บทที่ 47 ได้ระบายโทสะแล้ว รู้สึกดีขึ้นไหม?
ต่งฉางฟางตอบ “มีเรื่องขัดแย้งที่ไหนกัน เป็นเพราะตอนที่ท่านแม่ให้ข้าไปดูตัวก็…”
ชายร่างอวบอ้วนพลันหยุดพูดกะทันหัน
หลันเยียนกล่าว “อ้อ ซงหยางจวิ้นจู่เคยดูตัวกับท่านด้วยหรือ แล้วทำไมนางถึงบุกมาตีคุณชายใหญ่ต่งถึงที่นี่ ทั้งยัง…”
ทั้งยังกล่าววาจาคลุมเครือเหล่านั้นอีก
ต่งฉางฟางพลันตระหนักขึ้นมา ทั้งซงหยางจวิ้นจู่ และแม่นางหลันเยียน…
คิดถึงว่าที่ผ่านมาพี่ชายต่างมารดาผู้นี้มักจะเอาชนะระรานตนเองไปเสียทุกเรื่อง ถึงตอนนี้ยังมีอะไรที่ต่งฉางฟางไม่เข้าใจอีก
ที่ผ่านมามารดาพร่ำสอนว่าอย่าใจกว้างกับพี่ชายผู้นี้มากเกินไป แต่เขายังระลึกถึงคำสอนของบิดาว่าพี่น้องควรเคารพรักซึ่งกันและกัน จึงอดทนอดกลั้นมาตลอด
แต่ตอนนี้กระทั่งหญิงสาวที่เขาชมชอบ พี่ชายต่างมารดาผู้นี้ก็ยังกล้าแตะต้อง ทั้งยังเจตนาเกี้ยวพาจวิ้นจู่ที่มารดาเคยจัดให้เขาดูตัวด้วย
เพราะเหตุใด?
เขาคิดว่าตั้งแต่เล็กจนโตตนเองไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อต่งฉางเม่า ทั้งยังช่วยออกหน้าแก้ตัวแทนอีกฝ่ายต่อหน้ามารดาอยู่เสมอ เพราะเหตุใดพี่ชายจึงคอยแต่ดูถูกดูแคลนเขา มิหนำซ้ำยังคิดจะใช้สตรีที่เป็นผู้บริสุทธิ์มาเหยียดหยามเขา
ต่งฉางฟางรู้สึกหนาววาบไปทั่วร่าง ริมโสตแว่วเสียงอึกทึก เมื่อซงหยางจวิ้นจู่จากไปจนไม่เห็นเงาแล้ว ค่อยมีคนกล้าเรียกบ่าวรับใช้ลงน้ำไปช่วยต่งฉางเม่า
เขาเห็นพี่ชายถูกคนลากขึ้นมา ทั่วร่างโชกเลือด ลมหายใจรวยริน สภาพน่าอเนจอนาถยิ่ง
ใครบางคนกระซิบบอก “คุณชายรองต่ง นี่คือคนในครอบครัวของท่าน รีบพาเขากลับไปเถอะ อย่าปล่อยให้เขาอยู่ขายหน้าคนอื่นตรงนี้เลย”
ต่งฉางฟางก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
พี่ชายต่างมารดาที่ตนปฏิบัติด้วยอย่างจริงใจกลับเป็นงูพิษตัวหนึ่ง นอกจากนี้ พี่ชายยังมีสัญญาหมั้นหมายกับจวนเจิ้นกั๋วกง
นั่นเป็นถึงคุณหนูของจวนเจิ้นกั๋วกงที่แม้แต่มารดาของเขายังนึกเสียดายเชียวนะ
ตอนนั้นมารดาพูดว่า เพิ่งถูกใจแม่นางผู้หนึ่ง ก็ถูกอี๋เหนียงแม่ของน้องเจ้าตัดหน้าไป ช่างเถอะ แม่บังเกิดเกล้าของคุณหนูตระกูลกู้ผู้นั้นเป็นคนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์คนหนึ่ง แม่จะเลือกหญิงสาวบ้านอื่นให้เจ้าก็แล้วกัน
เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้หลายครั้งเข้า จะยังเป็นเรื่องบังเอิญอยู่งั้นหรือ?
ยามมองพี่ชายต่างมารดาผู้นอนอยู่บนพื้นเหมือนสุนัขตายแล้ว ต่งฉางฟางก็ไม่อาจข่มกลั้นความรู้สึกต่อต้านในใจได้อีกต่อไป
น่ารังเกียจ
น่ารังเกียจเกินไปแล้ว!
ขอเพียงเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับข้า ต่งฉางฟาง พี่ชายคนนี้ก็จะต้องแย่งไปให้ได้เลยใช่ไหม
“หลันเยียนขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
วาจาของหลันเยียนดึงชายร่างอวบอ้วนออกมาจากห้วงอารมณ์อันปั่นป่วน
ครั้นเห็นนางตกอกตกใจจนหน้าซีด ต่งฉางฟางพลันเผยอปาก คิดจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าหลันเยียนกลับถูกคนของหอร่ำเมรัยห้อมล้อมพาลงจากเรือไปเสียก่อน
รอจนถึงตอนที่นางขึ้นฝั่งไปแล้ว ต่งฉางฟางได้แต่เกาะกราบเรือ ในที่สุดค่อยสามารถรวบรวมความกล้าตะโกนลงมาว่า “แม่นางหลันเยียน ข้าจะกลับไปตั้งใจเล่าเรียนหนังสือ สักวันหนึ่งจะต้องตอบคำถามสามข้อของท่านให้ได้เพื่อขอพบท่านอย่างสง่าผ่าเผย!”
ฝีเท้าของหลันเยียนชะงักไป แววตาปรากฏความเห็นใจราง ๆ แต่ก็สลายไปอย่างรวดเร็ว นางไม่ได้ตอบกลับคำพูดของเขา
ต่งฉางฟางไม่ได้คำตอบจากแม่นางหลันเยียนก็หันกลับมาอย่างสิ้นหวัง เห็นพี่ชายทอดร่างบนดาดฟ้าเรือราวกับสุนัขที่ตายแล้วตัวหนึ่งก็ไม่ได้เหลียวแล จากไปด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
กู้อวี้เห็นว่าทุกคนแยกย้ายไปหมดแล้วค่อยเดินออกมา เซียวสิงจือเตะต่งฉางเม่าที่สลบไปแล้วทีหนึ่ง กล่าวว่า “จะทำอย่างไรกับเจ้าเดรัจฉานนี่?”
เห็นข้ารับใช้รอรับคำสั่งอยู่ข้าง ๆ กู้ซื่อจื่อแค่นเสียงเย้ยหยัน “สนไปไย ตายเสียได้ก็ดี”
สิ้นเสียงพูด นางก็เดินจากไปโดยมีเซียวสิงจือตามหลัง
ก่อนที่เหล่าข้ารับใช้ของกู้ซื่อจื่อจะเข้ามาหามต่งฉางเม่า นำคนไปส่งที่จวนตระกูลต่ง
“ดูเจ้าสิ ไม่ใช่คนเลือดเย็นแท้ ๆ จะแสร้งทำท่าไร้หัวใจแบบนั้นไปทำไม?” เซียวสิงจือถาม
กู้อวี้ปรายตามองเขา “เจ้าผิดแล้ว ข้าก็เป็นคนเลือดเย็นนั่นแหละ”
เซียวสิงจือที่ตามมายักไหล่อย่างไม่เห็นด้วย เขาเห็นกับตาตนเองว่าตอนที่ต่งฉางเม่าใกล้จะถูกซงหยางจวิ้นจู่หวดตายคามือ กู้ซื่อจื่อยังทำท่าเหมือนจะออกไปห้ามทัพอยู่เลย
เมื่อลงมาจากเรือ กู้อวี้ก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้า ใช้มือข้างหนึ่งดันศีรษะที่กำลังจะมุดตามเข้ามาของเซียวสิงจือ พลางถามว่า “ทำอะไร?”
เซียวซื่อจื่อเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “อะไรกัน กู้อวี้ ข้าอัดต่งฉางเม่าจนบิดามารดาแทบจะจำสารรูปไม่ได้แทนเจ้า ใช้ข้าเสร็จก็คิดจะโยนทิ้งอย่างนั้นรึ”
กู้อวี้ยิ้มบาง พลางออกแรงผลักเขาออกไป “ข้าก็บอกไปแล้วอย่างไรว่าข้าเป็นคนเลือดเย็นไร้น้ำใจคนหนึ่ง”
พูดจบ นางก็สั่งให้ผิงซาเร่งม้าจากไป
เซียวสิงจือยืนเท้าสะเอวอยู่ท่ามกลางฝุ่นควันจากรถม้าเพียงคนเดียว รู้สึกเหมือนเป็นสตรีน่าสงสารที่เสียใจเสียกายให้เขาแล้วยังต้องถูกทอดทิ้งให้ชีช้ำ ส่วนกู้อวี้เป็นชายโฉดที่สวมกางเกงเสร็จก็สะบัดหน้าหนี
กู้อวี้เดินขึ้นไปบนร้านสุรา เสียงหัวเราะคิกคักของคนสองคนดังมาจากเบื้องหลังบานประตูที่ปิดอยู่ นางผลักประตูเข้าไป บ่าวรับใช้คนหนึ่งกำลังบอกเล่าเหตุการณ์บนเรือเมื่อครู่โดยแสดงท่าทางเลียนแบบประกอบ
คนผู้นี้คล่องแคล่วทีเดียว บัดเดี๋ยวเลียนแบบท่าทางเซียวสิงจืออัดต่งฉางเม่า บัดเดี๋ยวเลียนแบบท่าทางหวดแส้อย่างเกรี้ยวกราดของซงหยาง ทั้งยังเลียนแบบท่าทางถูกตีจนเกลือกกลิ้งเรียกหามารดาของต่งฉางเม่า
น้องสาวกับลั่วเยี่ยนหัวเราะชอบใจการแสดงของเขา
“เล่าได้ดี ตกรางวัล” กู้อวี้โยนก้อนเงินให้เขา
คนผู้นั้นยิ้มอย่างยินดีปรีดา ปากพูดถ้อยคำน่าฟังไม่หยุด ก่อนกู้ซื่อจื่อจะโบกมือบอกให้เขาออกไป
คนผู้นั้นกับลั่วเยี่ยนล่าถอยออกไปพร้อมกันและปิดประตูตามหลัง
ดวงตาทั้งสองของกู้ฉยงเป็นประกาย พูดกับกู้อวี้ว่า “คนผู้นั้นก็เป็นคนที่พี่ชายส่งไปหรือ?”
กู้อวี้เห็นน้องสาวน่ารักปานนี้ก็ใช้นิ้วกวาดผ่านจมูกนางอย่างอดใจไม่ไหว “ใช่น่ะสิ ได้ระบายโทสะแล้ว รู้สึกดีขึ้นไหม?”
กู้ฉยงพยักหน้าแรง ๆ ใบหน้างามล้ำแย้มยิ้มสดใส “ขอบคุณพี่ชายเจ้าค่ะ”
กู้ซื่อจื่อลูบศีรษะนาง นี่คือช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกันซึ่งหาได้ยากนักระหว่างพวกนางพี่น้อง
นางถูกอุ้มไปเลี้ยงดูอยู่ข้างกายฮูหยินใหญ่ตั้งแต่ยังเล็ก คงเพราะกลัวว่าในคราวที่นางกับน้องสาวยังเล็ก ผู้คนอาจสังเกตพบว่าสรีระของทั้งสองเหมือนกัน ยามปกติจึงไม่อนุญาตให้นางได้ใกล้ชิดกับน้องสาว
พอโตขึ้นจนกู้อวี้รู้ความแล้วก็ยุ่งอยู่กับการเรียนที่สำนักศึกษาหลวง กู้ฉยงถูกกักไว้ในเรือนหลัง มีโอกาสได้พบกันน้อยครั้ง
กู้ฉยงเอนพิงร่างกู้อวี้พลางกล่าวว่า “เมื่อก่อนข้าไม่ค่อยได้เจอพี่ชายและไม่รู้สึกว่าพี่ชายเคยเป็นฝาแฝดของข้า ถึงตอนนี้ข้าค่อยรู้สึกว่าสนิทสนมกับท่าน มีพี่ชายอยู่ด้วยช่างดีจริง ๆ”
ผู้ฟังยิ้มยินดี นี่อาจเป็นข้อดีของการที่ฮูหยินใหญ่เลี้ยงนางมาอย่างเด็กผู้ชายกระมัง ถ้าเป็นเช่นเดียวกับน้องสาว ถูกเลี้ยงมาจนกลายเป็นคุณหนูในห้องหอที่งดงามเปราะบางคนหนึ่ง หากต้องมาพบเรื่องทำนองเดียวกัน เกรงว่านอกจากร้องห่มร้องไห้แล้วก็คงทำได้เพียงอดทนจำยอม
กู้อวี้กล่าว “อีกหน่อยข้าจะจัดขบวนไปถอนหมั้นที่จวนตระกูลต่งอย่างเอิกเกริก จะต้องทำให้ชื่อเสียของเขาดังกระฉ่อนไปทั่วแน่นอน”
กู้ฉยงพยักหน้า ทว่ารอยยิ้มกลับค่อย ๆ สลายไป นางคิดถึงว่าเรื่องมงคลของนางขลุกขลักเช่นนี้ สหายวัยเดียวกันล้วนออกเรือนไปจนหมด กระทั่งลูกน้อยก็ยังมีแล้ว
มีเพียงตนเองที่ล่าช้ามาหลายปี ล่วงเลยมาจนอายุเท่านี้ งานมงคลกลับมีปัญหาขึ้นเสียได้ ในใจรู้สึกกังวล ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
คงเป็นเพราะจิตใจเชื่อมโยงถึงกัน กู้อวี้ล่วงรู้ความกังวลในใจกู้ฉยง นางทัดผมไว้หลังหูให้น้องสาวพลางกล่าวว่า
“ฉยงเอ๋อร์ ความจริงการแต่งงานหาได้สำคัญถึงเพียงนั้น พี่ชายอยากให้เจ้ารู้เอาไว้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญกว่าการคลอดลูกชายอบรมลูกสาวและช่วยเหลือเกื้อกูลสามีอีกมากมายนัก”
กู้ฉยงรู้สึกสับสน “สิ่งที่พี่ชายพูดมาไม่เหมือนกับสิ่งที่แม่เล็กสอน”
อี๋เหนียงสั่งสอนนางไว้ว่า ครึ่งแรกของชีวิตสตรีอยู่ในมือของบิดาและพี่ชายน้องชาย ส่วนครึ่งหลังของชีวิตอยู่ในมือของสามีและบุตรชาย บิดาและพี่ชายน้องชายไม่สามารถเลือกได้ ดังนั้นเวลาเลือกสามีจะต้องตั้งใจเลือกให้ดี
น่าเสียดายที่อี๋เหนียงเลือกไปเลือกมา สุดท้ายกลับเลือกคนตระบัดสัตย์ให้นาง
กู้อวี้มีปณิธานของตนเอง นางอยากบอกน้องสาวว่าสตรีเราก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ไม่ควรถูกกฎคร่ำครึอย่างคำสอนหญิงผูกมัดเอาไว้ ชั่วชีวิตเพียงก้าวออกมาจากเรือนหลังของบ้านหนึ่งเข้าไปอยู่ในเรือนหลังของอีกบ้าน ใช้ชีวิตอยู่ในกำแพงสี่ด้าน แต่เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปากกลับไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดจากตรงไหน
ครุ่นคิดอยู่หลายอึดใจ นางค่อยพูดว่า “พี่ชายจะพาเจ้าไปสถานที่แห่งหนึ่ง”
ว่าแล้วก็พาน้องสาวลงจากเหลาสุรา
กู้อวี้มีเรื่องในใจจึงไม่ทันสังเกตเห็นเซียวสิงจือที่หลบอยู่มุมหนึ่ง
หลังจากเซียวสิงจือเห็นพวกนางจากไปแล้วก็ออกแรงขยี้ตา พึมพำว่า “สวรรค์ มิน่าล่ะกู้อวี้ถึงเก็บซ่อนน้องสาวเอาไว้ดีนัก หน้าตาเหมือนกันไม่มีผิด”
สุดท้ายยังหน้าแดงเรื่อ “น้องสาวกู้ช่างงดงามเกินไปแล้ว”