หลังจากจูเยว่เห็นท่าทีเช่นนั้นก็รู้สึกขบขันอยู่ภายใน แต่ตัวเขาก็หาได้้าสิ่งใดจากนางแต่แรกจึงได้กล่าวออกไป
“ช่างเถอะเ้าไม่ต้องตอบแทนอะไรข้าทั้งนั้น” พร้อมส่ายศีรษะไปมา คล้ายเื่ดังกล่าวไม่มีค่าให้ต้องใส่ใจ
นั่นเพราะจูเยว่คิดว่าต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมาคือจิติญญาของตนในอดีตเป็ผู้ก่อ ตัวเขาที่ยื่นมือช่วยเหลือนางเพียง้าชดเชยในสิ่งที่ตนกระทำไว้ในอดีตเท่านั้นจึงหาได้คิดว่าเป็บุญคุณช่วยชีวิตแต่อย่างใด
หลี่ฟางซิ่นที่ได้ยินในสิ่งที่นายน้อยจูเยว่กล่าวถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ เพราะนางไม่คาดว่าประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่จะออกจากบุรุษที่เลวทรามต่ำช้าเช่นเขา
เพราะหลี่ฟางซิ่นได้คาดเดาเอาไว้เมื่อได้กล่าว ว่าจะตอบแทนหนี้บุญคุณชีวิตออกไป ต้องถูกบุรุษผู้นี้เอาเปรียบอย่างแน่นอนหากเป็เช่นนั้น นางจะเร่งกล่าวปฏิเสธออกไปทันที!
ไม่กี่อึดใจต่อมาหลี่ฟางซิ่นจึงได้ฟื้นคืนสติพร้อมบังเกิดความรู้สึกไม่พอใจอยู่ภายในนั่นเป็เพราะท่าทีที่นายน้อยผู้นี้แสดงออก เสมือนหนี้บุญคุณชีวิตของนางมิมีค่าอันใดให้ต้องกล่าวถึง! หลี่ฟางซิ่นจึงกัดริมฝีปากอันเรียวบางที่แลดูน่าทะนุถนอม พร้อมกับกล่าวออกไป
“ถึงตอนนี้ข้าจะไม่ทราบว่าจะตอบแทนเ้าเช่นไร...แต่ข้าต้องตอบแทนเ้าในอนาคตอย่างแน่นอน!”ความรู้สึกโกรธเคืองเจือปนอยู่ในน้ำเสียงของนางไม่น้อย
ซึ่งจูเยว่พอที่จะเข้าใจความรู้สึกของนางอยู่บ้างจึงได้กล่าวตอบรับออกไป
“เอาเถอะ…ตามใจเ้าแล้วกัน แต่ตอนนี้..พวกเราต้องออกเดินทางกันแล้ว”เพราะเขาได้เสียเวลาไปพอสมควร จึง้าเร่งออกเดินทาง
“เดินทาง? เดินทางไปที่ใดกัน?”
“ข้ามีธุระภายในป่าลมหวนข้างหน้าเ้า้าที่จะไปกับข้า หรือว่า... ้ากลับไปยังตระกูลของเ้าด้วยตนเอง”จูเยว่กล่าวถามออกไปเพื่อให้นางตัดสินใจ
เมื่อได้ยินคำถามดังกล่าวหลี่ฟางซิ่นได้ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวตอบกลับไป
“ข้าจะไปกับเ้า!หากเกิดอันตรายอันใดขึ้นมา ข้าจะได้ตอบแทนหนี้ชีวิตของเ้า ให้จบสิ้น!”หลี่ฟางซิ่นรู้สึกว่าหากจากไปเช่นนี้ มันทำให้ภายในจิตใจของนางไม่สงบและยังรู้สึกสงสัยด้วยว่า นายน้อยตระกูลเฟย้าไปทำสิ่งใดภายในสถานที่ที่อันตรายแห่งนั้น
ในระหว่างที่จูเยว่และหลี่ฟางซิ่นกำลังกล่าวสนทนาเฟยซิ่วที่อยู่ไม่ห่างออกไปมากนัก ทำให้ได้ยินบทสนทนาดังกล่าวด้วยเช่นกันตัวมันได้แต่คิดกับตนเองอยู่ภายใน
นายน้อยท่านเอาเปรียบนางทั้งค่ำคืนแล้วยังสามารถทำให้นาง รู้สึกเป็หนี้บุญคุณชีวิตได้อีก! เสมือนท่านย่ำยีผู้อื่นแล้วผู้อื่นยังต้องตอบแทนท่าน! ฟังดูช่างเหลือเชื่อนัก!!” ตัวมันรู้สึกได้ว่าความเลวทรามของนายน้อยได้พัฒนาเข้าสู่ขีดขั้นใหม่ ถึงกับทำให้มันรู้สึกยำเกรง
ตอนนี้บริเวณที่จูเยว่พักอยู่เป็ที่รกร้างว่างเปล่าไร้ผู้คน เมื่อมองไกลออกไปยังเบื้องหน้าสุดสายตามองเห็นแนวป่าอันกว้างใหญ่กินบริเวณนับหลายพันลี้ ซึ่งที่แห่งนั้นก็คือป่าลมหวนเป้าหมายที่จูเยว่้าจะไป
...เมื่อเวลาล่วงเลยไป 4 ชั่วยาม
ฮี่! ฮี่!!....
เสียงร้องของม้าทั้งสองตัวได้ดังขึ้นมาเนื่องจากสายบังเหียนที่ถูกดึงรั้งอย่างกะทันหัน
จูเยว่ค่อยๆก้าวเดินลงจากรถม้าเมื่อมองไปด้านหน้าได้เห็นแนวป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่นอยู่ภายในซึ่งแตกต่างจากที่รกร้างก่อนหน้าในระยะ 1000 ลี้ที่ผ่านมา
หลี่ฟางซิ่นได้ออกจากภายในรถม้าแล้วเช่นกันนางได้เดินมาหยุดบริเวณที่นายน้อยจูเยว่ยืนอยู่ แล้วกล่าวถามในสิ่งที่นางสงสัย
“เ้าจะเข้าไปทำสิ่งใดภายในป่าลมหวนแห่งนี้กันแน่?”
จูเยว่หันไปยังหลี่ฟางซิ่นพร้อมยกมุมปากยิ้มให้แก่นาง แล้วกล่าวตอบ
“ข้า้าค้นหาบางสิ่งในสถานที่แห่งนี้แต่ตัวข้าก็ยังไม่ทราบเช่นกัน ว่าเป็สิ่งใด”
หลังจากหลี่ฟางซิ่นได้ฟังในสิ่งที่นายน้อยจูเยว่กล่าวก็กรอกตาขึ้นมองบนทันที คล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่นายน้อยผู้นี้เอ่ยออกมา
"ถ้าไม่้าที่จะบอกแก่ข้าเ้าก็เพียงแค่กล่าวออกมา แต่นี่! เ้ากลับกล่าวสิ่งใดออกมากัน! ้ามาหาบางสิ่งแต่ไม่ทราบว่าเป็สิ่งใด? มันคืออันใดของเ้า?!"ในเมื่อบุรุษผู้นี้ไม่้าบอกให้นางทราบ หลี่ฟางซิ่นจึงไม่คิดกล่าวถามออกไปเพื่อให้ตัวนางรู้สึกเสียหน้าไปยิ่งกว่านี้
จูเยว่ที่เห็นถึงอารมณ์ของแม่นางตระกูลหลี่ที่ดูเหมือนไม่พอใจ ทำให้พอคาดเดาได้ว่านางนั้นคิดสิ่งใด แต่เขาทำเพียงส่ายศีรษะพร้อมยิ้มน้อยๆขึ้นมาเท่านั้น หาได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติมออกไป
ตอนนี้จูเยว่เริ่มดึงความสนใจของตนกลับมายังผืนป่าที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งเมื่อมองเข้าไปภายในป่าลมหวนมันไร้ซึ่งถนนหนทาง จึงไม่สามารถเดินทางด้วยรถม้าต่อไปได้ เขาจึงได้กล่าวออกมา
“ตอนนี้ก็เกือบค่ำแล้ว…พวกเราจะพักกันที่นี่กันก่อน รุ่งเช้าค่อยออกเดินทาง เข้าไปภายในป่าลมหวน”
เมื่อตัดสินใจได้ ทั้งสามจึงเริ่มพักผ่อนอยู่ภายในที่ของตนโดยเฟยซิ่วเฝ้าเวรยามอยู่ภายนอก เพราะด้วยระดับพลังลมปราณของมัน เพียงพักผ่อน 1 ชั่วยามก็เพียงพอที่จะกระทำในสิ่งต่างๆได้ตลอดทั้งวัน
่เวลากลางคืนผ่านพ้นไปดวงตะวันเริ่มสาดแสงในยามเช้า จูเยว่ได้สั่งการเฟยซิ่วออกไป
“เฟยซิ่วเ้าจงนำรถม้าไปซ่อนไว้ที่แนวชายป่า แล้วนำผงขับไล่อสูรโปรยไว้ในที่ที่ผูกรถม้าด้วย”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่นายน้อยของตนสั่งจึงรีบเร่งไปทำตามทันที
โดยผงขับไล่อสูรนั้นเป็ผงที่ส่งกลิ่นที่สัตว์อสูรรังเกียจออกมา เพื่อป้องกันอันตรายในยามค่ำคืน รวมทั้งป้องกันพาหนะที่จอดทิ้งไว้เพื่อไม่ให้ตกเป็เป้าโจมตี หากสัตว์อสูรไม่เข้ามาพบเจอในระยะสายตาพวกมันก็จะเดินหนีกลิ่นดังกล่าวออกไป
หลังจากเฟยซิ่วจัดการตามคำสั่งเสร็จเรียบร้อยตอนนี้ทั้งสามได้เตรียมพร้อมทุกอย่างเสร็จสิ้นจูเยว่จึงได้เริ่มนำทางเข้าไปภายในป่าลมหวนทันที
ซึ่งภายในป่าลมหวนนั้นทิวทัศน์เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ สูงขึ้นไปประมาณ 3-5 จั้ง บนต้นไม้สูงมีกิ่งไม้จำนวนมากแผ่กิ่งก้านสาขาไปไกลจากลำต้น และมีใบปกคลุมอย่างหนาแน่นจนยากที่แสงแดดจะลอดผ่านลงมา มันได้ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณผืนป่ารอบนอกทำให้บรรยากาศในที่แห่งนี้ ดูมืดครึ้มเป็อย่างมาก แม้จะเป็ในเวลากลางวันก็ตาม
หลังจากได้ก้าวเท้าเข้ามาภายในป่าลมหวนเพียงชั่วครู่จูเยว่สามารถััได้ถึงความผิดปรกติบางอย่าง
“กลิ่นอายพลังที่เข้มข้นภายในป่าแห่งนี้หรือว่ามันคือสาเหตุที่ทำให้สัตว์อสูรเกิดการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาระดับขึ้นจากในอดีต...” จูเยว่นึกกับตนเองขึ้นมาเมื่อนึกคำสนทนาของผู้ที่ตนได้พบเจอ ที่โรงเตี๊ยมก่อนหน้า