บทที่ 12 นี่คือความจริง
เซวียจี๋อายุราวยี่สิบปีเศษ รูปร่างปานกลาง ใบหน้าเหลี่ยม ผิวคล้ำ ดูเผิน ๆ ให้ความรู้สึกซื่อสัตย์ ซื่อตรง ตรงกันข้าม ถังซูอี๋กลับไม่รู้สึกว่าเขาซื่อสัตย์ ซื่อตรงจริง ๆ คนแบบนี้ นางพบเห็นมามากแล้ว ห่มคลุมด้วยภาพลักษณ์ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ทว่าภายในนั้นแยบยลเพียงใดก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
“โหวฮูหยิน” เซวียจี๋คำนับถังซูอี๋อย่างเคารพ
ถังซูอี๋ยิ้มละมุน พลางผายมือเชื้อเชิญ “เป็ญาติกัน ไม่ต้องเกรงใจ”
เซียวอวี้เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มึนงง ไม่ใช่ว่าจะคุยกับเซวียจี๋เื่ผลประโยชน์ ไม่ใช่เื่ญาติพี่น้องหรอกหรือ?
“ถูกแล้ว พี่สะใภ้” เซวียจี๋ทำตัวสนิทสนมไม่ต่างกับญาติทั่วไป จากนั้นก็ชี้ไปยังดอกไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วกล่าวขึ้น “ภรรยาของข้าชอบจัดดอกไม้นัก ได้ยินว่าพี่สะใภ้ก็ชอบเช่นกัน ข้าจึงนำมาฝากท่านสักสองสามกระถาง”
ถังซูอี๋ดินเข้าไปใกล้ แล้วใช้นิ้วเขี่ยดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งอย่างเบิกบาน “ช่างแลดูเพลินตาจริง ๆ”
เซวียจี๋ก็ยิ้ม “ชอบก็ดีแล้ว”
ระหว่างพูดคุยกัน ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันขึ้นมา หลังจากนั่งลงก็เริ่มพูดคุยเื่บ้าน เื่เมือง ต่อมาก็พูดคุยกันถึงเื่การเลี้ยงดูบุตร เซียวอวี้เฉินตื่นตาตื่นใจกับสิ่งนี้เสียจริง แม้จะเป็ครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้พบเจอกัน ทว่ากลับพูดคุยอย่างสนิทสนมได้เช่นนี้
พูดคุยกันได้สักพัก ถังซูอี๋ก็เข้าประเด็น “แม้เื่นั้นจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แต่ในภายภาคหน้าอาจจะเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นได้ เช่นนั้นควรป้องกันไว้ก่อนเสียจะดีกว่า จะได้ไม่เป็พันธะพัวพันของท่านและอวี้เฉิน”
เซวียจี๋รู้สึกนับถือโหวฮูหยินผู้นี้จริง ๆ เื่หน้าตาทำได้ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทว่าเมื่อถึงคราวพูดคุยเื่งาน เพียงประโยคเดียวก็มัดเขาและเซียวอวี้เฉินไว้บนเรือลำเดียวกันได้ โดยไม่ไว้หน้ากันเลยแม้แต่น้อย
“เกิดข้อผิดพลาดขึ้นกับคุณหนูหลิวงั้นหรือ?” เซวียจี๋ถาม
“ไม่มี” ถังซูอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทั้งยังรับรอ “ข้าส่งนางออกไปไกลแล้ว อยู่ที่นั่นนางจะไม่มีปัญหาตลอดกาล”
เซวียจี๋ฟังคำพูดของนาง พลางกุมถ้วยชาในมือแน่น ‘ไม่มีปัญหาตลอดกาล’ หมายความว่าอย่างไร? เขาคิดได้อย่างนั้นหรือไม่? ในหลังวังนั้นมีวิธีการมากมายที่จะทำให้สตรีนางหนึ่งหายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย
ขณะเดียวกันเขาก็ได้ยินโหวฮูหยินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เพียงไม่รู้ว่าท่าน ้าจะดำเนินการบางอย่างเพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีข้อผิดพลาดหรือไม่?”
เซวียจี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ครานั้นคุณหนูหลิวแกล้งตาย ข้ากับ ‘พานซาน’ เป็ผู้นำพาร่างของคุณหนูหลิวออกไป หาก้าให้ไร้ซึ่งข้อผิดพลาด ข้า… ข้าทำให้เขาหายตัวไปได้”
ถังซูอี๋ใจหายวูบ จิตใจของคนสมัยโบราณช่างกล่าวถึงเื่การสังหารคนได้ง่ายดายเช่นนี้เชียวหรือ? ทว่านางเป็พลเมืองดีเด่นที่ได้รับการศึกษาระดับสูง การสังหารคนย่อมเป็สิ่งที่ไม่อาจกระทำได้ จึงเอ่ยค้านขึ้น “เพียงทำให้เขาหายไปจากเมืองหลวง ทำให้ไม่มีผู้ใดพบเจอก็พอแล้ว”
เซวียจี๋ชะงัก เช่นนั้นเมื่อครู่เขาคงคิดผิดไป จึงกระแอมเสียง “ท่านกล่าวถูกต้อง”
“มีปัญหาอันใดหรือไม่?” ถังซูอี๋ซักถาม
เซวียจี๋ส่ายหน้า “ไม่มี พานซานผู้นั้นเมื่อปีก่อนถูกผีพนันเข้าสิง มารดาของเขาโกรธจนสิ้นใจไปแล้ว ภรรยาของเขาก็พาบุตรธิดาหนีตามชู้ไปสิ้น เขามีหนี้สินล้นพ้น หากเ้าหนี้มาทวงถาม เขาก็คงหนีหายไปเอง”
“เช่นนั้นก็ให้เขาหนีไปให้ไกล” ถังซูอี๋กล่าว “ไปที่เมืองอันมู่เถิด ต้นตระกูลขอสกุลถังอยู่ที่เมืองอันมู่ หากเขาไปถึงที่นั่นจะมีคนดูแลเขาอยู่”
กล่าวจบ ถังซูอี๋จึงหันไปทางเซียวอวี้เฉินแล้วถามขึ้น “ขั้นตอนต่อไปควรทำเช่นไร?”
เซียวอวี้เฉินที่จู่ ๆ ก็ถูกเรียกชื่อถึงกับสะดุ้ง ความคิดวุ่นวายพลุ่งพล่านขึ้นในใจ คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันแน่นพลางครุ่นคิด แล้วส่ายหน้า เขาไม่เคยข้องเกี่ยวกับเื่เช่นนี้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
ถังซูอี๋เห็นเช่นนั้นจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ ก่อนจะหันไปทางเซวียจี๋ อีกครั้ง “คืนนี้ข้าจะให้คนไปหาเ้า แสร้งทำป็นเ้าหนี้ไปทวงหนี้จากเขา จากนั้นหาทางเกลี้ยกล่อมให้เขาไปยังเมืองอันมู่”
เซวียจี๋รับคำ พลางคิดในใจว่าสติปัญญาของโหวฮูหยินช่างลึกล้ำเสียจริง แลดูราวกับกำลังสั่งสอนคุณชายใหญ่ไปด้วย การเป็โหวฮูหยินนี่ไม่ง่ายเลย จำต้องทำหน้าที่ทั้งบิดาและมารดาในคราเดียวกัน
เมื่อพูดคุยกันจนหมดสิ้นแล้ว จึงแลกเปลี่ยนเื่ราวกันเล็กน้อย ขณะเซวียจี๋ก็กำลังจะจากไป ชุ่ยจู้เดินเข้ามาพร้อมกับกล่องของขวัญสองใบ ถังซูอี๋จึงกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับเด็กสองคน”
เซวียจี๋รีบกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็เดินเข้าไปรับกล่องของขวัญแล้วจากไป ในโถงรับแขกยามนี้เหลือเพียงแม่ลูกสองคน เซียวอวี้เฉินมองไปยังถังซูอี๋ ดูเหมือนเขาอยากจะกล่าวบางสิ่งทว่ายังลังเลอยู่ ส่วนถังซูอี๋เองก็ไม่ได้เขยื้อนกาย เพียงนั่งจิบชาอย่างใจเย็นแล้วเอ่ยขึ้น “อยากจะกล่าวสิ่งใดก็กล่าาวเถิด”
“เมื่อครู่ท่านแม่บอกว่าจะพูดคุยกับเซวียจี๋เื่ผลประโยชน์ เหตุใดถึงได้พูดเื่ญาติพี่น้อง ทั้งยังมอบของขวัญให้กับเขาด้วยเล่า?” เซียวอวี้เฉินซักถามด้วยความไม่เข้าใจ
ถังซูอี๋วางถ้วยชาลง ก่อนจะเริ่มอธิบายให้ฟังอย่างอดทน “เซวียจี๋จัดการเพื่อนร่วมงานของเขา เขาเป็ญาติเราหรือ?”
เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า “เพราะเขาเองก็กังวลว่าเื่จะแดงจนสืบสาวไปถึงเขา”
“ถูกแล้ว” ถังซูอี๋ผายมือออก “อ้างความเป็ญาติ ให้ของขวัญตอบแทนกันล้วนเป็เื่ผิวเผิน เพื่อให้การทำงานร่วมกันราบรื่น แต่เื่สำคัญจริง ๆ ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์”
เซียวอวี้เฉินเข้าใจแล้ว ทว่าเขารู้สึกว่าเขาทำเื่ผิวเผินเช่นนั้นไม่ถนัดนัก ทั้งยังคิดไม่ออกด้วยว่าจะหาผู้ใดมาแกล้งเป็เ้าหนี้ไล่คนออกไป เมื่อคิดถึงตรงนี้ แผ่นหลังของเขาก็ค่อมลง ท่าทางหดหู่หมดกำลังใจ
ถังซูอี๋มองเขาแวบหนึ่ง พลางคิดว่ายังต้องสอนไปเรื่อย ๆ ครู่หนึ่งจึงถามขึ้น “เ้าคิดว่าสิ่งใดคือความหมายของการเติบโต?”
เซียวอวี้เฉินขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง “การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้”
“กว้างเกินไป” ถังซูอี๋ว่า “ประการหนึ่ง การเรียน เรียนในสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่อเ้า เรียนในสิ่งที่เ้าไม่รู้ ประการสอง การลงมือทำ ทำในสิ่งที่เ้าไม่กล้า ไม่รู้วิธี สองข้อนี้ทำให้เ้าเติบโตขึ้นได้”
เซียวอวี้เฉินฟังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วครุ่นคิด ทว่าถังซูอี๋ไม่สนใจ กลับปล่อยให้เขาคิดเอง การเลี้ยงลูกแบบนี้ต้องค่อยเป็ค่อยไป
ถังซูอี๋จิบชาช้า ๆ จางเฝิงและพ่อบ้านจ้าวคงกลับมาจากเขาซีซานแล้ว
เป็ดังคาด ไม่นานทั้งสองก็ก้าวเข้ามาในโถงรับแขกด้วยสภาพเปรอะเปื้อนฝุ่นไปทั้งตัว เซียวอวี้เฉินที่กำลังครุ่นคิดอยู่ เมื่อเห็นทั้งคู่ก็รีบรุดไปถาม “น้องฉินเป็เช่นไรบ้าง?”
จางเฝิงไม่กล้ากล่าวต่อหน้าคุณชายใหญ่ สภาพความเป็อยู่ที่บ้านไร่แย่ยิ่งกว่าคนรับใช้ชั้นต่ำสุดในจวนเสียอีก" ถังซูอี๋เห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น “กล่าวออกมาตรง ๆ เถิด”
ยามนี้นางไร้ซึ่งความความสงบสุขเหมือนเมื่อครู่แล้ว ทว่ากลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม
จางเฝิงไม่อาจอิดออด รีบเหลือบมองเซียวอวี้เฉินก่อนจะกล่าวขึ้น “พวกเราส่งคุณหนูหลิวและคนรับใช้ของนางไปยังหมู่บ้านซีซานเมื่อคืนนี้ จัดห้องให้สองห้อง และมอบเงินไว้ให้ยี่สิบตำลึง”
“อะไรนะ? เงินเพียงยี่สิบตำลึง!” เซียวอวี้เฉินลุกขึ้นพรวดพราด ด้วยเคลื่อนไหวแรงเกินไป จึงรู้สึกเจ็บที่หัวเข่า ทว่าเขากลับอดกลั้นต่อความเ็ป แล้วรีบถามออกไป “เหตุใดถึงจัดห้องให้เพียงสองห้อง? ห้องแบบใดกัน?”
จางเฝิงก้มหน้าเงียบ ห้องที่บ้านไร่จะดีได้เช่นไรกันเล่า? กำแพงดิน กระโจมดินเพียงเท่านั้น ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจกล่าวออกไปได้ หากเผลอหลุดปากไป คุณชายใหญ่ของเขาต้องเป็เดือดเป็ร้อนแน่ ๆ
ทว่าบัดนั้น เสียงอันเยือกเย็นของโหวฮูหยินก็ดังขึ้น “จางเฝิง เ้าจงบอกคุณชายใหญ่ของเ้าไปเถิดว่าห้องนั้นเป็เช่นไร?"
จางเฝิงเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกกระดากใจเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยังเซียวอวี้เฉิน แล้วฝืนยิ้มออกมาเบา ๆ “ห้องก็ดีพอควร ข้าวของเครื่องใช้ก็พร้อมสรรพ ใกล้กันยังมีห้องครัว คุณหนูหลิวสามารถปรุงอาหารได้สะดวกนัก”
“เ้าคิดว่าข้าไม่เคยไปบ้านไร่หรือ? ไม่รู้หรือว่าที่นั่นเป็เช่นไร?” เซียวอวี้เฉินตวาดใส่จางเฝิง “แล้วเงินยี่สิบตำลึงจะมีไว้ทำสิ่งใดกันเล่า? เพียงมื้อเดียวก็หมดแล้ว”
จางเฝิงก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง พลางคิดในใจว่าคุณชายใหญ่ของเขาช่างไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย ไม่เห็นหรอกหรือว่าสีหน้าของโหวฮูหยินเ็ามากเพียงใด เหตุใดยังมากล่าววาจาให้ขุ่นเคืองเสียได้ ไร้ซึ่งประโยชน์ มีแต่จะรอรับความโกรธจากโหวฮูหยินเท่านั้น
พลันเสียงหัวเราะอันเย็นะเืของโหวฮูหยินก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน “เงินยี่สิบตำลึงจะมีไว้ทำสิ่งใดกันเล่า? พ่อบ้านจ้าว เ้าจงบอกคุณชายใหญ่ไปเถิดว่าเงินยี่สิบตำลึงนั้นมีไว้ทำสิ่งใดกัน”
หากมีเื่ราวของหลิวปี้ฉินผู้นี้เข้ามาเกี่ยวข้องคราใด คุณชายใหญ่ผู้นี้ก็จะแปรเปลี่ยนไปเสมอ
“เงินยี่สิบตำลึงนั้นเพียงพอที่จะให้คุณหนูหลิวตั้งตัวได้แล้ว”
พ่อบ้านจ้าวกล่าว พร้อมกับนับนิ้วคำนวณ “สิบตำลึงสำหรับซื้อที่ดินสองหมู่ หนึ่งหมู่ให้ผลผลิตข้าวปีละยี่สิบถึงสามสิบถัง เราก็จะคิดเป็ยี่สิบถังก็แล้วกัน ที่ดินสองหมู่ก็ได้ปีละสี่สิบถัง เพียงพอให้คุณหนูหลิวใช้กินตลอดปี ส่วนเงินสิบตำลึงที่เหลือ นางอาจจะนำไปซื้อผ้าไหม ซื้อเข็มและด้าย เพื่อเย็บปักถักร้อยของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ขาย ยังจะพอมีเงินเหลือเก็บไว้ได้อีก”
เซียวอวี้เฉินในัก เขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลยว่าเงินยี่สิบตำลึงนั้นทำได้ถึงเพียงนี้ เดิมทีเขาเพียงออกไปหาอาหารทานในแต่ละมื้อก็หมดเงินไปร่วมยี่สิบตำลึงแล้ว ทว่าน้องฉินจะไปใช้ชีวิตแบบชาวบ้านได้เช่นไรเล่า?
“แต่น้องฉินมิใช่สตรีชาวบ้านเสียหน่อย” เซียวอวี้เฉินกล่าวพลางรีบรุดจะออกไป เขาจะไม่ยอมให้น้องฉินไปใช้ชีวิตเช่นนั้นเป็อันขาด
เนื่องด้วยเขาคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพบุรุอยู่ทั้งคืน จนกลายเป็ว่ายามที่เขาก้าวเดิน เขาก็ปวดเสียวแปลบไปทั่วหัวเข่าเสียแล้ว คราวนี้ ด้วยความรีบร้อน เขาจึงออกแรงที่ขามากเกินไปทำให้เกือบจะล้มลง ทว่าโชคยังดีที่จางเฝิงได้ยื่นมือมาประคองไว้
“หลิวปี้ฉิน มิใช่สตรีชาวบ้านก็จริง แต่นางกลับเป็ธิดาของขุนนางฏ หากไม่มีผู้ใดเหลียวแล นางอาจจะต้องไปอยู่ในซ่องโสเภณีหรือกลายเป็ทาสรับใช้ของผู้อื่นไปเสียแล้ว เช่นนั้นนางยังมีฐานะสูงส่งกว่าสตรีชาวบ้านอีกหรือไม่?” ถังซูอี๋กล่าวเสียงดังลั่นอยู่ด้านหลังของเขา
นี่คือความจริงอย่างแน่นอน!