ขบวนรถหุ้มเกราะสีทรายเคลื่อนตัวออกจากเขตพระราชวังมหาปราสาทในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบทิ้งภาพตึกสูงระฟ้าและเทคโนโลยีสมัยใหม่ไว้เื้ัมุ่งหน้าสู่เส้นขอบฟ้าที่ถูกฉาบด้วยสีส้มอิฐของทะเลทรายในยามบ่ายแก่ๆลมร้อนที่พัดผ่านหน้าต่างรถเริ่มหอบเอาเม็ดทรายละเอียดมากระทบกระจกเป็เสียงแ่เบาประหนึ่งเสียงดนตรีต้อนรับอาคันตุกะสู่ดินแดนแห่งความลึกลับ
มนัสวีนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่างรถในมือของเธอไม่ได้มีเพียงผ้าคลุมไหล่แคชเมียร์แต่เธอยังถือกล้องมิลเลอร์เลสตัวเก่งและสมุดบันทึกเล่มเล็กที่เต็มไปด้วยลายมือยุ่งเหยิงเธอไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อท่องเที่ยวแต่มาเพื่อเก็บิญญาของทะเลทรายไปใส่ในนิยายเื่ใหม่ที่เธอกำลังปลุกปั้นดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความทึ่งเมื่อเห็นผืนทรายที่เปลี่ยนโทนสีไปตามองศาของแสงอาทิตย์
เธอรัวชัตเตอร์เก็บภาพแสงสุดท้ายที่พาดผ่านสันเนินทรายอย่างรวดเร็วปากก็พึมพำบรรยายความรู้สึกเพื่อบันทึกเสียงลงในโทรศัพท์ไปด้วย
“แสงส้มอมชมพูเหมือนเปลวเพลิงที่กำลังมอดดับทรายเม็ดละเอียดสะท้อนแสงราวกับเพชรที่แตกละเอียด”
“นี่มันสวยเกินไปแล้วนะเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกแต่งแต้มโดยจิตรกรมือเอกที่ไม่มีวันสิ้นสุดเลย” เธอพึมพำจบประโยคด้วยความลืมตัวเสียงนั้นเบาหวิวคล้ายจะเลือนหายไปในเสียงเครื่องยนต์แต่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกายกลับได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
“คุณกำลังถูกมันลวงตา แคล” เสียงทุ้มต่ำของอัมรันดังขึ้นขัดจังหวะสุนทรียภาพของเธอ
“หยุดจดจ้องอยู่หลังเลนส์นั่นแล้วมองด้วยตาเปล่าบ้างเถอะคุณต้องััถึงความโหดร้ายของมัน ไม่ใช่แค่ความสวยงามบนผิวฉาบ”
มนัสวีหันมาสบตาเขา แสงแดดรำไรสะท้อนในแววตาของเธอ
“นักเขียนต้องเก็บข้อมูลทุกอย่างค่ะชีคแม้แต่ความสวยงามที่ลวงตา เพราะมันคือเสน่ห์ที่ทำให้คนอ่านหลงรักนิยายของฉันแล้วด้านไม่ดีล่ะคะ? ในความหมายของชีคผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ทะเลทรายมีอะไรที่น่ากลัวกว่าความร้อนและความแห้งแล้งอีกเหรอ?”
“มันมีิญญา แคล” ชีคอัมรันเอ่ยเสียงพร่าพลางขยับเข้าใกล้จนมนัสวีได้กลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้ผสมกลิ่นอายของเกลือทะเลจากตัวเขา
“มันจะกลืนคนทั้งเป็ ทะเลทรายนี้ฆ่าคนได้หลายร้อยวิธีทั้งพายุทรายที่บดบังทัศนวิสัยจนคนขาดใจตายในความมืด หลุมทรายดูดที่ไร้ทางออกหรือแม้แต่ภาพหลอนที่ล่อลวงให้คุณเดินไปหาความว่างเปล่าจนสิ้นลม”
เขาสังเกตเห็นมือที่กำลังถือปากกาของเธอสั่นเล็กน้อยจึงถือวิสาสะเลื่อนมือหนามาแตะที่หลังมือของเธอเบาๆมันเป็ััที่อุ่นจัดจนทำให้เธอชะงัก
“แต่สำหรับคุณ” เขาจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ
“ผมจะไม่ปล่อยให้มันทำแบบนั้นผมเติบโตมาบนหลังม้าท่ามกลางพายุทราย ผมรู้จักทุกลมหายใจของดินแดนนี้ดีกว่าใครและผมจะใช้ทุกความรู้ที่ผมมี ปกป้องคุณ”
คำมั่นสัญญานั้นทำให้หัวใจของมนัสวีกระตุกแรงจนแทบเสียจังหวะเธอรีบดึงมือกลับแล้วแสร้งทำเป็กดชัตเตอร์ถ่ายรูปใบหน้าด้านข้างของเขาที่ถูกแสงอาทิตย์อัสดงฉาบไว้จนดูราวกับรูปปั้นเทพเ้า
“ภาพนี้ต้องเป็แรงบันดาลใจให้พระเอกจอมบงการในนิยายของฉันแน่ ๆ” เธอกัดฟันพูดเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว
อัมรันยกยิ้มที่มุมปาก
“ผมคิดค่าลิขสิทธิ์แพงนะแคลและผมถนัดเป็พระเอกในชีวิตจริงมากกว่าในกระดาษ”
***********************************
แสงแดดเช้าของทะเลทรายสาดส่องลงมาอย่างรุนแรงมนัสวีนั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถออฟโรด เธอคอยหันไปถ่ายรูปพิกัดต่างๆและสภาพภูมิประเทศที่รถวิ่งผ่านตลอดเวลา จนคนข้างๆ เริ่มขมวดคิ้ว
“คุณถ่ายรูปพื้นทรายมาตลอดสิบกิโลเมตรแล้วนะมันก็เหมือนกันหมดไม่ใช่หรือไง” อัมรันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรำคาญใจแกมเอ็นดู
“ไม่เหมือนค่ะ! มุมของแสง องศาของเนินทรายและรอยเท้าสัตว์เล็กๆ บนพื้นทรายพวกนี้มันคือรายละเอียดที่จะทำให้โลกในนิยายของฉันสมจริง” เธอตอบโดยไม่หันมามองเขาพร้อมกับกดถ่ายภาพต่อเนื่อง เมื่อรถะโข้ามเนินทราย
“สวยไหมครับ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหูจนเธอสะดุ้งเกือบทำกล้องหลุดมือ
“คุณนี่ขยันทำให้ฉันใจริงๆ! นี่ถามจริงเถอะค่ะชีคผู้ปกครองรัฐเขาว่างงานขนาดนั้นเลยเหรอถึงได้มานั่งเบียดกับนักท่องเที่ยวธรรมดาๆ ในรถที่แอร์เริ่มจะสู้แดดไม่ไหวแบบนี้”
“ผมบอกแล้วไงว่าผมจะพาคุณเที่ยวเอง” เขาตอบหน้าตาย ทว่าั์ตากลับพราวระยับ
“อีกอย่าง ผมเป็เ้าของบริษัททัวร์นี้ด้วยการลงมาตรวจเยี่ยมงานและดูแลแขกวีไอพี ด้วยตัวเองแบบนี้ถือเป็เื่ปกติที่สุดแล้ว”
“ฉันนี่นะ วีไอพี” เธอเลิกคิ้วถามอย่างรู้ทัน
“คุณนี่มันจอมบงการตัวพ่อเลยฉันจะเขียนให้คุณเป็ผู้ร้ายในตอนถัดไปแน่ ๆ”
อัมรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตามาสบตากับเธอตรง ๆ
“ถ้าจะให้ตอบตามตรง ผมแค่ไม่อยากปล่อยให้คุณคลาดสายตาทะเลทรายมันกว้าง และผมไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้นที่จะมาดูแล คนของผม”
“ใครเป็คนของคุณ!” มนัสวีแหวขึ้นทันควันใบหน้าแดงซ่านจนต้องยกกล้องขึ้นมาบังหน้าแล้วกดถ่ายรูปเขาแก้เขิน
รถออฟโรดหยุดพักที่เนินทรายที่สูงที่สุดมนัสวีะโลงจากรถพร้อมกล้องคู่ใจทันทีเธอวิ่งขึ้นไปบนยอดเนินเพื่อหามุมที่กว้างที่สุดในการเก็บภาพพาโนรามา
“วิเศษมาก แสงตอนนี้มันเพอร์เฟกต์ที่สุด!” เธอพึมพำพลางปรับค่ากล้องอย่างคล่องแคล่ว
เธอเดินกางแขนออกเล็กน้อยเพื่อรับััจากลมร้อนตอนบ่ายแก่ ๆปล่อยให้ผมยาวสลวยปลิวสยายไปตามแรงลมแสงแดดตกกระทบผิวเนียนจนดูราวกับเธอมีออร่าจางๆในวินาทีนั้นเธอดูเหมือนเทพธิดาในมโนของเขา
แต่ทว่าความเพลิดเพลินในการหามุมถ่ายรูปทำให้เธอถอยหลังไปจนถึงจุดที่ทรายร่วนซุยเกินไปเพราะแรงลมที่เพิ่งพัดผ่านไป
“ว้าย!”
ร่างบางเสียหลักและกำลังจะกลิ้งลงตามความลาดชันทว่าก่อนที่เธอจะล้มคว่ำ มือแข็งแรงของอัมรันก็พุ่งมาคว้าเอวเธอไว้จากด้านหลังแรงดึงมหาศาลนั้นทำให้ร่างของเธอหมุนกลับมาปะทะเข้ากับแผ่นอกกว้างของเขาโดยที่เธอยังพยายามชูกล้องในมือขึ้นเหนือหัวเพราะกลัวมันจะกระแทกพื้น
“คุณนี่ ซุ่มซ่ามเสมอหรือ แคลกล้องนั่นมันสำคัญกว่าชีวิตคุณหรือไง?” อัมรันถอนหายใจเบา ๆลมหายใจร้อนระอุเป่ารดที่ขมับ
“ฉัน ฉันขอโทษค่ะ!” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาระยะห่างที่ใกล้จนได้กลิ่นอายความสะอาดผสมกลิ่นไอแดดทำให้ใจเต้นรัว
“ในทะเลทราย ไม่มีอะไรที่ไว้ใจได้หรอก” อัมรันพูดพลางกระชับอ้อมแขนที่โอบเอวเธอไว้แน่นขึ้น
“ฉันก็ไม่ได้ไว้ใจคุณอยู่แล้ว!” เธอสวนกลับด้วยความดื้อรั้นทั้งที่ความจริงอ้อมกอดนี้มันอุ่นจนร้อนไปถึงขั้วหัวใจ
อัมรันโน้มหน้าลงมาจนหน้าผากแตะกัน
“แล้วเป็ไง ข้อมูลที่ได้ มันพอจะเอาไปเขียนต่อได้ไหม?”มนัสวีหน้าแดงซ่าน ลมหายใจเริ่มติดขัด
“ผมกำลังจะเตือนคุณว่าต่อให้คุณจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็หมื่นภาพ หรือจดบันทึกเป็ล้านคำแต่ความรู้สึกตอนที่คุณอยู่กับผมท่ามกลางทะเลทรายนี้จะไม่มีวันมีใครสื่อสารออกมาได้ดีเท่าหัวใจของคุณเอง”
ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันมนัสวีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมลงไปในหลุมทรายดูดที่ชื่อว่าอัมรันและเธอก็เผลอกดชัตเตอร์ถ่ายรูปใบหน้าของเขาในระยะประชิดนี้ไว้หนึ่งภาพภาพที่เธอรู้ดีว่า จะไม่มีวันยอมให้คนอ่านนิยายคนไหนได้เห็นเพราะเธออยากจะเก็บมันไว้ดูเพียงคนเดียว