เขาเอื้อมมือออกไปเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอยู่ให้กับเธอ...เธอจ้อง! เขาจ้องตอบ ก่อนมือคู่แกร่งของพันเจียจะประคองไหล่ทั้งสองข้างของเธอ โดยใช้แขนข้างหนึ่งเชยคางของเธอขึ้นพร้อมกับใบหน้าลงเล็กน้อย ไวโอลินหลับตาพริ้มลง ปล่อยให้เขาได้ััริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะเคลื่อนมาที่เปลือกตาที่ยังคงเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำตา และค่อย ๆ ประทับริมฝีปากของเขาลงบนเรียวปากอันบอบบางชมพูระเรื่อของเธออย่างแ่เบา...
ไวโอลินรู้สึกร้อนผ่าวใจเต้นแรงผิดปกติ เธอยืนนิ่งไปชั่วขณะ ปล่อยให้เขาจุมพิตอย่างดูดดื่ม
เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากเขาที่ส่งผ่านมาทางรอยจูบ ลงบนริมฝีปากของเธอในห้วงเวลานี้ ขณะที่พันเจียเองก็ััถึง ความอบอุ่นบางอย่างจากเธอ เช่นกัน
พันเจียค่อย ๆ ถอนจูบออกจากเธอ แล้วยืนนิ่งมองดูเธอ ค่อยลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ทั้งคู่ประสานแววตาสื่อถึงกัน โดยมีความรู้สึกบางอย่างแฝงอยู่ ที่คนทั้งคู่ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร แต่แท้จริงแล้ว เขาทั้งสองคน กำลังตกอยู่ในห้วงของความรัก ที่ค่อย ๆ ถูกก่อตัวขึ้นมาอย่างช้า ๆ ในขณะที่ทั้งเธอและเขาเองนั้น ยังไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว
ไวโอลินเงยหน้าขึ้น ปาดน้ำตาทั้งสองข้าง แล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย พลางพูดออกมาว่า
"ขอโทษนะ ที่ฉันทำตัวอ่อนแอให้เห็นต่อหน้า ไม่สมกับเป็ผู้หญิงของนายเลย" ไวโอลินตัดพ้อ
"ถ้างั้นเธอ ก็ทำตัวให้เข้มแข็ง เหมาะที่เป็ผู้หญิงของฉันสิ" พันเจียบอกกับเธอ แต่ไวโอลินกลับนิ่งเงียบพันเจีย ยืนกอดอก แล้วถามออกไปว่า
"ทำไม หรือว่าเธอ ทำไม่ได้" ไวโอลินเงยหน้าขึ้น กัดกัดริมฝีปากล่างเล็กน้อย ก่อนตอบ
"ฉะ...ฉัน ฉัน" เธออ้ำอึ้งไปสักพัก ก่อนจะกลั้นใจตอบออกมา" มันไม่ได้ง่ายนักหรอกนะ!" เธอก้มหน้า
"มันไม่ง่าย เป็เพราะเธอไม่ได้ทำมันน่ะสิ ใช่มะ" พันเจียย้อนถาม หญิงสาวเงยหน้าขึ้น แผดเสียงใส่หน้าเขา
"ไม่จริง!" เธออธิบายความรู้สึก ของตัวเองออกไป
"ฉันพยายามแล้ว แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะลืมหรือตัดใจไปจากคนที่เรารัก มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ ฉันทำไม่ได้!!!"
"เธอนี่มันไม่เอาไหน แถมยังอ่อนแอกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีกนะ" พันเจียกล่าวเสียงหยัน ๆ
"ใช่สิ เพราะว่านายไม่ได้เป็คนถูกทิ้งเหมือนกับฉัน นายไม่เคยถูกทิ้งเหมือนอย่างฉัน นายถึงไม่ได้รู้สึกอะไรเลย!" ไวโอลินพูดพลางกำมือแน่น เก็บอาการ ฝืนไม่ให้น้ำตาไหลรินออกมาอีก พันเจียส่ายหน้า แล้วย้อนถามกลับไป
"ว่าไงนะ เมื่อกี้เธอพูดว่าฉัน ไม่เคยถูกทิ้งงั้นเหรอ"
"หรือว่านายเคย รู้สึกยังไงบ้างล่ะ เ็ปบ้างหรือเปล่า นายร้องไห้ฟูมฟายบ้างไหม ส่วนฉัน...มันทรมานเจียนแทบจะขาดใจเลยล่ะ" ไวโอลินเสียงสั่นเครือไม่พูดต่อ เพราะรู้ดีว่าเขา ไม่มีทางที่จะเข้าใจความรู้สึกลึก ๆ ของเธอได้เลย ทั้งคู่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำต่างคนต่างไม่มองหน้ากัน จนเวลาล่วงเลยผ่านไป
ต่อมา พันเจียขับรถพาไวโอลินมาที่สนามแข่งขัน สตีฟเวย์ของสตีฟ ขณะที่นั่งรถมานั้น พันเจียมีท่าทางที่ดูบึ้งตึง ส่วนไวโอลินเองก็นั่งนิ่ง ไม่พูดไม่จากับเขา ทำให้พันเจียแสดงพฤติกรรมเ็า กับเธอขึ้นมาอีกครั้ง
พันเจียจอดรถ แล้วเดินเข้าไปในอาคารที่พัก ภายในสนามโดยมี ฟาน ไฮน์ และสตีฟมารออยู่ก่อนแล้ว
ไวโอลินที่ลงมาพร้อมกับเขา เดินตามไล่หลังชายหนุ่มเข้าไป ทั้งสามหนุ่ม ฟาน ไฮน์ และสตีฟ กำลังนั่งสุมหัวคุยเื่ทั่วไปอยู่ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด พันเจียเดินเข้ามา และไวโอลิน ที่พึ่งเดินตามมาถึง
"ฟาน...แกพายัยนี่ ขับรถกลับไปส่งบ้านให้ที" พันเจียพูดพร้อมกับโยนกุญแจรถให้ มือแกร่งของฟานอ้ารับมาอย่างง่ายดายพลางขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
"อ้าวเฮ้ย! นายสองคนก็เพิ่งจะมาด้วยกันไม่ใช่หรือไง" ฟานถามงง ๆ ไฮน์หันจ้องหน้าฟานแล้วว่า "ไอ้งั่งเอ๊ย! บอกให้ไปส่งคือไปส่งสิวะ ถามอะไรเยอะแยะ"
พันเจียเดินผลักประตูเข้าไปในห้อง สต๊าฟ แล้วปิดประตูดังปัง! ทุกคนสะดุ้งใ หันไปมอง
"ฟิวส์ขาดมาแหง ๆ" สตีฟพูด ก่อนที่ทุกคนจะหันไปหา ไวโอลินที่น่าจะรู้ดีที่สุด
แต่เมื่อหนุ่ม ๆ หันไปมองก็ต้องตาค้าง เมื่อสังเกตเห็นไวโอลินที่ดูเปลี่ยนไปจากเดิม ในลุคที่พวกเขาไม่เคยเห็นกันก่อน ไม่ต่างจากพันเจีย
"สะ...สวยชะมัด!!!" ไฮน์เอ่ยออกมาเบา ๆ ขณะที่สตีฟเอง ก็นั่งมองตาไม่กะพริบ ฟานที่ดึงสติตัวเองกลับมาได้ก่อนคนอื่นเห็นแบบนั้นก็กระแอมใส่แล้วบอกว่า
"ไวโอลิน นี่เธอไปทำอะไรมาเนี่ย" ฟานเอ่ยถาม เมื่อเห็นทรงผมที่เปลี่ยนไปของเธอ
ไวโอลินไม่ตอบจะเดินตามพันเจียเข้าไปด้านใน แต่กลับถูกสตีฟขวางทางไว้
"เดินเข้ามาไม่พูดไม่จากับใคร โยนกุญแจรถคันโปรด ให้คนอื่นขับ แถมยังปิดประตูเสียงดังใส่ ฉันว่าวันนี้เธอ กลับไปก่อนจะดีกว่านะ" สตีฟบอกออกมา ด้วยสีหน้าที่ดุกังวลเล็กน้อย หลังจากเห็น และััถึงปฏิกิริยาบางอย่าง ที่ผิดไปจากเดิมของพันเจียขึ้นมาได้ ซึ่งฟานเองก็รู้สึกเช่นกัน
"เออจริงด้วย ฉันว่าเธอกลับไปก่อนดีกว่า" ฟานพยักหน้าบอกกับเธอ แล้วเดินนำออกไป แต่ไวโอลินไม่ยอมกลับ เธอยืนนิ่ง ฟานหันกลับมา แล้วเดินวนกลับมาอีกครั้ง
ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!
เสียงอะไรบางอย่างกระทบกำแพงห้อง ดังมาจากด้านใน
"พวกแกได้ยินป่ะ เสียงอะไรวะ!!" ไฮน์หันไปสบตากับสตีฟ แล้วหันมาหาฟาน
"นี่เธอสองคน ทะเลาะกันมาเหรอ" ฟานถามให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาคิดอยู่นั้นไม่ผิด
"เปล่านะ ฉะ...ฉันเปล่า" เธอส่ายหัวไปมา
"ก็ถ้าไม่ได้มีเื่อะไรกัน แล้วทำไมเ้านั้นของขึ้นได้ล่ะ" สตีฟถาม ท่าทางไม่ค่อยเชื่อนัก
"หมายความว่าไง!!!" ไวโอลินเอ่ยถามกลับไปฟาน ไฮน์ และสตีฟ เหลือบสายตาไปมา จ้องมองกัน
แล้วอยู่ ๆ คำพูดที่โชยะเคยบอกกับเธอ เกี่ยวกับพันเจีย ก็โผล่แว๊บเข้ามาในหัว เธอรีบวิ่งไปที่ประตู เพราะคิดว่าเขาอาจจะทำร้ายตัวเอง เหมือนอย่างที่โชย์บอก
"อย่าเข้าไป!" ฟานร้องห้าม เพราะเขาเองก็รู้แล้วว่าด้านในนั้นเกิดอะไรขึ้น ทว่ากลับไม่ทันไวโอลินที่ไวกว่าผลักประตูเข้าไปเห็นพันเจียกำลังเตะอัดเข้าที่กำแพงอย่างรุนแรง
ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!" ไวโอลินร้องห้าม พันเจียยิ่งเตะอัดแรงขึ้น ฟานรีบเข้าไปฉุดร่างของเธอให้ออกห่างจากตัวของพันเจียที่มีอารมณ์รุนแรงอยู่ในขณะนั้น พันเจียหันกลับมามองเห็นไวโอลินพรวดพราดเข้ามาพร้อมกับฟานรวมไปถึงไฮน์และสตีฟก็จ้องมองตาเขม็ง
"ฉันบอกว่าให้แกพายัยนี่กลับไปแล้วไม่ใช่เหรอวะ ฟาน!!!" พันเจียหันมาจ้องตาหน้าคนทั้งคู่ด้วยสายตาดุดัน
"เอ่อ...คือ" ฟานอ้ำอึ้งหันหน้าหันหลังทำไรอะไรไม่ถูก ที่ปล่อยให้เธอเข้ามาเห็นอะไรแบบนี้ กลัวจะโดนเล่นงานก็ปานนั้น
"นายทำแบบนี้ทำไม" ไวโอลิน ถามเสียงแข็งพร้อมหันไป จ้องหน้าฟานสีหน้าจริงจัง เหมือนเป็คำสั่งให้เขาปล่อยมือไปจากตัวของเธอ พันเจียไม่ตอบ หันไปชกใส่กำแพงทีนึง
ปึ้ง!
"แล้วเธอมายุ่งอะไรด้วย" พูดจบ พันเจีย ก็รัวหมัดเข้าใส่กำแพงเสียงปั่ก...ไวโอลินรีบเข้าไปดึงแขนรั้งแขนของเขาไว้ แต่กลับถูกพันเจียสะบัดแขนเหวี่ยงให้ออกห่างไวโอลินถลาตัวล้มลงไปที่พื้นทันที
"โอ๊ะ!!..." ไวโอลินล้มลง หัวเข่ากระแทกพื้นท่ามกลางสายตาของไฮน์ ฟาน และสตีฟที่จ้องมองอยู่พันเจียใ จะเข้าไปพยุง... แต่จังหวะนั้นเอง ฟานที่เห็นเหตุการณ์อยู่ตลอด ปรี่เข้าไปช่วยพยุงเธอ ขึ้นมาเสียก่อน ไวโอลินเงยหน้าขึ้น มองพันเจียอย่างไม่เข้าใจพันเจียหันหน้าหนี
"ออกไปจากที่นี่เลยไป อย่ามายุ่งกับฉัน ออกไป!!!" เสียงตะคอกขึ้นเสียงใส่เธอ ไวโอลิน น้ำตาคอเบ้า ด้วยความหวาดกลัว กับปฏิกิริยาของเขา แต่เธอยังคงยืนกรานที่จะอยู่ และพูดออกไปด้วยว่า
"ถ้านายขืนทำแบบนี้ นายอาจจะาเ็ แล้วก็แข่งรถไม่ได้อีก" อยู่ ๆ ไวโอลินก็รู้สึกเป็ห่วงเขา ทั้ง ๆ ที่เขาออกจะร้ายกับเธอซะขนาดนั้น
"พาออกไป ชั้นบอกให้พายัยนี่ออกไป" พันเจีย หันกลับมาตะเบงเสียงใส่ฟาน ด้วยความโมโหสุดขีด ในขณะที่สตีฟ และไฮน์พยายามที่จะปรามให้เขาใจเย็น ๆ ลงก่อน
"ฟาน รีบพายัยนี่ออกไปก่อน เร็วเข้า!" สตีฟหันไปขยิบตา ส่งซิก เพื่อให้ฟานรีบพาไวโอลินออกไปจากห้อง ๆ นี้ ก่อนที่พันเจีย จะฟิวขาดไปมากกว่านี้
"กลับไปก่อนเถอะนะไวโอลิน เชื่อฉัน" ฟานพูด พร้อม ดันร่างของเธอออกไปจากห้อง ไวโอลิน ถูกฟานพาตัวออกไป เธอได้แต่หันกลับมามองดูพันเจีย ด้วยความเป็ห่วง
"เดี๋ยวก่อน แต่ฉันเป็ห่วงเขา" ไวโอลินบอกหลังจากที่ฟาน มาตัวเธอมาที่รถ
"ห๊ะ! ว่าไงนะ...เป็ห่วงเหรอ" ฟานรู้สึกได้ถึงความเป็ห่วงนั้น แต่เขาไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะสิ่งที่เป็ห่วงคือ อะไรทำให้พันเจียฟิวขาดได้ถึงขนาดนั้น
"เธอกลับไปก่อนเหอะ เชื่อฉันสิ" ฟานย้ำ แล้วเดินไปเปิดประตูรถ ไวโอลินมองตามแล้วถามขึ้นมาว่า
"นี่เขา เป็แบบนี้เสมอเลยเหรอ" ฟานฉุกคิดเดี๋ยวเดียวก่อนตอบ
"ไม่นะ เอ่อ! คือ...ความจริง เอ่อ คือ จริง ๆ ก็ไม่ได้เป็มาสักพักใหญ่ ๆ แล้วล่ะ" ฟานทำท่าคิด ๆ แล้วถามกลับไปด้วยความสงสัย
"เธอสองคนไปด้วยกันยังไง พันเจีย ถึงกับมาคลั่งเป็ปรอทแตกได้ ถึงขนาดนั้น"
"ฉันเปล่า ฉันไม่ได้ชวนเขาทะเลาะนะ" เธอพูด ฟานเดินวนไปวนมา ไม่ยอมขึ้นรถแล้ว พึมพำกับตัวเองว่า ปีกว่า ๆ ไม่เคยเป็มาปีกว่าแล้วด้วย
"เธอแน่ใจเหรอ" ฟานย้ำถามอีกครั้ง ด้วยความลังเลใจ
"ฉันทำ...เอ่อ ฉะ...ฉันไม่ได้ทำ...ฉันไม่แน่ใจจริง ๆ นะ" ไวโอลิน เริ่มสับสนตอบผิดตอบถูกขึ้นมาบ้างแล้ว
"ลองนึกดูดี ๆ สิ!" ฟานบอก ไวโอลิน เดินคิดวนไปวนมาอยู่หลายรอบ ผลัดกัน เดินสวนไปมา กับฟานจนเกือบจะชนกันเข้า ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมาจ้องหน้ากัน
"จริง ๆ ฉันก็แค่พูดว่า...เอ่อ คือ พูดว่า" ไวโอลินอ้ำอึ้ง
"ให้ตายเหอะ รีบบอกมาเร็ว ๆ สิ!!!" ฟานขยี้หัวตัวเองเบา ๆ ขัดใจกับท่าทีของเธอ
"ฉันพูดออกไปว่า เขาคงไม่เคยถูกทิ้ง!!" ไวโอลินบอกออกมา
"เธอว่าไงนะ!"
"ฉันบอกว่า เขาไม่เคยถูกทิ้ง!"
"ให้ตายเหอะ!!!"
"................"
"เธอพูด แบบนั้นออกไปจริง ๆ น่ะเหรอ" ฟานถามย้ำ
"โอ๊ยยย...ก็คนพูดออกไปแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ!" เธอย้อนถามฟานกลับไป