“เหตุใดท่านจึงไม่สนุกกับงานเลี้ยงแล้ว” เอ่ยถามขณะเดินลัดเลาะไปทางสุมทุมพุ่มไม้ หลบเร้นจากสายตาของผู้คน
“เพราะมันมากเกินไปแล้วกระมัง ทุกครั้งที่มีการเลี้ยงสังสรรค์ เท่ากับเราได้ฆ่าคนสำเร็จ ฆ่าเป็ผักปลา และเท่ากับเรารอดจากความตายมาได้อีกครั้ง แต่ข้าก็สงสัยว่าเราจะรอดได้อีกกี่ครั้งกัน”
“เฉิงอี้ ท่านไม่เคยคิดอะไรเช่นนี้มิใช่หรือ เกิดอะไรขึ้น ข้าว่าท่านคงเครียดมากไป ถ้าเช่นนั้นเราออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกกันดีกว่า”
“ข้านึกว่าเ้าบอกว่าจะพักผ่อน”
“นั่นมันก็แค่ข้ออ้าง” ตอบอย่างไม่ยี่หระ ทำท่าคิดอยู่นิดหนึ่งก่อนจะดีดนิ้วเสียงดัง “รู้แล้ว เวลาแบบนี้ก็ต้องไปเดินตลาด นั่งโรงเตี๊ยม แข่งเดินหมาก หาอะไรกินให้อิ่มท้อง ตกค่ำก็รอชมจันทร์บนสะพาน ท่านว่าดีไหม”
“วางแผนเองเสร็จสรรพแล้วมาถามข้า หากข้าตอบว่าไม่เห็นด้วยแล้วเ้าจะเชื่อฟังรึ”
“ไม่ฟังอยู่แล้ว” เซียวซีตอบหน้าระรื่น พาเขาใช้เส้นทางหนีออกจากวังเส้นทางเดิมที่ใช้มานานนับสิบปี เดินตัดผ่านสวนรกร้าง ตำหนักเก่าและบ่อน้ำที่เล่าลือกันว่ามีผีนางในะโลงไปตาย จากนั้นก็ลอดผ่านประตูคนงานเก่าคร่ำคร่าออกมาสู่ถนนเส้นเล็ก ๆ ต้องเดินต่อไปอีกเล็กน้อยถึงจะพ้นรั้วของพระราชวัง
ภายนอกยังคงครึกครื้นจากบรรยากาศแห่งชัยชนะ เซียวซีพาเขาไปซื้อเสื้อผ้าที่ดูธรรมดาในร้านรวงริมทาง แต่แม้จะแต่งตัวธรรมดาเพียงใด ผิวพรรณและท่าทางการเคลื่อนไหวก็มองออกว่าเป็ชนชั้นสูงผู้เติบโตมาโดยผ่านการฝึกอย่างเข้มงวดอยู่ดี
“ถ้าเราต่างเรียกกันว่าคุณชาย คนก็เลิกสงสัยไปเองนั่นล่ะ”
“คุณชายเหตุใดจึงไม่มีผู้ติดตาม แบบนี้เหมือนพวกปลอมตัวสืบราชการลับแต่ทำได้ไม่แเีเสียมากกว่า” เฉิงอี้ก้มสำรวจชุดสีฟ้าอ่อนของตัวเองอีกรอบด้วยความขัดใจ
“เอาเถอะ นั่นก็ดีกว่าดูเหมือนท่านอ๋องกับองค์ชายก็แล้วกัน”
เซียวซีลากเขาออกจากร้าน พาเดินไปตามถนนที่มีชาวบ้านล้านตลาดพากันหอบของมาขาย ไม่ว่าจะเป็ของกิน ของเล่นล่อตาล่อใจเด็ก ๆ ที่ะโโลดเต้นมากับบิดามารดา ตำรา ยาสมุนไพรสรรพคุณร้อยแปด รวมถึงเครื่องประดับ ของสวยงามวางเรียงเป็ระเบียบ เขาไม่ได้ออกมาเดินเที่ยวเล่นข้างนอกนานจนลืมไปแล้วว่าโลกที่อยู่นอกรั้วสูงตระหง่านนั้นมีชีวิตชีวาเพียงใด
ในวังหลวงสุขสบายก็จริง แต่เป็เพียงความสบายกายเท่านั้น ข้างนอกนี้แม้จะไม่มีคนคอยรับใช้ หากแต่ก็มีความเรียบง่ายของชีวิตรอให้ค้นหาอยู่
“เ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าวันหนึ่งจะออกมาใช้ชีวิตข้างนอก” เขาเอ่ยถามคนข้างกายที่มัวแต่มองของกินตาเป็มัน
“คิดสิ ข้าไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับการเป็องค์ชายมากนักหรอก หมายถึง…ข้ารักเสด็จพ่อและยินดีกับอภิสิทธิ์มากมายจากการเป็ที่รักของพระองค์ แต่ข้ามีความรู้สึกว่าลึก ๆ แล้ว ท่านแม่ไม่โปรดชีวิตแบบนั้น ข้าเองก็เช่นกัน ข้าอยากมีอิสรเสรีที่จะได้ทำตามใจตนเอง การเป็องค์ชายให้ชีวิตเช่นนั้นแก่ข้าไม่ได้”
“หากออกมาใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน เ้าจะทำการทำงานอันใด”
“เอ ก็คงจะเป็อาจารย์สอนเด็ก ๆ กระมัง สอนวิชาการต่อสู้ให้กับลูกขุนนาง หรือจะเป็กวี นักเขียนก็ไม่เลว”
เซียวซีตอบแบบนึกสนุก ข้อดีของเขาคือการแยกแยะแต่ละส่วนในชีวิตออกจากกันได้ เมื่อต้องเป็แม่ทัพ เขาก็ทำหน้าที่อย่างขึงขัง เมื่อต้องเป็โอรสของพระสนม เขาก็แสนอ่อนโยนและกตัญญูต่อมารดา เมื่อต้องเป็เพียงเซียวซีธรรมดา เขาก็หาความสนุกสนานรื่นเริงเฉกเช่นคนหนุ่มทั่วไปอย่างไม่มีที่ติ
“ท่านคิดว่าหลังพิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทเสร็จ เสด็จพ่อจะยอมผ่อนปรนกับข้าลงบ้างหรือไม่”
“หากหมายถึงเลิกส่งคนมาคอยตามประกบดูแลความปลอดภัยเ้าตลอดทั้งวันทั้งคืน ก็คงจะมีทางเป็ไปได้ แต่หากหมายถึงเ้าได้ออกมาใช้ชีวิตเที่ยวเตร่เสเพลข้างนอก ข้าเห็นจะต้องทำลายความฝันของเ้าเสียั้แ่ตอนนี้ เพราะฮ่องเต้ไม่ทรงยอมแน่”
เซียวซีพ่นลมหายใจพรืดใหญ่ ดวงหน้าหม่นหมองลงถนัดตา “ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ข้าอยากที่จะได้มีอิสระสักครั้งเหลือเกิน”
“ข้าก็เช่นกัน”
“เ้าน่ะรึ” ย้อนถามด้วยความแปลกใจ เดิมทีเฉิงอี้เป็คนเคร่งครัดระเบียบวินัยมากและดูจะชื่นชอบอำนาจที่มาพร้อมตำแหน่งชินอ๋องของตัวเองเสียยิ่งกว่าอะไร เซียวซีไม่เคยคิดมาก่อนว่าสหายของเขาจะมีความคิดฝันแปลกแหวกแนวเหมือนคนอื่นเขาด้วย