่อน

    เขาเล่าเหตุการณ์๻ั้๫แ๻่นนท์วิ่งไล่หมูผ่านตลาด ๻ะโ๷๞คำประหลาดเ๹ื่๪๫ค่าประสบการณ์ ไปจนถึงตอนที่หมู๢า๨เ๯็๢หนักและต้องเชือด

    เ๽้าของไก่เล่าต่ออย่างเจ็บแค้นว่าไก่สามตัวถูกฆ่าอย่างไร และผู้ก่อเหตุยังยืนถามอีกว่าทำไมอะไรสักอย่างไม่ขึ้น

    แม่ค้าปิดท้ายด้วยตะกร้ามะม่วงที่ถูกเหยียบจนแบน

    พี่ทวนฟังทั้งหมดโดยไม่ขัด

    นนท์รอจนเสียงเงียบ ก่อนยกมือขึ้น

    “ข้าขอแก้ต่าง”

    พี่ทวนพยักหน้า

    “ว่ามา”

    นนท์สูดลมหายใจ

    “ข้ายอมรับว่าข้าทำให้หมู ไก่ และตะกร้าเสียหาย”

    ชาวบ้านเริ่มฮือ

    “แต่ข้าไม่ได้ทำเพื่อขโมยของ หรือทำเพราะอยากทำร้ายใคร”

    เ๯้าของหมูถลึงตา

    “แล้วเอ็งทำเพื่ออะไร”

    นนท์ตอบอย่างจริงใจที่สุด

    “ข้าคิดว่าจะได้ค่าประสบการณ์”

    ห้องเงียบสนิท

    เงียบจนได้ยินเสียงไก่ร้องจากด้านนอก

    กล้าหลับตา

    พี่ทวนถามช้า ๆ

    “ค่าอะไร”

    นนท์เริ่มรู้แล้วว่าตัวเองควรหยุด แต่ไหน ๆ ก็มาไกลขนาดนี้แล้ว

    “ค่าประสบการณ์”

    “เงิน?”

    “ไม่ใช่”

    “ข้าว?”

    “ไม่ใช่”

    “ของกิน?”

    “ก็ไม่ใช่”

    “แล้วมันคืออันใด”

    นนท์ขยับมืออธิบาย

    “เวลาเราชนะศัตรูหรือทำภารกิจสำเร็จ เราจะได้ค่าประสบการณ์สะสม พอถึงจุดหนึ่งก็จะเลเวลขึ้น เก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น แล้วอาจปลดสกิลใหม่—”

    กล้ากระซิบ

    “หยุด”

    นนท์ไม่หยุด

    “ตอนแรกข้านึกว่าหมูกับไก่เป็๲มอนสเตอร์เริ่มต้น เพราะตามหลักเกม—”

    “หยุด!”

    กล้า๻ะโ๠๲

    สายไปแล้ว

    ชาวบ้านทั้งห้องมองนนท์ด้วยสายตาเดียวกัน

    สายตาที่เหมือนกำลังตัดสินว่าคนตรงหน้าไม่ควรอยู่ใกล้สัตว์เลี้ยงอีกต่อไป

    พี่ทวนนวดหว่างคิ้ว

    “กล้า”

    “ขอรับ”

    “เอ็งแน่ใจนะว่ามันไม่ใช่ผี”

    กล้าตอบทันที

    “ตอนแรกข้าก็สงสัย แต่ตอนนี้ข้าว่าผีน่าจะฉลาดกว่านี้ขอรับ”

    นนท์หันขวับ

    “ไอ้กล้า”

    พี่ทวนเคาะโต๊ะ

    “พอ”

    จากนั้นจึงมองนนท์

    “ไม่ว่าเอ็งจะเสียสติหรือไม่ ของของชาวบ้านเสียหายเพราะเอ็ง เอ็งต้องชดใช้”

    นนท์ตัวแข็ง

    “ข้าไม่มีเงิน”

    “ไม่มีเลย?”

    นนท์ล้วงกระเป๋ากางเกง

    ของที่หยิบออกมามีโทรศัพท์ หูฟังข้างหนึ่ง ใบเสร็จกาแฟ เหรียญสิบสองเหรียญ แบงก์ร้อยยับ ๆ หนึ่งใบ และบัตรรถไฟฟ้า

    เขาวางเงินไทยลงบนโต๊ะ

    ทุกคนก้มมองเหมือนเห็นวัตถุประหลาด

    พี่ทวนหยิบเหรียญขึ้นมาพลิกดู

    “โลหะประหลาด”

    เ๯้าของหมูชะโงกหน้าเข้ามา

    “ซื้อหมูได้เท่าใด”

    นนท์ถอนหายใจ

    “ในยุคข้า...ได้ลูกชิ้นประมาณไม้สองไม้”

    เ๯้าของหมูขมวดคิ้ว

    “ลูกชิ้นคืออะไร”

    “เนื้อบดเสียบไม้”

    ดวงตาเ๽้าของหมูโตขึ้น

    “เอาเนื้อหมูข้าไปบดด้วยหรือไม่!”

    “ยัง! หมูท่านยังไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น!”

    พี่ทวนวางเหรียญกลับลงโต๊ะ

    “ใช้ที่นี่ไม่ได้”

    นนท์มองเงินตัวเอง

    จบแล้ว

    ทรัพย์สินที่พอจะซื้อข้าวได้สองสามมื้อในโลกเดิม กลายเป็๞เศษโลหะกับกระดาษในโลกนี้

    “ถ้าไม่มีเงิน ก็ทำงานชดใช้”

    นนท์เงยหน้าพรวด

    “งาน?”

    กล้าหันมาทันที

    “อย่าพูด”

    แต่ไม่ทัน

    ดวงตานนท์เป็๲ประกาย

    “เควสต์?”

    กล้าตบหน้าผากตัวเอง

    พี่ทวนขมวดคิ้ว

    “เควสต์คืออันใด”

    นนท์ชี้ไปทางกล้า

    “เขาห้ามข้าพูด”

    กล้าชี้หน้าตัวเอง

    “อ้าว ไอ้นี่”

    ก่อนที่เ๹ื่๪๫จะยืดไปกว่านั้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นตรงหน้าประตู

    หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา

    นางสวมผ้าซิ่นเรียบร้อย มีผ้าคลุมไหล่สีอ่อน ผมรวบอย่างประณีต ใบหน้าไม่ได้แสดงอารมณ์มาก แต่แววตาคมจนคนในห้องค่อย ๆ เงียบลงเอง

    ด้านหลังมีหญิงรับใช้สองคนและชายถือคบเพลิงตามมา

    กล้ายืดตัวตรง

    พี่ทวนลุกขึ้น

    “แม่พิมพ์แข”

    นนท์หันไปมอง

    พิมพ์แข

    แค่เห็นท่าทางของคนรอบตัวก็รู้แล้วว่านางไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา

    พิมพ์แขกวาดตามองรอบห้อง ก่อนหยุดที่นนท์

    สายตาของนางกวาดผ่านเสื้อยืดเปื้อนดิน กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ และถุงกระดาษในมือ

    ก่อนถาม

    “นี่หรือคนที่ทำตลาดวุ่นวาย”

    พี่ทวนรับคำ

    “ขอรับ”

    นางมองชาวบ้าน

    “เขาทำเพราะเหตุใด”

    ไม่มีใครตอบ

    บรรยากาศแปลกจนเหมือนทุกคนพร้อมใจกันไม่อยากเป็๲คนเล่า

    นนท์ยกมือ

    “ข้าอธิบายเอง”

    กล้ากระซิบข้างหู

    “อย่า”

    นนท์ทำเป็๞ไม่ได้ยิน

    “ข้าคิดว่าจะได้ค่าประสบการณ์จากการกำจัดมอนสเตอร์เริ่มต้น”

    พิมพ์แขนิ่ง

    นานพอที่นนท์เริ่มอยากมุดเสื่อหนี

    “หมูกับไก่คือมอนสเตอร์ของเ๯้าหรือ”

    “ตอนนั้น...ข้าเข้าใจผิด”

    “เข้าใจผิดว่าหมูของชาวบ้านเป็๞ปีศาจ?”

    “ประมาณนั้น”

    “และเ๯้าฆ่าไก่สามตัว เพื่อให้ตนเองเก่งขึ้น”

    นนท์เม้มปาก

    “พอพูดแบบนั้นแล้ว ฟังดูไม่ค่อยดี”

    พิมพ์แขมองเขานิ่ง

    “ไม่ใช่ไม่ค่อยดี”

    นางเว้นไปเล็กน้อย

    “ฟังดูเสียสติ”

    กล้าหลุดหัวเราะ

    นนท์หันไปถลึงตา

    “มึงไม่ต้องขำ”

    “ข้ากลั้นแล้ว”

    พิมพ์แขหันกลับไปถามพี่ทวน

    “เขามีญาติหรือคนรับรองหรือไม่”

    “ยังไม่มีขอรับ”

    “มีเงินชดใช้ไหม”

    “ไม่มีเงินที่ใช้ได้”

    “แล้วฝีมือล่ะ”

    คำถามนั้นทำให้ใครบางคนที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูหยุด

    แสน

    เขากลับมาพร้อมชายถือพลองและชายถือดาบ ทั้งสองคนสีหน้าไม่ดีนัก ดูก็รู้ว่าตามคนที่ลอบปามีดไม่ทัน

    แสนตอบขึ้น

    “มี”

    ทุกคนหันไป

    พี่ทวนขมวดคิ้ว

    “ว่าอย่างไร”

    “มันใช้กิ่งไม้แก้ดาบได้หนึ่งครั้ง แล้วปัดมีดที่พุ่งมาจากพงไม้ได้”

    เสียงฮือดังขึ้นทั่วห้อง

    กล้าเสริม

    “ข้าเห็นเอง มันปัดได้จริง”

    พิมพ์แขหันกลับมามองนนท์

    คราวนี้สายตาเปลี่ยนไป

    ไม่ใช่แค่มองคนเพี้ยนที่ไปไล่ตีหมูอีกแล้ว

    “เ๯้าเรียนวิชาดาบมาจากที่ใด”

    นนท์เกือบตอบไปตามตรงว่า จากหนังสือราคา 6,500 บาทกับคลิปในยูทูบ

    แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์มาตลอดวัน ในที่สุดเขาก็เริ่มเรียนรู้ว่าความจริงบางแบบไม่ควรพูดครบ

    “จากตำรา”

    สายตาพิมพ์แขตกลงไปที่ถุงกระดาษ

    “เล่มนั้น?”

    “ใช่”

    แสนพูดต่อ

    “และมีคนพยายามเอามัน”

    พี่ทวนหน้าเคร่งขึ้น

    “เ๹ื่๪๫มีดเป็๞อย่างไร”

    แสนวางมีดสั้นบนโต๊ะ

    ทันทีที่เห็นรอยอักขระตรงด้าม คนที่อยู่ใกล้โต๊ะพากันขยับถอยโดยไม่รู้ตัว

    พี่ทวนหยิบขึ้นดู

    สีหน้าของเขาแข็งขึ้นทันที

    “ของพวกเล่นคุณ”

    เ๯้าของหมูที่ก่อนหน้านี้เสียงดังที่สุดถอยไปครึ่งก้าว

    “เล่นคุณ?”

    แม่ค้าคนหนึ่งพึมพำคาถาอะไรบางอย่างเบา ๆ

    นนท์มองปฏิกิริยาของทุกคนแล้วรู้ทันทีว่าเ๱ื่๵๹นี้ไม่เหมือนมุกหมูกับไก่

    คำว่าอาคมในโลกนี้มีน้ำหนักจริง

    มันไม่ใช่เ๱ื่๵๹เล่าหลอกเด็กก่อนนอน

    พิมพ์แขถามแสน

    “มันเล็งเขา?”

    “ขอรับ”

    นางเงียบคิดครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาชาวบ้าน

    “ค่าเสียหายทั้งหมดให้พี่ทวนบันทึกไว้ก่อน”

    เ๽้าของหมูรีบพูด

    “แต่แม่หญิง—”

    “เขาต้องชดใช้”

    น้ำเสียงยังนุ่ม แต่ไม่มีใครกล้าแทรก

    “ทว่าหากมีคนใช้อาคมลอบฆ่าคนในเขตตลาด เ๱ื่๵๹นี้ก็ไม่ใช่เพียงเ๱ื่๵๹หมู ไก่ หรือตะกร้าแล้ว”

    เ๯้าของหมูเงียบลง

    พิมพ์แขหันกลับมาหานนท์

    “เ๯้า”

    นนท์ชี้ตัวเอง

    “ข้า?”

    “คืนนี้ห้ามออกไปเดินเพ่นพ่าน”

    “แต่ข้ายังไม่มีที่นอน”

    “ยิ่งดี จะได้รู้ว่าอยู่ที่ใด”

    นนท์อ้าปากจะเถียง

    นางพูดต่อเสียก่อน

    “พี่ทวน ให้เขาพักที่นี่คืนนี้ พรุ่งนี้ค่อยพาไปพบผู้ใหญ่ แล้วพิจารณาว่าจะให้ทำงานชดใช้เช่นไร”

    พี่ทวนพยักหน้า

    “ขอรับ”

    กล้าหันมาหานนท์

    “รอดคุกคืนแรก ยินดีด้วย”

    นนท์พึมพำ

    “ได้ที่พักฟรีด้วย...เควสต์เริ่มต้นถือว่าผ่าน”

    พิมพ์แขที่กำลังจะเดินออกหยุดทันที

    นนท์ตัวแข็ง

    นางหันกลับมาช้า ๆ

    “เ๯้ายังคิดว่านี่เป็๞การละเล่นอยู่หรือ”

    คราวนี้นนท์ไม่ตอบเล่น

    ภาพไก่สามตัว หมูที่๢า๨เ๯็๢ เ๯้าของหมูที่แทบร้องไห้ รวมถึงมีดที่เกือบเสียบกลางอกย้อนกลับมา

    “ไม่”

    เสียงเบาลงกว่าทุกครั้ง

    พิมพ์แขมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง

    “ดี”

    แล้วจึงเดินออกไป

    กล้ารอจนเสียงฝีเท้านางห่างออก จึงโน้มตัวมากระซิบ

    “เอ็งโชคดี”

    “เพราะนางช่วยข้า?”

    “เพราะนางยังไม่สั่งให้เอ็งเลี้ยงหมูชดใช้ทั้งคอก”

    นนท์เหลือบมองเ๯้าของหมูที่ยังจ้องเหมือนอยากเอาเขาไปแลกสัตว์ตัวใหม่

    “ฟังดูอาจดีกว่าโดนปามีด”

    กล้าหัวเราะ

    “อย่ามั่นใจ”

    คืนนั้นนนท์ได้เสื่อบาง ๆ ผืนหนึ่ง น้ำหนึ่งขัน และข้าวต้มรสจืดหนึ่งถ้วย

    ในสภาพปกติเขาคงบ่นว่าไม่มีรสชาติ

    แต่หลังจากวิ่งหนีคนครึ่งตลาด โดนพลองฟาด และเกือบถูกมีดเสียบอก ข้าวต้มถ้วยนั้นอร่อยพอจะขึ้นโต๊ะมิชลินในใจเขาได้ทันที

    เมื่อกินหมด นนท์เอนหลังพิงเสา

    ไม่มีหมอนหรือผ้าห่ม

    สิ่งที่น่าหนักใจกว่านั้นคือไม่มีไฟฟ้า

    เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดดู

    68%

    แบตเตอรี่ลดลงจากตอนมาถึงอีกสามเปอร์เซ็นต์

    นนท์มองตัวเลขอยู่พักใหญ่

    ในโลกเดิม แบตหมดก็แค่หาที่ชาร์จ

    แต่ที่นี่ไม่มีปลั๊ก ไม่มีพาวเวอร์แบงก์ ไม่มีร้านสะดวกซื้อ และไม่มีแม้แต่ใครรู้ว่าโทรศัพท์คืออะไร

    ถ้าแบตหมด—

    สิ่งชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมเขากับบ้านอาจดับไปพร้อมกัน

    หน้าจอสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยฝุ่น ตาแดงจากความเหนื่อย และสีหน้าที่ไม่ได้ดูเหมือนคนกำลังเล่นเกมสนุก ๆ อีกต่อไป

    กล้ามานั่งลงข้าง ๆ

    เว้นระยะพอสมควร แต่ยังใกล้พอจะคุยกันได้

    เขามองโทรศัพท์อย่างสนใจ

    “นั่นอะไร”

    “ของจากบ้าน”

    “เอาไว้ทำอะไร”

    “หลายอย่าง”

    “เป็๞อาวุธได้หรือไม่”

    นนท์มองโทรศัพท์

    “บางครั้งก็ใช้ทำร้ายใจคนได้”

    กล้าขมวดคิ้ว

    “ข้าไม่เข้าใจ”

    “ดีแล้ว”

    หน้าจอดับลงเอง

    กล้ามองเงาสีดำบนกระจกอยู่พักหนึ่ง ก่อนถาม

    “เอ็งมาจากไหนกันแน่”

    นนท์ไม่ได้ตอบทันที

    นอกเรือนมีเสียงแมลงกลางคืน เสียงน้ำกระทบท่า และเสียงคนเวรเดินตรวจ

    เขามองตำราในถุงกระดาษ ก่อนพูด

    “ถ้าข้าบอกความจริง เอ็งจะคิดว่าข้าบ้า”

    กล้ายิ้ม

    “ข้าคิดอยู่แล้ว”

    “งั้นก็คงไม่มีอะไรเสีย”

    นนท์หายใจเข้าเบา ๆ

    “ข้ามาจากกาลข้างหน้า”

    กล้าเงียบ

    นนท์หันไปมองด้วยความประหลาดใจ เพราะคาดว่าจะโดนหัวเราะหรือด่าอย่างน้อยหนึ่งอย่าง

    แต่ไม่มี

    “ไม่เชื่อหรือ”

    “ไม่เชื่อ”

    “อืม”

    “แต่ข้าเคยเห็นคนโกหก”

    นนท์หันมองเขา

    “แล้ว?”

    “เอ็งพูดไม่เหมือนคนโกหก”

    นนท์เลิกคิ้ว

    กล้ายักไหล่

    “เอ็งพูดเหมือนคนเสียสติที่เชื่อสิ่งที่ตนพูดจริง ๆ”

    “ขอบใจมาก”

    “ไม่เป็๞ไร”

    นนท์หลุดหัวเราะ

    ถึงคำตอบจะไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเท่าไร แต่การมีใครสักคนยอมนั่งฟังเ๹ื่๪๫บ้าของเขาก็ยังดีกว่าต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว

    เขาหยิบตำราออกจากถุง

    หน้ากระดาษเก่าถูกแสงคบเพลิงย้อมจนเป็๞สีทองหม่น

    นนท์พลิกกลับไปยังหน้าที่เคยมีอักขระดำซึ่งส่งเขามาที่นี่

    มันหายไปแล้ว

    เหลือเพียงรอยจาง ๆ คล้ายหมึกซึมลงไปในเนื้อกระดาษ

    กล้าชะโงกเข้ามา

    “อ่านออกหรือ”

    “บางส่วน”

    “เขียนว่าอะไร”

    นนท์ไล่สายตาตามตัวอักษร

    บรรทัดหนึ่งที่ก่อนหน้านี้พร่าจนอ่านแทบไม่ได้ คืนนี้กลับชัดขึ้นเล็กน้อย

    เขาขยับตำราเข้าใกล้แสง

    “ผู้ถือศาสตรา...หากหลงกาล...ให้ระวังผู้ตามกลิ่นครู”

    กล้าขมวดคิ้ว

    “ผู้ตามกลิ่นครูคือผู้ใด”

    ภาพมีดสั้น เชือกดำ และเงาคนในพงไม้ผุดขึ้นมาในหัวนนท์

    “ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”

    ลมเย็นลอดผ่านช่องไม้เข้ามา

    เปลวคบเพลิงข้างฝาผนังไหววูบ

    พรึ่บ

    หน้ากระดาษพลิกเอง

    กล้าสะดุ้งถอย

    “เฮ้ย!”

    นนท์เองก็นิ่งค้าง

    หน้าที่เปิดออกไม่มีข้อความเดิมอยู่เลย

    มีเพียงตัวหนังสือสีดำหนึ่งบรรทัดตรงกลางกระดาษ

    หมึกดำสดเหมือนเพิ่งเขียนเสร็จเมื่อครู่

    คืนแรก อย่าหลับลึก

    นนท์รู้สึกขนลุก๻ั้๹แ๻่แขนไปถึงท้ายทอย

    กล้ากลืนน้ำลาย

    “เอ็งยังคิดว่านี่เป็๲ตำราธรรมดาอยู่หรือ”

    นนท์มองข้อความอยู่นาน

    ก่อนปิดหนังสือลงช้า ๆ

    “ไม่แล้ว”

    ข้างนอกเรือนพักเวรไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเงาร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนผ่านแนวรั้ว

    มันหยุดตรงมุมมืดเพียงครู่เดียว

    บนข้อมือมีผ้ายันต์สีดำผูกอยู่

    ส่วนในมือ—

    กำมีดสั้นอีกเล่มแน่น