เฟยเหลี่ยงและเฟยหลินพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน พวกเขาไม่รู้ว่านายน้อยของพวกเขาทำได้อย่างไรแต่มันดูแข็.แกร่งมากเลยทีเดียวหากว่าพวกเขาได้ร่ำเรียนในภายภาคหน้าพวกเขาทั้งสองอาจจะกลายเป็มือกระบี่ที่ยอดเยี่ยมเลยก็เป็ได้และแน่นอนว่าพวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
"พวกเราอยากเรียนขอรับ"เฟยหรงพยักหน้าอย่างพึ่งพอใจก่อนจะกล่าวว่า"หากพวกเ้าเรียนละก็จงให้สัตย์สาบานแก่์เสียในภายภาคหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่ พวกเ้าจะต้องใช้พลังนี้ในการปกป้องตระกูลเฟยของเราและคงอยู่ในฐานะผู้พิทักษ์ของตระกูลเฟย"
"พวกเราขอสาบานต่อ์ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้าพวกเราจะปกป้องตระกูลเฟยและภักดีกับนายน้อยไปชั่วชีวิต"พวกเขาคุกเข่าลงและกล่าวออกมาเช่นนั้นโดยไม่มีท่าทีลังเลใจ ทำให้เฟยหรงพอใจเป็อย่างมากและเดินไปประคองทั้งสองให้ยืนขึ้นในทันทีแน่นอนว่านับจากนี้ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการให้สัตย์สาบานแก่์แล้วเฟยหรงได้ตรวจสอบร่างกายของทั้งสองในทันทีและพบว่าเฟยหลินนั้นมีเส้นลมปราณเพลิงอัสนี และเฟยเหลียงมีเส้นลมปราณวายุอัสนีซึ่งหาได้ยากพอสมควรเพราะพวกเขาจะสามารถบ่มเพาะได้สองธาตุด้วยกันและสิ่งนี้ทำให้เฟยหรงตกตะลึงเป็อย่างมาก ในทวีประดับต่ำเช่นนี้นี่คือเส้นลมปราณที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยแม้มันจะเทียบไม่ได้กับเส้นลมปราณเทพัาของเขาก็ตาม
'เส้นลมปราณเเบ่งเป็ปฐี นภา ราชัน จักรพรรดิ ์ นิพพาน เทวะ ศักดิ์สิทธิ์ และพระเ้า เส้นลมปราณของสองคนนี้อยู่ในระดับจักรพรรดิอย่างไม่ต้องสงสัยแล้วทำไมตระกูลถึงตรวจสอบได้เพียงว่าพวกเขามีเส้นลมปราณเพียงระดับปฐีเท่านั้นละ สงสัยทวีปนี้คงจะไม่มีความสามารถพอที่จะตรวจสอบคนที่มีเส้นลมปราณระดับสูงสินะ ช่างเถอะยังไงก็ถือว่าเป็เื่ดีที่ตระกูลเฟยจะมียอดฝีมือเพิ่มมาอีกสองคน'เฟยหรงคิดในใจ เขารู้ได้ในทันทีว่าต้องเป็เช่นนั้นอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นไม่มีทางเลยที่คนที่มีเส้นลมปราณระดับนี้จะถูกปฏิบัติเยี่ยงคนธรรมดาสามัญเช่นนี้
"พวกเ้ามีศักยภาพแฝงที่ยอดเยี่ยมมากและข้ามีวิชาที่เหมาะกับพวกเ้าพอดี"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมเอานิ้วมือไปเตะที่หน้าผากของเฟยหลินและถ่ายทอดวิชาบ่มเพาะเปลวเพลิงอัสนี์ระดับนภาให้ ก่อนจะหันไปทางเฟยเหลียงและถ่ายทอดวิชาวายุอัสนีบาตเก้าชั้นฟ้าระดับนภาให้เช่นกันและแน่นอนด้วยวิชาระดับนภาสองอย่างนี้มันจะทำให้ตบะของทั้งสองคนพุ่งทยานแซงหน้าอัจฉริยะของทุกตระกูลในเมืองได้อย่างแน่นอน
ทั้งสองเร่งรีบทำความเข้าใจทักษะบ่มเพาะใหม่ที่เฟยหรงได้ให้ไปในทันทีพร้อมทั้งโคจรพลังงานตามความทรงจำที่ได้ถ่ายทอดมาและนั่นทำให้พวกเขาจมดิ่งอยู่ในสภาวะหยั่งรู้พลังและตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
"โชคดีที่ชาติที่แล้วข้าได้ตระเวนไปตามโบราณสถานมากมายและได้อ่านตำราวิชามาหลายร้อยหลายพันวิชา ในตอนนั้นข้ารู้สึกว่ามันช่างไร้ประโยชน์แต่ในเวลานี้มันกลับสะดวกสบายยิ่งนัก"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น นี่อาจจะเป็ข้อได้เปรียบของเขาที่สุดในชีวิตนี้เลยก็ว่าได้
เฟยหรงนั่งดูสองทำความเข้าใจในเคล็ดวิชาอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ััได้ว่ามีคนกำลังใกล้เข้ามา เขามองไปทางเข้ามายังพื้นที่บริเวณห้องของเขาร่างของหญิงสาวผมสีน้ำตาลเกาลัดที่ดูงดงามและน่ารักก็ได้ปรากฏตัวขึ้นและเดินเข้ามา และนางนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเสี่ยวเซียนนั่นเอง
"ลมอะไรหอบเ้ามากันละเนี้ย ไม่ใช่ว่าต้องเก็บตัวฝึกวิชาอยู่ที่บ้านหรอกหรือ"เขากล่าวถาม ทันใดนั้นหญิงสาวก็พลันหน้ามุ้ยแล้วกล่าว "ทำไมเดี๋ยวนี้ข้ามาหาเ้าไม่ได้แล้วหรืออีกอย่างข้าเป็คู่หมั้นของเ้านะการมาหาย่อมไม่แปลกจริงหรือไม่"
เฟยหรงถึงกับยิ้นเจื่อนหญิงสาวนางนี้ใจกล้าเกินไปแถมยังพูดคำว่าคู่หมั้นด้วยความภาคภูมิใจอีกด้วยไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนนางมักจะชอบแกล้งเขาอยู่บ่อยๆหรอกหรือทำไมพอโตขึ้นถึงได้กลายเป็เช่นนี้ไปได้ ตัวเขาไม่เข้าใจเลยสักนิด
"เถอะก็ตามที่เ้าว่ามาแม่นางน้อยเราไปที่อื่นกันดีกว่าปล่อยให้พวกเขาทำความเข้าใจในวิชาที่นี่ละ"กล่าวจบเฟยหรงก็เดินไปจับมือเสี่ยวเซียนและพาเดินออกไปในทันที ทางฝั่งเสี่ยวเซียนเองก็ดูตื่นตระหนกไม่น้อยแต่ก็ยอมให้ชายหนุ่มพานางไปแต่โดยดี
"เฟยหรงข้าสงสัยมานานแล้วเ้าเม่นที่อยู่บนหัวเ้าตลอดนั่นคืออะไรกัน"เมื่อเดินมาได้สักระยะเสี่ยวเซียนก็กล่าวถามด้วยความสงสัยเพราะถึงแม้การมีสัตว์เลี้ยงจะไม่ใช่เื่แปลกอะไรแต่การที่จะเลี้ยงให้มันเชื่องได้เช่นนี้ถือว่ายากยิ่งนักโดยเฉพาะเม่นที่ถือว่ามีความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้
"โอ้ลืมแนะนำมันชื่อเสี่ยวซี และนี่ชื่อว่าเสี่ยวไป่ทั้งสองเป็สหายของข้าเอง"เฟยหรงแนะนำอย่างภาคภูมิใจก่อนที่จะเลิกแขนเสื้อขึ้นทำให้เห็นงูตัวน้อยสีขาวที่รัดข้อมือของเขาเอาไว้อยู่
"ว้าว น่ารักจังเลย นี่เฟยหรงข้าขอจับตัวมันหน่อยได้หรือไม่"เสี่ยวเซียนมองงูน้อยหรือเสี่ยวไป่ด้วยแววตาเป็ประกาย นางรู้สึกว่ามันช่างน่ารักเอามากๆและอยากได้มาเป็สัตว์เลี้ยงของตัวเองแต่ก็ไม่กล้าที่จะขอเฟยหรง เนื่องจากเมื่อครู่เฟยหรงได้บอกไปแล้วว่าทั้งสองเป็สหายของเขาทำให้นางไม่อยากที่จะทำให้เขาลำบากใจ
"ได้สิ"เฟยหรงกล่าวนั้นๆก่อนที่จะค่อยๆประคองเสี่ยวไป่ไปหาเสี่ยวเซียนช้าๆและเมื่อมันมาอยู่ในมือของเซี่ยวเซียนแล้วเสี่ยวไป่ก็ทำการพุ่งไปรัดข้อมือของเสี่ยวเซียนในทันทีราวกับไม่อยากจะแยกออกจากกันอย่างไรอย่างนั้น
"ดูเหมือนว่าเสี่ยวไป่จะชอบเ้านะ เ้าจะเอามันไปเลี้ยงไหมละมันเลี้ยงง่ายมากๆแค่ถ่ายเทพลังปราณให้มันกินทุกวันนั่นก็พอแล้ว"เฟยหรงกล่าวออกไปเช่นนั้น ทำให้ดวงตาของเสี่ยวเซียนเป็ประกายในทันทีเสี่ยวไป่ตัวนี้นางเองก็ชอบมากๆและถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน
"จริงหรือ เ้าให้ข้าเลี้ยงเสี่ยวไป่จริงหรือ!!"นางกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้นก่อนที่จะมองไปที่เฟยหรงด้วยแววตาที่คาดหวัง ส่วนเฟยหรงเองก็แย้มยิ้มและพยักหน้ารับและนั่นทำให้หญิงสาวดีใจจนแทบจะะโโลดก่อนและเข้ามากอดเฟยหรง
"อย่าลืมนะว่าเ้าต้องถ่ายปราณให้เสี่ยวไปกินทุกวันหรือไม่ก็หาแกนอสูรให้กิน ของอย่างอื่นนอกจากนี้ห้ามให้กินเป็อันขาด"เฟยหรงกล่าวอย่างจริงจัง
"ทำไมละ?"
"นั่นเพราะเสี่ยวไป่มีสายเืของอสูรโบราณอย่างนาคากลืน์อยู่ดังนั้นอาหารต่างๆจึงไม่จำเป็ จนกว่าเสี่ยวไป่จะวิวัฒนาการไปถึงขั้นสุดท้ายจะให้กินอาหารแบบสัตว์อสูรตนอื่นไม่ได้"เฟยหรงกล่าวอธิบาย เสี่ยวเซียนพยักหน้ารับในทันทีแล้วทำท่าเอาหน้าเล็กๆไปถูกับเสี่ยวไป่ที่อยู่ตรงบริเวณข้อมือด้วยความทรัก นับจากนี้นี่คือหนึ่งในสหายและครอบครัวของนาง
"แม่นางน้อยข้าให้เสี่ยวไป่กับเ้าแล้วนี่ถือเป็ของหมั้นหรือไม่"เฟยหรงเมื่อเห็นอาการดีใจจนเกินเหตุของนางเขาก็ได้เข้าไปกระซิบข้างหูของนางเบาๆจนทำให้หญิงสาวต้องสะดุ้งก่อนใบหน้าจะแดงระเรื้อทำท่าทีเขินอายแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร นางเพียงแค่เบือนหน้าหนีชายหนุ่มไม่ให้เห็นหน้าตาที่แดงกล่ำของนางเพียงเท่านั้น
'อาการของแม่นางน้อยนี่น่ารักมากทีเดียว'เฟยหรงคิดในใจอย่างขบขันก่อนจะพาเสี่ยวเซียนเดินชมความงามของหมู่มวลบุปผาในสวนของตระกูลเฟยต่อไป