“ไม่ได้ค่ะ”มุกจันทร์แย้งเสียงแข็ง
“ทำไมหรือว่าคุณนอนกรน”
มุกจันทร์ได้ยินแล้วอยากจะเข้าไปฟาดเขาสักทีกล้าดียังไงมาหาว่าเธอนอนกรน “คุณสินอนกรน”
“ไม่นี่ไม่เคยมีใครบอกว่าผมนอนกรนเลยนะ ถ้าคุณไม่เชื่อคืนนี้ก็พิสูจน์ดูได้”
ใครจะไปอยากพิสูจน์ด้วยการนอนเต็นท์เดียวกับเขากันชายหญิงจะมานอนรวมกันแบบนั้นได้ไง แบบนั้นก็เข้าทางแม่เธอพอดีสิ
“เอาน่าเวลาไปกับเพื่อนก็นอนด้วยกันทั้งนั้นแหละ” เขายังโน้มน้าวเธออีก
“แต่เราไม่ใช่เพื่อนกันซะหน่อยนะคะนอนแยกกันดีกว่าค่ะ” เธอยังคงยืนยันหนักแน่น
เขาเห็นท่าทางของเธอราวกับเม่นตัวน้อยๆที่กำลังพองขนเพื่อป้องกันตัวเองก็นึกเอ็นดู ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้คิดไปถึงไหนกันท่าทางในความคิดคงไม่ได้มองเขาในแง่ดีเลยสินะ
เขาี้เีต่อปากต่อปากกับเธอจึงเดินไปถามเ้าหน้าที่เพื่อขอเช่าเต็นท์ หลังจากตกลงเสร็จก็ได้เต็นท์หลังเล็กมาหนึ่งหลังและจัดการลงมือกางเต็นท์ให้เธอเสร็จเรียบร้อย
“คุณแน่ใจเหรอว่าจะนอนได้ เต็นท์เล็กมันแคบนะ”
“ฉันนอนได้ค่ะก็แค่แคบไปหน่อย ไม่เห็นจะเป็ไรเลย”
เมื่อเธอยืนยันอย่างนั้นเขาจึงไม่ได้ขัดเธออีกเดี๋ยวเธอจะมองว่าเขาจงใจพยายามอยู่กับเธอสองต่อสองเพื่อทำอะไรไม่สมควรอีก
สองคนตกลงกันว่าจะเข้านอนั้แ่สองทุ่มแล้วตื่นตอนตีสอง เพราะฉะนั้นพอฟ้าเริ่มมืดลงจึงพากันไปอาบน้ำและกินมื้อเย็น เสร็จธุระก็เป็เวลาทุ่มกว่าแล้ว
เขาชวนเธอนั่งคุยที่หน้าเต็นท์ก่อนบอกว่ารออาหารเริ่มย่อยแล้วค่อยเข้านอน
มุกจันทร์มองไปรอบๆเต็นท์ ทั่วบริเวณเริ่มปกคลุมไปด้วยความมืดแม้จะมีแสงไฟจากรีสอร์ตอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้สว่างเท่าไรนัก รอบๆคล้ายไม่มีผู้คน เงียบจนรู้สึกวังเวง ราวกับโลกนี้เหลือแค่เธอกับเขาอยู่สองคนยังดีที่มองไปไกลๆ เห็นแสงไฟจากป้อมยามและยังเห็นคนอยู่ในป้อมยามด้วย
“ที่นี่ไม่มีคนมากางเต็นท์เลยนะคะ”
“เดือนพฤษภาถือเป็่โลว์ซีซั่นของทางเหนือคนเลยไม่ค่อยมี เื่ปกติครับ ต้องรอหน้าหนาวคนถึงจะเยอะ”
“มืดและเงียบกว่าที่คิดซะอีก”
“คุณกลัวเหรอ”
“เปล่าคะปกตินอนในรีสอร์ตหรือโรงแรมตลอด เลยไม่ค่อยได้ัับรรยากาศมืดๆ เงียบๆ แบบนี้ นี่เพิ่งจะสองทุ่มเองนะแต่เงียบมากเลย”เธอพูดแล้วห่อไหล่ ยกสองมือโอบรอบแขนตัวเองเพื่อให้ความอบอุ่นถึงจะเป็ปลายหน้าร้อนแต่อากาศตอนกลางคืนที่นี่ค่อนข้างเย็น ดีที่ไตรภพเป็คนในพื้นที่เลยรู้ว่าตกค่ำอากาศจะเริ่มหนาวเลยเอาเสื้อกันหนาวมาเผื่อด้วย
“คุณแน่ใจนะว่านอนคนเดียวได้”
“คงจะได้ค่ะ”ไม่นอนคนเดียวยังจะนอนกับใครได้อีก
“ถ้ามีอะไรก็เรียกผมนะ”
เธอพยักหน้าเป็การตอบรับหลังจากนั้นก็ชวนเขาคุยเื่อื่น
พอถึงเวลานอนต่างคนต่างเข้าเต็นท์ของตัวเอง ไตรภพเอาถุงนอนมาสองใบการนอนในถุงนอนจะทำให้อบอุ่นแม้อากาศข้างนอกจะเย็น
มุกจันทร์เตรียมตัวนอนพาตัวเองยัดเข้าไปในถุงนอน และเริ่มข่มตาหลับหลับตาไปได้สักพักเธอก็ลืมตาขึ้นมาอีก ลืมตาอยู่สักพักสายก็เริ่มปรับเข้ากับความมืดได้พอจะมองเห็นสลัวๆ อยู่บ้าง อาจจะเพราะว่าไม่เคยนอนเต็นท์มาก่อนพอต้องมานอนจริงก็รู้สึกว่าเต็นท์นี้เล็กจริงๆ พอไม่มีแสงไฟเลยแบบนี้เธอรู้สึกเหมือนโดนความมืดกดทับจนหายใจไม่สะดวก เหมือนว่าโดนจับมาขังไว้ในกล่องหรือถุงอะไรสักอย่าง
ความมืดและความเงียบทำให้ได้ยินเสียงต่างๆชัดเจนมากขึ้น เธอได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรขยับในพุ่มไม้ด้านข้างไม่ห่างจากเต็นท์ในใจก็เริ่มคิดระแวงกลัวว่าจะมีเื่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
เธอหลงเชื่อเขาจนพาตัวเองมานอนเต็นท์แบบนี้ได้ยังไงกันนะงูเอย สัตว์มีพิษเอย น่ากลัวจะตายชัก จะทำใจข่มตาหลับลงได้ยังไงกัน สองตาของเธอเบิกโพลงในความมืดรู้สึกกระสับกระส่ายกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอควักมือถือออกมาดูเวลาตอนนี้เพิ่งจะสองทุ่มครึ่งเท่านั้น กว่าจะถึงตีสองก็อีกเกือบห้าชั่วโมงเธอจะนอนอยู่ในนี้แต่ห้ามหลับแล้วกัน อย่างน้อยถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้ตั้งตัวได้ทัน
เพราะความเงียบของยามวิกาลไตรภพที่นอนอยู่เต็นท์ข้างๆ ได้ยินเสียงคนในเต็นท์หลังเล็กขยับตัวไปมา ขยับเสร็จเงียบไปสักพักก็มีเสียงขยับตัวอีก ดูท่าคงจะนอนไม่หลับ มานอนต่างถิ่นและนอนในเต็นท์คนเดียวแบบนี้คงจะรู้สึกไม่ปลอดภัยสินะตกลงมานอนเต็นท์กับเขาก็สิ้นเื่แล้ว ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากด้วย
เขาลุกขึ้นและเดินไปที่เต็นท์ข้างๆส่งเสียงเรียกเธอเบาๆ พอได้ยิน “คุณมุก”
มุกจันทร์ได้ยินเสียงเรียกก็ใเสียงนั้นค่อนข้างเบา เธอเงี่ยหูฟัง รอให้มีเสียงเรียกอีกที จะได้แน่ใจว่าเธอไม่ได้หูฝาดไปเอง
“คุณมุก”
ได้ยินเสียงเรียกครั้งที่สองเธอก็จำได้แล้วว่าเป็เสียงของไตรภพนั่นเอง ก็ใช่น่ะสิ เธอมากับเขานี่นาถ้ามีคนเรียกเธอก็ต้องเป็เขาสิ “ค่ะคุณดิน มีอะไรคะ”
เธอกำลังนอนรอเวลาอย่างทรมานพอดีเขามาเรียกเธอแบบนี้ก็สบช่องให้เธอได้หลุดพ้นจากความเงียบและความมืดนี้สักทีเธอลุกขึ้นเปิดเต็นท์ออก
“คุณย้ายไปนอนเต็นท์ใหญ่เถอะ”
มุกจันทร์รู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างน้อยเขาก็มีสำนึกมาเปลี่ยนที่นอนกับเธอ ถือว่าเป็คนมีน้ำใจอยู่เธอรีบหอบถุงนอนออกจากเต็นท์เล็กและย้ายเข้าเต็นท์ใหญ่ พอเธอเข้าไปเรียบร้อยแล้วคิดจะหันไปปิดเต็นท์ กลับเห็นว่าเขามานั่งอยู่ข้างในและกำลังปิดเต็นท์แทนเธอแล้ว
“คุณเข้ามาในนี้ทำไมล่ะ”
“ก็นี่เต็นท์ผม”เขาทำหน้างง เต็นท์เขา เขาก็ต้องนอนที่นี่ เธอลืมไปแล้วหรือไงกัน
มุกจันทร์คิดจะบอกให้เขาไปนอนเต็นท์เล็กแต่ก็รู้สึกว่าเสียมารยาท ก็จริงของเขา เต็นท์ของเขา เขาแบ่งให้เธอนอนเธอยังคิดจะไล่เขาไปอีกคงไม่เหมาะเมื่อคิดว่าเขาคงไม่กล้าทำอะไรล้ำเส้นเธอเพราะพ่อแม่พวกเธอรู้จักและสนิทกันสุดท้ายเธอจึงได้แต่ขยับตัวให้ห่างจากเขาและพาตัวเองยัดเข้าถุงนอนอีกครั้ง เตรียมตัวนอน
“คุณรีบนอนเถอะ เดี๋ยวตื่นไม่ทัน” เขาตัดบทไม่พูดคุยอีก
เธอไม่อยากทำตัวเื่มากจึงข่มตานอนตามที่เขาบอก พอรู้ว่ามีคนนอนอยู่ใกล้ๆความมืดและความเงียบก็ดูเหมือนจะไม่ได้น่ากลัวขนาดเมื่อครู่อีกแล้วมุกจันทร์รู้สึกสงบขึ้น และอาจจะเพราะว่ากี่เอวที่ใช้ทอผ้าเมื่อตอนกลางวันดูดพลังงานของเธอไปเกือบหมดพอหลับตาลงและไม่ต้องกังวลเื่ความปลอดภัยอีก มุกจันทร์จึงหลับไปอย่างง่ายดาย
“คุณคุณ”
มุกจันทร์สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาตามเสียงเรียกเธอรับรู้ถึงเสียงแหบพร่าแ่เบาที่ข้างหู พอรู้สึกตัวก็หันไปบอกเขา“คุณอย่ามาใกล้นักสิ”
“ไม่งั้นคุณจะได้ยินได้ไงดึกๆ แบบนี้ส่งเสียงดังไม่ได้ คุณตื่นแล้วนะ” เขาทำเสียงกระซิบกระซาบ
“อืม”มุกจันทร์ตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาปลุกแล้วเธอยังจะไม่ตื่นได้หรือไงกันล่ะ
ภายในเต็นท์มีแค่แสงจากมือถือสลัวๆเท่านั้น เขารีบเก็บถุงนอนและเครื่องนอนม้วนไว้ ราวกับว่าคืนนี้จะไม่นอนอีกแล้ว
มุกจันทร์นอนกะพริบตาไล่ความง่วงงุนออกไปแล้วจึงลุกขึ้นมาเก็บของตามเขา
เขาเดินออกไปนอกเต็นท์แล้วกลับเข้ามาใหม่พร้ะเกียงเ้าพายุที่ส่องแสงสีส้มในมือ
“คุณตื่นไหวไหม”
เธอพยักหน้าแทนคำตอบจากนั้นก็กระชับเสื้อกันหนาวที่ใส่อยู่แล้วลุกออกจากเต็นท์ และเข้าไปในเต็นท์หลังเล็กที่เมื่อคืนเธอทิ้งมันไป
เธอออกมาอีกครั้งพร้อมแจ็คเก็ตสวมทับเสื้อกันหนาวอีกทีในมือมีแปรงสีฟันที่ป้ายยาสีฟันเรียบร้อยแล้ว “มุกอยากล้างหน้า ตาจะได้แจ้ง”
พูดจบแล้วก็เดินออกไปทางห้องน้ำเขารีบเตรียมของและเดินตามเธอมาเงียบๆ พอเดินมาถึงห้องน้ำ ก็ยังไม่ลืมบอกเธอ“มีอะไรเรียกผมนะ”
มุกจันทร์พยักหน้ารับรู้จากนั้นจึงเข้าไปจัดการตัวเองในห้องน้ำ เขามองตามเธอไปและเดินไปอีกฝั่งที่เป็ห้องน้ำชายเพื่อล้างหน้าแปรงฟันเหมือนกัน
หลังจากได้ล้างหน้าแปรงฟันแล้วมุกจันทร์ก็รู้สึกสดชื่นและตื่นเต็มตา เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วยิ้มออกมาอากาศเย็นๆ ไหลเข้าผ่านโพรงจมูกและปอด รู้สึกดีจริงๆ นี่ถ้าได้กาแฟร้อนๆสักแก้วจะดีแค่ไหนกันนะ น่าเสียดายที่ดึกดื่นขนาดนี้จะไปหากาแฟจากที่ไหนกัน
พอนึกถึงกาแฟเธอก็ได้กลิ่นกาแฟลอยมาเข้าจมูก เธอหันไปมองตามกลิ่นนั้น เห็นเขากำลังกางโต๊ะเล็กๆและเริ่มหยิบอุปกรณ์สำหรับดริฟกาแฟออกมา มีกระปุกใสใบเล็ก ที่มีผงสีดำๆ ข้างในนี่น่าจะเป็ที่มาของกลิ่น
ดึกดื่นขนาดนี้เขายังคิดจะชงกาแฟ! แม้จะดีใจที่จะได้กินกาแฟแล้วแต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะชงกาแฟได้ยังไง
มุกจันทร์เดินไปใกล้ๆเขา กระซิบถาม “คุณจะชงกาแฟเหรอ”
เขาพยักหน้าและส่งเสียงอืม เบาๆ
“คุณจะก่อไฟเหรอเขาไม่ว่าเหรอ”
“เปล่าครับไม่ได้ก่อไฟ”
“แล้วคุณจะเอาน้ำร้อนที่ไหนมาชงกาแฟ”
เขาเอามือเคาะไปที่กระติกเก็บความร้อนเบาๆ“ในนี้”
พูดแค่นั้นเขาก็เริ่มตักกาแฟใส่ถ้วยกรองกระดาษที่รองไว้ด้วยแก้วกาแฟอีกทีพอตักเสร็จสองแก้วก็เริ่มเทน้ำร้อนใส่ตามไปอีก มุกจันทร์มองดูเขาอยู่ใกล้ๆเธอรู้สึกอึ้งเมื่อเห็นว่าน้ำที่ถูกเทออกมาจากกระติกเก็บความร้อนมีไอน้ำลอยขึ้นมาบ่งบอกว่าน้ำมีความร้อนพอสมควรเลย กลิ่นกาแฟที่เบาบางในตอนแรกพอเทน้ำร้อนลงไปแบบนี้กลับได้กลิ่นหอมชัดเจน
“น้ำร้อนขนาดนี้เลย”เธอพูดอย่างแปลกใจ “กระติกนี่ดีจัง คุณซื้อมาจากไหนน่ะ”
เขามองเธอด้วยสายตางุนงงไม่เข้าใจว่ากระติกเก็บความร้อนธรรมดาแค่นี้มีอะไรให้เธอตื่นเต้นเธอไม่เคยเห็นกระติกเก็บความร้อนหรือไงกัน
“ตกลงคุณซื้อมาจากที่ไหนทำไมมันเก็บความร้อนได้นานขนาดนี้”
“คุณรู้ได้ไงว่ามันเก็บความร้อนได้นาน”
“ก็ผ่านมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วน้ำยังร้อนอยู่เลย คุณซื้อมาจากที่ไหนบอกหน่อยสิ”
เขาหรี่ตามองเธอพลางครุ่นคิดก่อนจะตอบ “ความลับของตระกูล ถ้าคุณอยากรู้ต้องเป็คนในตระกูลเราก่อน”
“คุณอย่าพูดล้อเล่นสิ”
“ผมพูดจริง”
เขาทำท่าทางจริงจังจนมุกจันทร์หมดอารมณ์จะถามเื่แค่นี้ก็งกไม่ยอมบอก ขี้งกชะมัด ไม่อยากรู้ก็ได้ เดี๋ยวเธอจะแอบดูตอนเขาเผลอว่าเ้ากระติกนี่มันคือยี่ห้ออะไร
สองคนไม่ได้พูดอะไรกันต่อระหว่างรอกาแฟมุกจันทร์เอากล้องขึ้นมาเพื่อลองถ่ายรูปดาว เธอกดปรับกล้องอยู่สักพักแล้วลองถ่าย แต่ก็เหมือนจะยังถ่ายไม่ได้ตรงใจ
“คุณกาแฟ” เขายื่นกาแฟให้เธอ และวางมันบนโต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้า
มุกจันทร์เดินมาและนั่งจิบกาแฟ อืม อากาศแบบนี้ได้กาแฟร้อนๆทำให้รู้สึกดีจริงๆ นั่นแหละ
ไตรภพยื่นมือมาขอกล้องจากเธอเธอลังเลเล็กน้อยทำท่าทางเหมือนเด็กหวงของเล่น เขาจึงบอกเธอว่าเขาจะปรับกล้องให้จากนั้นก็รับกล้องมาแล้วเริ่มปรับ
พอปรับกล้องเสร็จก็เอาติดขาตั้งกล้องและลองถ่ายมุกจันทร์วางแก้วกาแฟลงและชะโงกมองดูผลการถ่ายภาพของเขา แล้วเธอก็ทำหน้าผิดหวังไม่เห็นถ่ายได้ดาวเยอะแยะเหมือนรูปภาพในอินเตอร์เน็ตเลยหรือจะต้องใช้กล้องที่ดีกว่านี้
เขาทำท่าเหมือนปรับอะไรเพิ่มจากนั้นก็ยื่นกล้องให้เธอดู เธอดูภาพและรู้สึกประหลาดใจ
“รูปที่เห็นดาวเยอะๆคือรูปที่ผ่านการปรับแต่งมาแล้วพอสมควร ทำให้ตาคนมองได้ชัดขึ้น ก็จะเห็นดาวสวยๆแบบรูปนี้” เขาอธิบาย
“หมายความว่ากล้องตัวนี้ก็ถ่ายรูปดาวสวยๆได้”
เขาพยักหน้า“ได้”
เห็นมุกจันทร์ทำท่าตื่นเต้นเขาจึงสอนให้เธอถ่ายรูปดาวกดชัตเตอร์และตั้งค่าชัตเตอร์ไว้ เขาบอกว่าต้องใช้ขาตั้งกล้องเพราะถ้าใช้มือถือกล้องภาพที่ได้จะเบลอไม่คมชัด มุกจันทร์ทำตามอย่างตั้งใจ ไม่นานเธอก็ถ่ายรูปดาวได้ยิ่งพอเอามาปรับแล้วรูปก็ยิ่งสวยเพิ่มขึ้นไปอีก
เขาปล่อยให้เธอสนุกสนานกับกล้องไปสักพักแล้วก็เริ่มกวักมือเรียกเธออีก
ถ้าเป็ปกติก่อนหน้านี้เห็นเขากวักมือเรียกแบบนี้เธอคงจะรู้สึกเคืองและไม่ยอมเดินเข้าไปหาแต่เพราะเขาเพิ่งสอนให้เธอถ่ายรูปสวยๆ ได้อคติที่เคยมีต่อเขาก็เหมือนจะถูกแสงดาวสวยๆ กลบจนหมดแล้วเธอเดินไปหาเขาอย่างว่าง่าย
เขาบอกให้เธอโหลดแอพดูดาวมาเธอก็ทำตาม พอโหลดเสร็จเขาก็สาธิตวิธีการใช้ให้เธอดูเขาเปิดแอพและยกมือถือหันกล้องด้านหลังขึ้นเพื่อเก็บภาพท้องฟ้าจากนั้นบนหน้าจอก็ปรากฏรูปกลุ่มดาวและชื่อดาวออกมา
มุกจันทร์รู้สึกตื่นเต้นอีกครั้งแอพตัวนี้สามารถใช้ส่องท้องฟ้าเพื่อหาตำแหน่งดาวและบอกชื่อดาวบนท้องฟ้าได้ด้วย เธอยิ้มเบิกบานราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่
เขาเห็นท่าทางแบบนั้นของเธอก็รู้สึกพอใจอย่างน้อยเธอในตอนนี้ก็เริ่มจะคุ้นเคยและเริ่มเป็มิตรกับเขาแล้ว