บทที่ 21 ตระกูลข้านั้นรวยมาก
หลังจากนั้น 2 วัน ข่าวลือก็โหมกระหน่ำไปทั่วเมืองหลวง โดยมากจะเป็ข่าวลือประมาณว่า บุตรสาวจากตระกูลคหบดีใฝ่สูง หวังอยากจะเป็หวังเฟย ทำตัวสำส่อนพยายามจับได้แม้กระทั่งองค์ชายที่สติไม่สมประกอบ
ในตำหนักคุนหนิง เหยียนฮ่องเฮาคว้าถ้วยชาขึ้นมา หวังจะเขวี้ยงใส่ชายชราในชุดไหมเนื้อดีสีม่วงเข้มตรงหน้าด้วยความโมโห ั้แ่จบงานแต่งของโอรสองค์เล็ก ก็มีข่าวลือของโอรสองค์โหมกระหน่ำ ว่าถูกล่อลวงบ้าง ถูกผู้หญิงไม่ดีจับบ้าง
นายท่านผู้เฒ่าสียังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งไว้ได้ด้วยดี เมื่อเหลือบเห็นมืองามระหงคว้าถ้วยชาขึ้นมากำแล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ เขาก็กระแอมไอออกมาเล็กน้อย “ทุนวิจัยเื่เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์ชะลอวัยคาดว่าจะมีปัญหา”
เหยียนฮองเฮาได้ยินดังนั้นก็ลดมือลงทันที ปกติราชวงศ์นั้นก็สมัครสมานสามัคคีกับตระกูลสีเสมอ ตระกูลสีเป็คหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในอาณาจักร หากมีการจัดอำดับโลกก็อาจร่ำรวยติด 1 ใน 5 อันดับแรกเสียด้วยซ้ำ เหยียนฮองเฮาจ้องมองตาเฒ่าเ้าเล่ห์ตรงหน้าด้วยอาการคิ้วกระตุก คงจะสืบมาดีแล้วแน่ๆว่าพระองค์กำลังสนใจผลิตภัณฑ์ความงามตัวใหม่อยู่
เมื่อทำอะไรคนตรงหน้าไม่ได้ เหยียนฮองเฮาจึงได้แต่กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด “สีหยางปิง เปิ่นกงเห็นหน้าเ้าแล้วให้หงุดหงิดใจยิ่งนัก ั้แ่จบงานสมรสขององค์ชายสาม ไม่มีสักวันเลยที่เปิ่นกงจะไม่ได้ยินข่าวลือเสียหายของหลานสาวเ้า กับโอรสของเปิ่นกง เปิ่นกงหวังว่าเ้ามีอะไรคำอธิบายดีๆมาให้”
นายท่านผู้เฒ่าสีโน้มตัวทำความเคารพเล็กน้อย “วันนี้กระหม่อมตั้งใจเข้าเฝ้า เพื่อมาคุยกับพระองค์เื่นี้แหละพะยะค่ะ หลานสาวของกระหม่อนนั้นตกหลุมรักองค์ชายรองั้แ่แรกพบ อีกทั้งข่าวลือก็เกิดขึ้นแล้ว กระหม่อมจึงเห็นสมควรให้ทั้งสองแต่งงานกันพะยะค่ะ”
เหยียนฮองเฮาถึงกลับคิ้วกระตุก “ช่างปั้นแต่งคำได้สวยงามยิ่งนัก เปิ่นกงรู้ดีว่าโอรสของเปิ่งกงเป็เช่นใด แล้วหลานสาวเ้าหรือจะมาหลงรักั้แ่แรกพบ ช่างบังอาจใฝ่สูงยิ่งนัก” เหยียนฮองเฮากล่าวจบก็ใช้มือทุบลงบนโต๊ะจนถ้วยชาะเื
บรรยากาศที่นิ่งสงบ ก็แปรเปลี่ยนเป็เย็นะเืขึ้นมาทันที นายท่านผู้เฒ่าเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยและหลี่ตามองไปยังเหยียนฮองเฮา “ฮองเฮากล่าวหนักไปแล้ว หม่อมฉันและครอบครัวไม่กล้ารับ พระองค์แน่ใจแล้วหรือว่าตระกูลสีของกระหม่อมนั้นใฝ่สูง หากประองค์มั่นใจหม่อมฉันคงรู้สึกลังเลใจในการร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ เพราะเกรงว่าจะโดนต่อว่าว่าไฝ่สูงอีกครั้ง”
เหยียนฮองเฮาหายใจถี่กระเพื่อม ชี้นิ้วเรียวสวย ที่สวมปลอกนิ้วสีทองไปยังสีหยางปิง หรือนายท่านผู้เฒ่าสี ก่อนจะตวาดเสียงดังลั่น “นี่ นี่เ้าบังอาจข่มขู่เปิ่นกงงั้นหรือ หรือเ้าคิดจะก่อฏ”
นายท่านผู้เฒ่าสีก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวตอบ “ขอฮองเฮาโปรดระงับอารมณ์ หม่อมฉันแค่กล่าวเรียนตามตรง หากการที่หลานสาวของหม่อมฉันหลงรักองค์ชายเป็การใฝ่สูง อย่างนั้นการที่ตระกูลหม่อมฉันร่วมลงทุนมากมายคงจะเป็การใฝ่สูงยิ่งกว่า ดังนั้นตระกูลสียินดีที่จะถอนตัวจากการวิจัย และโครงการทั้งหมด ยกเลิกการค้ากับราชวงศ์ และจะทำการย้ายตระกูลไปอยู่ยังอาณาจักรอื่น เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่เคยคิดอยากจะมีส่วนร่วมใดๆกับราชวงศ์พะยะค่ะ ขอฮองเฮาโปรดพิจารณาให้ถี่ถ้วน”
หากกล่าวตามตรง โครงการกว่าครึ่ง และการวิจัยทั้งหมดล้วนได้รับเงินสนับสนุนจากตระกูลสีทั้งสิ้น อีกทั้งตระกูลสียังเป็ตระกูลค้าขายที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักร ความยิ่งใหญ่ของพวกเขาตอนนี้ไม่ได้อยู่เพียงในอาณาจักรเท่านั้น แต่ยังเริ่มขยายออกไปยังนอกดินแดนด้วย หากตระกูลสีตัดสินใจจะย้ายออกนอกอาณาจักร ก็คงมีอีกหลายอาณาจักรโดยรอบเสนอตัวรับเข้าไปในทันที
เมื่อนึกดูตามหลักความเป็จริงแล้ว คงจะไม่ใช่ตระกูลสีที่หวังใฝ่สูง อยากจะเลื่อนฐานะมีความสัมพันธ์กับเชื้อพระวงศ์ หากแต่ควรเป็เชื้อพระวงศ์มากกว่า ที่ควระจะบังคับให้มีการแต่งงานกับตระกูลสี เพื่อทำการรวบรวมอำนาจเอาไว้ในมือ ให้ตระกูลสีไม่สามารถปันใจออกห่างจากราชวงศ์ได้
นายท่านผู้เฒ่าสีสังเกตเห็นว่าเหยียนฮองเฮาเริ่มสงบลง แลดูคิดได้แล้วจึงคลี่ยิ้มออกมาบางๆ “หากฮองเฮาไม่เชื่อว่าหลานสาวหม่อมฉันนั้นมีใจให้องค์ชายรองจริงๆ วันนี้หลานสาวของหม่อมฉันเข้าวังมาด้วย ฮองเฮาโปรดเรียกตัวเข้ามาสอบถาม” และแล้วก็ได้เวลายื่นทางลงให้แก่เหยียนฮองเฮา
เหยียนฮองเฮาถอนหายใจยาวออกมา เป็เพราะข่าวลือทำให้พระองค์ขาดสติ หากแต่เมื่อพิจารณาดีๆก็จะพบว่าการแต่งงานครั้งนี้มีแต่ประโชยน์มากกว่ามีโทษ เมื่อหลานสาวของตระกูลสีแต่งงานกับองค์ชายรองก็จะถือว่าเป็การเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีของราชวงศ์กับตระกูลสีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และก็จะช่วยตัดปัญหาที่พระนางกังวลใจลงไปได้ด้วย ว่าโอรสของพระองค์ที่ต้องเป็เช่นนี้จะหาคู่ครองไม่ได้ หากหลานสาวของสีหยางปิงหลงรักองค์ชายรองจริงตามที่กล่าวอ้าง ก็ถือว่าเป็โชคดีขององค์ชายรองไป “งั้นก็เชิญตัวเข้ามาเถิด”
หลังจากนั้นเหยียนฮองเฮาก็หันไปกระซิบกับนางกำนัลใกล้ๆ เพื่อให้ไปตามองค์ชายรองที่น่าจะวิ่งเล่นอยู่ในสวนให้เข้ามาด้วย คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เหยียนฮองเฮานั้นทราบดีว่าโอรสของพระองค์นั้นหาได้สติปัญญาฟั่นเฟือนแบบที่แสดงออกมาไม่ หากแต่เป็พระองค์ที่บังคับให้โอรสของพระองค์ต้องแสดงแบบนั้นออกมาเอง เพื่อพาเขาหลบหนีออกจากวังวนของการต่อสู่ แย่งชิงอำนาจกันเองในหมู่พี่น้อง
…………………….
ใน่เวลาเดียวกันกับที่นายท่านผู้เฒ่าเดินเข้าไปด้านในเพื่อเจรจางานแต่งของจิวฮวากับองค์ชายรอง
ใน่จังหวะนั้นจิวฮวากำลังยืนอยู่หน้าประตูตำหนักด้วยความกระวนกระวาย เธอแอบสำรวจชุดตัวเอง วันนี้เธออยู่ในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อน และคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีฟ้าเข้ม ปักลายเป็คลื่นไล่เฉดสี ผมสีน้ำตาลต้องแสงแดดเป็ประกายทอง ปลิวไสวเบาๆไปตามลม
สายตาของจิวฮวานั้นถ้าไม่มองไปที่ประตูตำหนัก ก็แอบมองบริเวณรอบตำหนัก เธอไม่ได้มองด้วยสายตาตกตลึง ตำหนักคุนหนิงนั้นงดงาม และหรูหรา ตัวตำหนักเป็ผนังอิฐ แต่งด้วยไม้ลงรักษ์ แกะสลักลายสวยงาม มุงหลังคาด้วยอิฐสีทอง รอบบริเวณมีทั้งสวนดอกไม้ บึงบัว และศาลา หากแต่ที่เธอกำลังมองหาคือองค์ชายรอง ที่ในนิยายกล่าว่าเขามักมาวิ่งเล่นอยู่ในสวนบริเวณตำหนักคุนิเสมอ เพราะฮองเฮามักมีขนมให้เขากินต่างหาก
ในจังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังแว่วมาแต่ไกล “ข้าจับได้แล้ว ข้าจับได้แล้ว เ้าต้องเป็ั์นะ” เสียงนุ่มทุ้มกล่าวออกมาอย่างร่าเริง
“พะยะค่ะ จะนับแล้วนะพะยะค่ะ” อีกเสียงหนึ่งกล่าวตอบกลับ พร้อมเสียงนับเลขที่ดังขึ้น
จากนั้นจิวฮวาก็มองเห็นร่างหนึ่งที่วิ่งผ่านมุมสวนออกมา หน้าขององค์ชายรองโทรมไปด้วยเหงื่อ ผมที่มันไว้เพียงครึ่ง แล้วปักปิ่นทอง นั้นพลิ้วยาวไสว อาจจะเป็เพราะใส่ชุดสีเข้มอย่างสีน้ำเงินเข้ม ทำให้ไม่อาจทราบได้ว่าชุดนั้นเลอะเพียงใด
เหมือนองค์ชายรองเองก็จะสังเกตุเห็นหญิงสาวเช่นกัน เซวียนเฟยหรงถึงกับใจกระตุก เมื่อได้สบตาและเห็นรอยยิ้มสว่างเจิดจ้าของจิวฮวาที่ยืนอยู่หน้าตำหนักคุนิ เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าหญิงหน้าหนาผู้นี้นั้นมาทำอะไรที่นี่
เขาแสร้งวิ่งเข้ามายืนใกล้ๆ ก่อนที่จะเชิดหน้าใส่ เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มกว้าง ที่กำลังส่งสายตาโง่งมมาให้ “เ้ามาทำอะไร จะมากัดข้าอีกหรืออย่างไร”
จิวฮวาจ้องดวงหน้าขององค์ชายรองที่เชิดขึ้นน้อยๆแบบเด็กเอาแต่ใจด้วยสายตาเป็ประกาย “หากองค์ชาย้า หม่อมฉันก็ยินดี กัดปากพระองค์อีกเพคะ”
เซวียนเฟยหรงถึงกับหันกลับมาแล้วถลึงตาใส่ผู้หญิงหน้าไม่อายตรงหน้า “เ้ามัน เ้ามันนิสัยเสีย ข้าเกลียดเ้า” แต่พอพูดคำว่าเกลียดออกมาแล้วเขาก็อดใจหายไม่ได้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของคนตรงหน้าไม่เปลี่ยน ยังคงยิ้มโง่งม ส่งสายตาระยิบระยับ ที่ทำให้ใจเขารู้สึกคันยุกยิกออกมา เขากลับยิ่งโมโหยิ่งกว่าเก่า จนต้องกระฟัดกระเฟียดออกมา
หากแต่เด็กสาวตรงหน้ากลับยิ้มกลับให้เขาอย่างใจดี จิวฮวานั้นเติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า เธอจึงรู้วิธีอ่านสีหน้าของคนรอบตัวได้เป็อย่างดี อย่างเช่นตอนนี้ แม้ปากองค์ชายรองจะบอกว่าเกลียด หากแต่แววตาก็ไม่ได้ทอประกายออกมาว่าเกลียดจริงๆแต่อย่างใด
“หม่อมฉันขออภัยเพคะ องค์ชายอย่าทรงเกลียดหม่อมฉันเลยนะเพคะ หม่อมฉันไม่แกล้งพระองค์แล้ว” จิวฮวาเอ่ยขออภัย
เมื่อได้ยินดังนั้นเซวียนเฟยหรงจึงหยุดกระฟัดกระเฟียดลง “ว่าแต่เ้ามาทำไมกัน”
จิวฮวาเงยหน้ามองสบตาคนตรงหน้าที่จ้องมาเขม็ง ก่อนที่จะทนใจเต้นไม่ไหว จำต้องก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตา ในหน้าขาวเนียนเปลี่ยนเป็สีแดงกล่ำ จนแม้กระทั่งใบหูก็เปลี่ยนเป็สีชมพู “หม่อมฉัน หม่อมฉันให้ท่านตามาทำการสู่ขอพระองค์กับฮองเฮาเพคะ”