แสงสุดท้ายหายลับไปตามเส้นขอบฟ้าทั่วทั้งแผ่นดินนั้นมืดสนิท ในที่สุดโหยวเสี่ยวโม่ก็ตื่นขึ้น ยืดตัวบิดขี้เกียจกำลังจะจาม เบื้องหน้าก็มีใบหน้าหล่อเหลายิ้มแย้มจ้องอยู่…
แม้จะเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้แล้วแต่เขาก็ยังสะดุ้ง ร่างกายหงายล้มลงไปด้านหลัง จังหวะที่กำลังจะหล่นจากเก้าอี้เจ้าของใบหล่อเหลาได้ยื่นมือมาคว้าคอเสื้อเขาไว้ทัน
“ศิษย์น้องเล็ก ทำไมไม่ระวังเลย?” หลิงเซียวเอ่ยข้างหูเขา
โหยวเสี่ยวโม่หายใจโล่งจากนั้นจ้องเขาถมึงทึง “ถ้าท่านไม่ทำให้ข้าตกใจข้าก็คงระวังกว่านี้”
หลิงเซียวหิ้วเขาขึ้นมาด้านข้าง ขำแล้วเอ่ย “ข้าทำให้เจ้าตกใจยังไงเห็นชัดอยู่ว่าเจ้าหลับอยู่ นั่นก็โทษข้าไม่ได้”
โหยวเสี่ยวโม่ร้อง “เอ๊ะ” พึ่งนึกได้ว่าตัวเองกำลังจดบันทึกสูตรยาก่อนจะนอนหลับ ก้มลงดู กลับไม่เห็นกระดาษที่จดไว้แม้แต่ใบเดียวเบิกตาโต “สูตรยาที่ข้าจดล่ะ?”
“ศิษย์น้องเล็กเจ้าหมายถึงนี่รึเปล่า?” หลิงเซียวโชว์กระดาษปึกในมือเขาเก็บขึ้นมาเอง แผ่นบนสุดนั้นเหมือนมีรอยเปียกมาก่อน
โหยวเสี่ยวโม่ยื่นมือมาคว้าหลิงเซียวยกแขนขึ้น จึงคว้าได้แค่ลม
หลิงเซียวนั่งไขว่ห้าง พลางดูกระดาษในมือแล้วกล่าวเยาะเย้ย “ศิษย์น้องเล็ก ตัวหนังสือเจ้าช่างเปิดโลกกว้างให้ข้าจริงๆ!”
โหยวเสี่ยวโม่ถอนสายตาอย่างเก้อเขินใบหน้าพลันแดงระเรื่อ
เขารู้อยู่แก่ใจว่าตัวหนังสือตัวเองนั้นน่าเกลียดเกินทนแต่ไม่มีทางเลือก ก็เขาไม่เคยเขียนพู่กันมาก่อน หากเป็นปากกาลูกลื่นตัวหนังสือเขาไม่นับว่าแย่นัก
“มีเรื่องที่ข้าสงสัยนักไม่รู้ว่าศิษย์น้องเล็กจะคลายข้อสงสัยให้ข้าได้รึเปล่า หากข้าพอใจกับคำตอบนั้นข้าจะช่วยเจ้าจดบันทึกสูตรยาพวกนี้ เป็นไง?” หลิงเซียวโยนกระดาษปึกนั้นลงบนโต๊ะแล้วแกว่งกระดาษอีกปึกในมือแทน
โหยวเสี่ยวโม่แววตาเคลือบแคลงเห็นหลิงเซียวหยิบกระดาษปึกนั้นออกมาก็มองอย่างเอะใจ กลับเห็นตัวหนังสือสวยงามที่จดอยู่บนนั้นทันใดก็ตาลุกวาว แต่นึกได้อีกเรื่องหนึ่ง จากนั้นเอ่ยอย่างสงสัย “ศิษย์พี่หลิงนี่ท่านเขียนเองหรือ?”
“ไม่ใช่ข้าเขียนแล้วเจ้าเขียนหรือไง?” หลิงเซียวมองค้อน แล้วถามกลับ
“แต่ว่า…ข้าจำได้ว่าท่านไม่ได้เขียนหนังสือนานดังนั้น…” โหยวเสี่ยวโม่ถูจมูกเขายังจำตัวหนังสือคัดต้นฉบับคัมภีร์วิญญาณสวรรค์เล่มนั้นของหลิงเซียวได้อยู่เลยที่เขาเขียนตอนนั้นเหมือนกับที่โหยวเสี่ยวโม่เขียนตอนนี้ไม่มีผิดบรรยายได้ว่าน่าเกลียดสุดจะทน กลับเห็นตัวหนังสือสวยงามเช่นนี้จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเขียนเองจริงหรือ
หลิงเซียวมะเหงกเขาอย่างเคืองๆ “นั่นคือเมื่อก่อน”
นับแต่เขียนหนังสือได้ห่วยแตกครั้งนั้นเพื่อจะไม่ขายหน้าต่อหน้าเขาอีก เขาจึงหาเวลาฟื้นฟูฝีไม้ลายมือการเขียนกลับมาสูตรยาพวกนี้เขาคัดตอนที่โหยวเสี่ยวโม่กำลังหลับอยู่
เมื่อได้ยินคำตอบ โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกอิจฉาเขาสุดใจ “เมื่อครู่ท่านบอกว่าสงสัยเรื่องอะไรนะ?”
พูดถึงนี่หลิงเซียวพลันมองเขาด้วยสายตาวิเคราะห์ “หากพูดถึง คนที่อ่านหนังสือออกไม่น่าจะเขียนหนังสือไม่เป็นแต่เจ้าเหมือนอ่านออก แต่กลับเขียนพู่กันไม่ได้ นี่เป็นเพราะอะไร? อีกอย่าง ข้ารู้สึกว่าบนตัวเจ้ามีความลับอะไรอย่างอื่นที่ข้ายังไม่รู้”
โหยวเสี่ยวโม่ตัวเย็นเฉียบเหงื่อแตกพลั่กเจ้านี่ความรู้สึกไวเกินไปแล้ว
โหยวเสี่ยวโม่ไม่กล้ามองเขาตรงๆหลบตาแล้วเอ่ย “ไม่เห็นมีอะไรน่าแปลก พ่อแม่ข้าตายเร็วตอนข้าอายุสิบเจ็ดก็ถูกบ้านน้ารับเลี้ยงไว้ บ้านน้าข้าฐานะยากจนไม่มีเงินส่งข้าเรียน ข้าจึงต้องอาศัยเรียนรู้กับลูกพี่ลูกน้องน่ะ” ตีให้ตายเขาก็ไม่มีวันบอกหรอก ว่าเหตุผลที่แท้จริงนั้นเขาข้ามภพมาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
หลิงเซียวยักคิ้วประวัติความเป็นมาของโหยวเสี่ยวโม่เขาไม่รู้แน่ชัด “เป็นเช่นนี้หรอกหรือ?”
“แน่นอน หากท่านไม่เชื่อหากมีโอกาสก็ลองถามคนอื่นดูได้” โหยวเสี่ยวโม่เอ่ยอย่างเร็วเขาไม่ห่วงว่าจะถูกจับได้ เพราะตอนนั้นที่เขาถามมาจากเจียงหลิวเจียงหลิวก็บอกเขาไว้แบบนี้
แม้หลิงเซียวยังคงคาใจอยู่แต่เห็นเขาพูดยืนกรานเช่นนี้ จึงไม่ได้ถามต่อ นึกได้ถึงจุดประสงค์ที่ตัวเองมาหาเขา “เกี่ยวกับเรื่องการขายประมูลข้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หากพรุ่งนี้เจ้าไม่มีธุระอะไรพวกเราก็ออกเดินทางได้เลย”
“จริงเหรอ? พรุ่งนี้ข้าไม่มีธุระอะไร ออกเดินทางได้ทุกเมื่อ” โหยวเสี่ยวโม่เมื่อได้ยินเรื่องการขายประมูลเรียบร้อยแล้วพลันยื่นมือไปจับแขนหลิงเซียวอย่างตื่นเต้น
หลิงเซียวเหลือบมองแขนที่ถูกเขาจับยิ้มเจ้าเล่ห์ “ฟ้าก็มืดแล้ว ไหนๆ พรุ่งนี้เช้าก็ต้องมาอยู่ดี ข้าว่า…คืนนี้ข้าค้างที่นี่กับเจ้าดีกว่า”
น้ำเสียงไม่ได้ปรึกษาหารือกันเลย…
โหยวเสี่ยวโม่รีบดึงมือกลับมาเอ่ยเลิ่กลั่ก “ศิษย์พี่หลิง คงไม่ดีมั้ง ข้ามีแค่เตียงเดียว อีกอย่างเตียงเล็กแค่นี้นอนได้แค่คนเดียว…”
หลิงเซียวเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรเบียดกันหน่อยก็ได้”
โหยวเสี่ยวโม่หน้าหงอย เบียดกันหน่อยหรือ? เกรงว่าท้องไส้จะถูกเบียดออกมาเสียก่อนน่ะสิหลิงเซียวต้องอาศัยโอกาสฉวยโอกาสกับเขาแน่นอน
ในความเป็นจริงเบียดกันที่หลิงเซียวพูดมามันไม่ง่ายเช่นนั้นเตียงนี่เล็กนิดเดียว สองคนนอนด้วยกันมีแต่ต้องตัวแนบชิดกันต่างหากโหยวเสี่ยวโม่บ่ายเบี่ยงอยู่นาน แต่ท้ายสุดก็ถูกหลิงเซียวลากขึ้นเตียงจนได้ลำตัวแขนขาแนบแน่น ไม่มีช่องว่างใดๆ
วันรุ่งขึ้นตื่นมาโหยวเสี่ยวโม่พบว่าตัวเองเกาะแกะหลิงเซียวอย่างกับปลาหมึกยักษ์
เนื่องจากเรื่องขายประมูลนั้นให้ใครรู้ไม่ได้ดังนั้นหลิงเซียวจึงวางแผนลงเขากันเพียงลำพัง เดิมทีโจวเผิงที่อยากไปกับพวกเขาด้วยก็ถูกเขาจัดการให้ไปทำภารกิจลับแทน
ก่อนเดินทางโหยวเสี่ยวโม่แจ้งเรื่องลงเขากับฟางเฉินเล่อ ในตอนนี้เขาเป็นศิษย์แกนกลางของสำนักแล้วไม่จำเป็นต้องทำเรื่องอนุญาตขอลงเขาและจดบันทึกเหมือนแต่ก่อน
พอฟางเฉินเล่อรู้ว่าลงเขาพร้อมกับหลิงเซียวจึงสบายใจหายห่วง เพียงแต่กำชับเขาให้ดูแลตัวเอง
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป โหยวเสี่ยวโม่และหลิงเซียวก็ออกจากสำนักเทียนซิน
สำนักเทียนซินตั้งอยู่ทิศใต้ของดินแดนหลงเสียงซึ่งเจริญที่สุดเมืองฮุยจี๋นับว่าเป็นเมืองขึ้นชื่ออันดับหนึ่งในสามตั้งอยู่ตรงจุดตัดระหว่างแนวเทือกเขาอู๋เฟิง เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสัญจรไปมามากมายทุกๆ วันจะมีคนผ่านเข้าออกเมืองนี้นับหมื่นได้ ดังนั้นในระยะเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่สิบปีก็พัฒนาขึ้นมาเป็นเมืองสามอันดับแรกของทิศใต้
เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของพวกเขาคือเมืองฮุยจี๋
แม้พื้นที่เมืองฮุยจี๋จะไม่กว้างขวางเท่าเมืองอันดับหนึ่งและสองแต่เรื่องความมั่งคั่งนั้นเมืองใหญ่อันดับหนึ่งยังสู้ไม่ได้ดังนั้นสิ่งของล้ำค่าหายากมากมายล้วนหาได้จากเมืองนี้อย่างเช่นยาเซียนตันและหญ้าเซียนขั้นสูงที่หายาก
ผืนหญ้าเขียวขจีทอดไกลสุดสายตารถม้าสีดำกำลังควบฝ่าสายลมไปข้างหน้า ม้าที่ลากรถอยู่นั้นคือม้าสีน้ำตาลแดงรูปร่างใหญ่โตกำยำกว่าม้าทั่วไปมาก ดวงตาสีแดงเพลิงที่แลดูกระด้างกระเดื่องแหงนคอส่งเสียงอยู่บ่อยครั้ง ให้คนที่พบเห็นมีความรู้สึกว่าม้าตัวนี้ช่างกระปรี้กระเปร่า…
โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าตัวเองใกล้จะคลื่นไส้เต็มทีนี่เป็นครั้งแรกที่เขานั่งรถม้า อีกทั้งยังเป็นรถม้าเร็วขนาดนี้
แม้ภายในรถม้าจะมีเบาะนั่งหนาๆ บุอยู่แต่รถม้านี่เขย่ารุนแรงเกินไป เดิมทีสมองไม่ค่อยฉลาดอยู่แล้วตอนนี้ถูกกระเด้งจนหลอมรวมกันหมดแล้ว กระเพาะปั่นป่วนเต็มที ข้าวเมื่อคืนเกือบสำรอกออกมาแล้ว
หลิงเซียวที่โอบเขาอยู่ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับความเร็วของรถม้านี่สายตาขำขันจ้องมองโหยวเสี่ยวโม่ที่สติล่องลอย พลางลูบหลังเขาแล้วเอ่ย “ใกล้ถึงแล้วทนหน่อยนะ”
คำพูดนี้ เขาได้ยินหลายหนแล้ว
“ข้าจะไม่มีวัน…นั่งรถม้านี่อีกแล้ว…” โหยวเสี่ยวโม่พูดติดๆขัดๆ ทรมานเกินไปแล้ว เขารู้สึกว่าเขากำลังถูกเอาชีวิตไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เพราะเวลาลงเขานั้นไม่มีจำกัดดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบ หลิงเซียวจึงเสนอให้นั่งรถม้าโหยวเสี่ยวโม่นึกในใจว่าตัวเองไม่เคยนั่งรถม้ามาก่อน ลองดูก็ได้ แต่คิดไม่ถึงว่านั่งได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามเขาก็นึกเสียใจแล้ว ไม่รู้ว่าหลิงเซียวไปเอารถม้านี่มาจากไหนม้าที่ลากรถนั้นคึกคักเป็นบ้า เล่นเอาโหยวเสี่ยวโม่แทบลม
“รอเจ้าชินเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง” หลิงเซียวปลอบเขา
ม้าอัคคีนั้นคึกง่าย แต่ความอึดของพวกมันนับว่าใช้ได้ทีเดียวอีกอย่างก็ขึ้นชื่อเรื่องความไว ขอเพียงแค่คุ้นชินกับความเร็วนั้นให้ได้ก็จะพบว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์พอควร!
“ข้าขอไม่ชินกับเรื่องแบบนี้ดีกว่า…แหวะ…”
เมื่อผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจีในที่สุดก็ใกล้ถึงเมืองใหญ่ที่อยู่ตรงจุดตัดเทือกเขาแล้ว
กำแพงเมืองสูงทะลุเมฆดูยิ่งใหญ่แปลกประหลาดสีแดงที่ฉาบกำแพงเมืองนั้นให้อารมณ์เหมือนเหล็กสนิมขึ้นก็ไม่ปานมีความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์อยู่พอควร ใต้แสงแดดเหนือศีรษะที่สาดลงมากำแพงสีแดงก็ยิ่งส่องประกายสว่าง สะท้อนจนแสบตาพอเข้าใกล้ถึงรู้ว่ากำแพงสีแดงนั้นแท้จริงคือสิ่งที่เรียกว่าเหล็กวิญญาณหงส์แดง
เหล็กวิญญาณหงส์แดงเป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยมราคาของมันก็ไม่ใช่แค่แพงปกติ เมืองฮุยจี๋ลงทุนใช้กำแพงเมืองที่สร้างจากเหล็กวิญญาณหงส์แดงเพื่อสื่อให้รู้ถึงความลึกล้ำมากมายแค่ไหน
ครึ่งชั่วยามผ่านไป ในที่สุดรถม้าก็มาจอดอยู่ด้านนอกเมืองฮุยจี๋ม้าอัคคีตัวนั้นหยุดลงโดยไร้คนควบ