ฮูหยินนายอำเภอถึงกันเดินไปเดินมาจนห้องโถงของจวนนายอำเภอดูแคบไปถนัดตา ด้วยกังวลที่สามีกำลังจะส่งลูกชายคนเล็กเข้าสอบเป็องครักษ์ในวังหลวง ผู้เป็สามีตอนนี้นั่งบนเก้าอี้มองตามจนตาลาย
"ท่านแม่ข้ากลับมาแล้ว"
"เ้ากลับมาแล้วก็ดี ไปเก็บข้าวของเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้เ้าต้องเดินทางไปสอบคัดเลือกเข้าเป็องครักษ์ที่วังหลวงกับหนิงเทียน"
นายอำเภอเมืองอิงโตวรีบตรงเข้าสั่งการลูกชายตัวดีทันที ด้วยมีหนังสือแจ้งว่าจะเลื่อนการสอบครั้งนี้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
"ท่านแม่ข้าไม่สอบ ข้าไม่เป็องครักษ์"
ฟ่านหนิงเหอเมื่อได้ยินก็รู้ว่าชีวิตอิสระที่ตัวเองใฝ่ฝันในร่างคุณชายร้านขายสุรากำลังถูกบิดาผลักไสให้ไปเข้าวัง
"ท่านพี่..หนิงเหอไม่เป็วรยุทธ์ท่านจะส่งให้ลูกเข้าไปสอบได้อย่างไรกัน"
"ไม่ว่ายังไงเ้าก็ต้องไปสอบให้ได้"
บิดาของเขาพูดคำไหนคำนั้นถือเป็คำประกาศิตของจวนหลังนี้ มารดาของเขาถึงกับน้ำตาไหลร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเป็ห่วงบุตรคนเล็ก เข้ามากอดลูกชายไว้แน่น
"โถ..หนิงเหอของแม่..เ้าจะทำยังไง ไม่โดนเขาซ้อมเอาหรอกหรือ สอบเป็องครักษ์ต้องประลองฝีมือกับผู้อื่น ลูกแม่"
"ท่านแม่ ท่านไม่ต้องเป็ห่วงหนิงเหอเดี๋ยวข้าจะดูแลเขาเอง" ฟ่านหนิงเทียนที่เพิ่งเข้ามาเดินเข้ามาปลอบมารดา
ฟ่านหนิงเหอถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยชะตากรรมนี้เขาหลีกหนีไม่พ้นเสียแล้ว คงต้องใช้วิชาหลบเลี่ยงเอาเอง
สนามสอบเข้าเป็องครักษ์วังหลวง พี่น้องตระกูลฟ่านเดินทางเข้าสนามสอบวันแรกก็ถูกจัดแจงให้ลงสนามสอบข้อเขียน ซึ่งปีนี้การสอบถือว่าคึกคักกว่าทุกปี ด้วยมีบุรุษจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาสมัครหมายเป็องครักษ์ประจำวังหลวง
ฟ่านหนิงเหอมองไปรอบ ๆ สนามสอบซึ่งเป็ลานกว้างจัดโต๊ะไว้รองรับเป็แถวยาวถึงสิบแถวแถวละสิบคน มีผู้คุมสอบนั่งอยู่บนเก้าอี้้าสุดซึ่งยกพื้นสูง สามารถมองเห็นผู้เข้าสอบทั้งหมดเพียงแค่กวาดสายตาไปรอบ ๆ
"หนิงเทียนเ้าว่าเขาจะถามอะไร"
ฟ่านหนิงเหอกระซิบถามฟ่านหนิงเทียนขณะยืนเข้าแถวเพื่อให้ผู้คุมการสอบตรวจสอบป้ายประจำตัว
"ข้าก็ไม่รู้ แต่ที่ผ่านมาก็ถามเื่ให้เขียนโคลงกลอนโดยการดูภาพวาดจากบัณฑิตประจำวังหลวงประมาณนี้กระมัง"
"อืม..ก็ไม่ยากเนอะ"
"ใช่แล้วไม่ยากสักนิดเดียว...เ้าลอกข้าได้" ชายหนุ่มที่ยืนเข้าแถวอยู่ด้านหลังฟ่านหนิงเหอพูดขึ้น
"เฮ้ย!" ฟ่านหนิงเหอถึงกับผงะไปชนฟ่านหนิงเทียนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเขา เขาเห็นชายหนุ่มใบหน้าขาวสะอาดออกจะเ้าสำอางสักหน่อย แต่ก็เป็คนรูปร่างสูงโปร่ง
"ข้าฮุ่ยิ แล้วเ้าล่ะชื่ออะไร"
"ข้าฟ่านหนิงเหอ..แต่ข้าไม่ลอกข้อสอบใครหรอก ขอบใจ"
"เ้าไม่อยากสอบติดเหรอ"
ฮุ่ยิยังชักชวนฟ่านหนิงเหอเสวนาต่อด้วยรู้สึกถูกชะตาคุณชายตัวเล็กที่ยืนเข้าแถวข้างหน้าเขายิ่งนัก
"เอ่อ..ข้าก็อยากสอบติดเหมือนกัน เหอะ เหอะ" ฟ่านหนิงเหอโกหกไปคำโตแล้วหัวเราะกลบเกลื่อน
ในสนามสอบข้อเขียนฟ่านหนิงเหอนั่งอยู่แถวริมสุด เขาจ้องภาพวาดชายนั่งตกปลาริมตลิ่ง กับหญิงงามที่นั่งถือดอกบัวสายตาเหม่อมองไปยังทะเลสาบกว้างไกล โจทย์คือให้บรรยายว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับภาพวาดนี้ ผู้ตัดสินให้คะแนนคือเหล่ามหาบัณฑิตซึ่งเป็อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่สุดของวังหลวง
ผู้เข้าสอบต่างบรรยายความรู้ ความงาม ทั้งสอดแทรกบทโคลงกลอนที่มีชื่อเสียงเพื่อเรียกคะแนนกันถ้วนหน้า ต่างตั้งหน้าตั้งตาเขียนคำตอบลงในกระดาษจนแทบไม่เงยหน้าขึ้นมา
เวลาผ่านไปจวนจะหมดเวลาสอบฟ่านหนิงเหอนั่งสัปหงกั้แ่เริ่มต้นสอบจนถึงตอนนี้ ฮุ่ยิซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังจึงเอาด้ามพู่กันมาเขี่ยด้านหลังเพื่อให้เขาตื่นทำข้อสอบ
ฟ่านหนิงเหองัวเงียหันไปมองฮุ่ยิที่แอบหงายกระดาษคำตอบให้เขาอ่าน ฟ่านหนิงเหอถึงกับเอามือปิดตา
"ก็ข้าบอกแล้ว..ข้าไม่ลอกข้อสอบใคร"
เขาพูดราวกระซิบบอกฮุ่ยิ เพื่อไม่ให้ใครได้ยิน แล้วก็ส่ายศีรษะไปมาก่อนจะถอนหายใจ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าถ้าเขาส่งกระดาษเปล่าคงขายหน้าบิดาที่เป็ถึงนายอำเภอเมืองอิงโตว เขาจึงคิดหาคำตอบเล็กน้อยพอเป็พิธี
"เขียนสักหนึ่งประโยคก็แล้วกัน"
เขายิ้มให้กับผลงานของตนเองเมื่อเขียนเสร็จ ผู้คุมสอบประกาศหมดเวลาแล้วเดินมาเก็บกระดาษคำตอบจากมือเขาไป ฟ่านหนิงเหอลุกขึ้นบิดี้เีไปมา
"เฮ้ย! เสร็จเสียที"
เสียงประกาศจากผู้คุมสอบว่าพรุ่งนี้จะมีการสอบโดยการประลองวิทยายุทธ์กันใครชนะติดต่อกันถึงสามครั้งถือว่าเข้ารอบต่อไป และจะคัดให้เหลือยี่สิบคนสุดท้ายที่ได้เข้าฝึกและร่วมกององครักษ์ในวังหลวงโดยรวมคะแนนทั้งจากการสอบข้อเขียนและการประลอง ให้ทุกคนตั้งใจให้เต็มที่
"ฟ่านหนิงเหอ วันนี้เ้าจะไปเที่ยวในเมืองหรือไม่"
ฮุ่ยิที่ตอนนี้ทำตัวติดเป็ตังเมกับฟ่านหนิงเหอั้แ่เดินออกจากสนามสอบข้อเขียน
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้าง"
ฟ่านหนิงเหอหันไปมองฟ่านหนิงเทียนที่เดินข้าง ๆ แต่ก็พูดน้อยเสียจนเขาแทบจะเป็ใบ้ตามไปอีกคน ตอนนี้ฮุ่ยิถือว่าเป็เพื่อนที่คุยสนุกคนหนึ่งทีเดียว
"ข้ารู้จักที่หนึ่งอาหารรสเลิศ ดนตรีไพเราะ เ้าสนใจหรือไม่"
"ข้าสนอยู่แล้ว แต่ว่าพี่ชายข้าคงไม่ยอมให้ข้าไปหรอก ก่อนออกมาท่านพ่อท่านแม่กำชับนักหนาว่าให้เฝ้าข้าให้ดีอย่าให้ไปก่อเื่"
ฟ่านหนิงเหอพูดไปมองหน้าฟ่านหนิงเทียนไป แล้วก็ถอนหายใจออกมา
"ถ้าอย่างนั้นหนิงเทียนไปด้วยก็จบใช่หรือไม่" ฮุ่ยิมองหน้าฟ่านหนิงเทียนที่ยังนิ่งสงบราวทะเลไร้คลื่น
"ร้านนี้เป็กิจการของบ้านข้าเองรับรองปลอดภัย ถ้าพวกเ้าสองคนไปข้าจะรับรองอย่างดี"
"ไปนะหนิงเทียน.."
ฟ่านหนิงเหอหันไปทางฟ่านหนิงเทียน เขย่ามือเขาเบา ๆ
"อืม"
"เย้!" ฟ่านหนิงเหอกับฮุ่ยิชูกำปั้นขึ้นมาพร้อมกัน ทั้งคู่จึงเดินมากอดคอกัน คุยกันไปตลอดทาง จนถึงโรงเตี้ยมซึ่งเป็กิจการของครอบครัวฮุ่ยิ เหมือนว่าทั้งคู่รู้จักและสนิทกันมานานแสนนาน ฟ่านหนิงเทียนได้แต่เดินตามหลังไปเงียบ ๆ
"พวกเ้ากินอะไรสั่งได้เลยวันนี้ข้าจะรับรองพวกเ้าอย่างดี ถือเป็การฉลองที่ข้าได้รู้จักสหายใหม่ที่รู้ใจ"
"ถ้าเ้าไปเมืองอิงโตวข้ารับรอง ข้าจะจัดให้เ้าหนำใจไปเลย"
ฟ่านหนิงเหอกับฮุ่ยิมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
"จัดไปสหาย"
ทั้งคู่ยกจอกสุราขึ้นมาชนกันกลางอากาศ รับประทานอาหารพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เหมือนเป็การดื่มเพื่อสาบานเป็สหายสนิทกันก็ไม่ปาน โดยมีฟ่านหนิงเทียนที่ปกติพูดนับคำได้นั่งดึ่มไปเงียบ ๆ เสมือนเป็สักขีพยานรักสหายสนิทคนใหม่ของแฝดผู้น้อง
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามฟ่านหนิงเทียนก็ลากฟ่านหนิงเหอที่คุยกับฮุ่ยิจนติดลมทำท่าไม่ยอมกลับท่าเดียวจนต้องลากออกมา ตอนนี้ทั้งคู่เดินมาถึงหน้าโรงเตี้ยมที่ทั้งคู่เข้าพัก ฟ่านหนิงเหอก็ยังบ่นแฝดพี่ไม่หยุดเสียที
"ทำไมไม่เข้าไปในโรงเตี้ยม"
ฟ่านหนิงเทียนเอ่ยถามขึ้น เมื่อน้องชายหยุดยืนอยู่บนสะพานซึ่งเป็สะพานข้ามคลองข้ามไปยังโรงเตี้ยมที่เขาพัก
"ข้าเหนื่อย แล้วก็ร้อนด้วย เ้าเข้าไปพักก่อนเถอะ ข้าขอรับลมที่สะพานตรงนี้สักครู่เดี๋ยวจะตามเข้าไป"
ด้านหน้าโรงเตี้ยมเป็สะพานข้ามคลอง ซึ่งถ้ามองขึ้นไปบนฟ้าจะมองเห็นดวงจันทร์ลอยเด่นสวยงาม ฟ่านหนิงเหอจึงอยากชมมันสักครู่
"เ้าไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอก ข้าดูแลตัวเองได้ ข้าเป็ถึงคุณชายร้านขายสุรา ข้าย่อมเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว อีกอย่างข้าสัญญาข้าจะไม่ก่อเื่"
ฟ่านหนิงเหอมองหน้าพี่ชายทำตาปริบ ๆ
"อืม" ฟ่านหนิงเทียนตอบแค่นั้นก็เดินเข้าไปด้านในโรงเตี้ยม
ฟ่านหนิงเหอได้แต่ส่ายศีรษะให้กับความพูดน้อยและจริงจังของพี่ชายตนเอง ซึ่งมีนิสัยต่างกับน้องชายฝาแฝดอย่างสิ้นเชิงเหมือนอยู่กันคนละขั้ว ขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้
เขายืนมองพระจันทร์บนสะพาน แล้วก็ทอดถอนใจออกมา ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ยังเป็คำถามที่ค้างคาใจเขาอยู่จนถึงตอนนี้
"ช่วยด้วย..ช่วยข้าด้วย"
เสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือลอยมาจากมุมถนนซึ่งถ้ามองจากบนสะพานที่ฟ่านหนิงเหอยืนอยู่จะเห็นหญิงสาวถูกชายคนหนึ่งลากไปตามถนน เขาจึงรีบวิ่งไปทันที
"เ้าปล่อยแม่นางน้อยนั่นเดี๋ยวนี้นะ..แล้วข้าจะไม่เอาเื่" ชายผู้นั้นหันมามองหน้าเขาแล้วถ่มน้ำลายลงพื้น
"ถุย..น้ำหน้าอย่างเ้าเนี่ยนะจะมาทำอะไรข้า..กลับไปหาบิดาเ้าเถอะไป"
ชายผู้กักขฬะหันหลังให้ฟ่านหนิงเหอแล้วพยายามดึงมือลากหญิงสาวคนนั้นต่อ
ฟ่านหนิงเหอจึงเตะไซด์คิกตรงหลังไปหนึ่งทีจนร่างชายผู้นั้นกระเด็นไปนอนกองบนพื้นถนน เขาโมโหจึงลุกขึ้นมาปรี่เข้ามาจะต่อยหน้าฟ่านหนิงเหอ
"ว๊าย! คุณชายระวัง"
หญิงสาวที่ยืนอยู่ถึงกับกรีดร้องออกมาเมื่อหมัดนั้นเฉียดใบหน้าฟ่านหนิงเหอไปจนลมจากแรงหมัดทำให้ปอยผมด้านหน้าเขาสั่นไหว
ฟ่านหนิงเหอสวนกลับด้วยหมัดขวาตรงเข้าเบ้าตา หมัดที่สองตรงเข้าหน้าท้อง ส่วนหมัดที่สามเสยตรงปลายคาง จนร่างชายผู้นั้นล้มหมอบไปกับพื้นถนน ถึงกับหน้าเขียวหน้าแดงจุกจนร้องไม่ออกได้แต่นอนหมุนตัวไปมาบนพื้น
เมื่อลุกขึ้นมาได้อีกครั้งก็หันมามองฟ่านหนิงเหอ ที่กำหมัดยกขึ้นเตรียมจะต่อย ร่างนั้นจึงกระตุกถอยหลัง แล้วก็หันหลัง กุมหน้าท้องตัวเองแล้วเดินกะเผลก ๆ หายลับไปกับความมืด ส่วนตัวฟ่านหนิงเหอเองเมื่อคนร้ายจากไปแล้ว จึงลูบสันมือตัวเองแล้วก็สะบัดมือไปมาเพราะเจ็บ คุณชายฟ่านหนิงเหอผู้นี้มือเล็กเรียวบอบบางยังกับผู้หญิง ต่อยนักเลงทีสองทีเล่นเอามือแทบซ้น
"เ้ากลับบ้านไปเถอะแม่นางน้อย"
"ท่านไม่เป็อะไรนะเ้าคะ" หญิงสาวยังมองเขาที่ยืนเป่ามือตัวเองด้วยความเป็ห่วง
"ข้าสบายมาก เ้าไปเถอะ"
"ขอบคุณคุณชายเ้าค่ะ"
ดรุณีน้อยวิ่งไปข้างหน้าแต่สายตากลับหันกลับไปมองคุณชายรูปงามที่บัดนี้เยื้องย่างเท้าช้า ๆ ขึ้นไปยืนมองพระจันทร์อยู่บนสะพานอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ว๊าย!" นางชนเข้ากับบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่มุมมืดของถนนไม่ไกลจากที่นางเพิ่งจากมา
"ขออภัยเ้าค่ะ"
นางมองใบหน้าบุรุษผู้นี้ไม่ชัดเนื่องจากความมืด แต่รูปทรงจมูกที่โด่งเป็สันกับรูปร่างสูงโปร่งสวมชุดสีดำซึ่งเป็ชุดประจำของกององครักษ์แห่งวังหลวง ก็รับรู้ว่าชายผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
"อืม เ้ากลับบ้านระวังด้วย"
เสียงนุ่มทุ้มที่เอ่ยออกมาดูอบอุ่น แฝงความมีอำนาจและทรงพลัง จนหัวใจดรุณีน้อยถึงกับสั่นไหว วันนี้ถึงเจอเื่ไม่คาดฝันแต่นางได้เจอบุรุษรูปงามคราเดียวกันถึงสองคนในหนึ่งค่ำคืนถือว่ามีวาสนาดียิ่ง
บุรุษผู้นั้นยืนอยู่ในเงามืดมองคุณชายผู้หนึ่งที่ยืนมองพระจันทร์แล้วแย้มยิ้มออกมา ช่างเป็ภาพที่งดงามตราตรึงใจ