สายลมยามเช้าที่เคยพัดผ่านทุ่งหญ้าอย่างอ่อนโยน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทเหนือท้องนภาอันกว้างใหญ่ อาณาจักรซันเดย์ล่าร์ ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็อู่ข้าวอู่น้ำแห่งสายลมและเวทมนตร์อากาศที่รุ่งเรืองและเกรียงไกรที่สุดในทวีปเอนเชี่ยน กำลังเผชิญหน้ากับมหันตภัยครั้งใหญ่หลวงที่สุดในรอบพันปีนับั้แ่มีการก่อตั้งอาณาจักรขึ้นมา
ณ ใจกลางฟากฟ้าอันเป็ที่ตั้งของสิ่งมหัศจรรย์อันเป็ความภาคภูมิใจของมวลมนุษย์ นครลอยฟ้าอาเรียน่า เมืองหลวงอันแสนงดงามและวิจิตรตระการตาซึ่งตั้งอยู่บนเกาะลอยฟ้าศิลาเวทมนตร์ขนาดมหึมา บัดนี้กำลังเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรงราวกับแผ่นดินจะแยกออกจากกัน แรงสั่นะเืนั้นส่งผลให้ฐานรากคริสตัลที่คอยพยุงเกาะลอยฟ้าส่องแสงกะพริบถี่อย่างบ้าคลั่ง เสียงระฆังเทวาลัยวายุซึ่งเป็ระฆังเตือนภัยระดับชาติส่งเสียงเหง่งหง่างดังกังวานข้ามชั้นเมฆอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
"ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับสูงสุด! กองพลผู้พิทักษ์นภาทุกหน่วยเข้าประจำตำแหน่ง!" เสียงเวทมนตร์ขยายเสียงของทหารยามดังสะท้อนไปตามท้องถนนที่ทำจากหินอ่อน "ประชาชนทุกคนรีบอพยพไปยังเรือเหาะกู้ชีพและห้องหลบภัยใต้ดินเดี๋ยวนี้! นี่ไม่ใช่การซ้อม! ัระดับมหันตภัยปรากฏตัวแล้ว!!"
ท้องฟ้าสีครามสดใสที่เคยมีฝูงนกโบยบินอย่างสงบสุข บัดนี้ถูกย้อมกลายเป็สีดำมืดมิดราวกับเวลากลางคืน เมฆพายุฝนฟ้าคะนองหนาทึบหมุนวนเป็เกลียวั์ปกคลุมทั่วทั้งขอบฟ้า แส้สายฟ้าสีม่วงแผ่กระจายฟาดลงมายังยอดหอคอยสี่ทิศอย่างบ้าคลั่ง และท่ามกลางพายุหมุนอันบ้าคลั่งที่สามารถบดขยี้เรือรบเวทมนตร์ให้กลายเป็เศษเหล็กได้ในพริบตานั้น เงาร่างขนาดมหึมาดั่งูเาเลากาของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์สูงสุดกำลังกางปีกกว้างนับหลายร้อยเมตร บดบังแสงอาทิตย์จนทำให้ทั้งนครลอยฟ้าตกอยู่ใต้เงามืด
ดวงตาสีทองแดงฉานสองดวงขนาดั์ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความเกลียดชังและคลุ้มคลั่ง เกล็ดสีขาวเงินที่ควรจะทอแสงศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ตามสายเืัเทพ์ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยอักขระคำสาปสีดำสนิทเน่าเฟะที่แผ่ขยายตัวราวกับเส้นเืดำชวนขนลุก เขาข้างซ้ายอันสง่างามหักสะบั้นไปครึ่งหนึ่งเหลือเพียงรอยแผลเป็ฉีกขาด โซ่ตรวนเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ที่เคยใช้พันธนาการร่างของมันแตกหักเป็เสี่ยง ๆ ทว่ายังคงมีเศษโซ่ขนาดใหญ่ห้อยระโยงระยางและลากผ่านชั้นเมฆตามร่างกายส่งเสียงโลหะกระทบกันน่าสะพรึงกลัว
สิ่งมีชีวิตตนนั้นคือ เดลลาซัส ัเทพ์ต้องสาป สิ่งมีชีวิตในตำนานระดับโบราณกาลที่เคยได้รับการขนานนามและเทิดทูนบูชาว่าเป็มหาผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรซันเดย์ล่าร์มานานหลายศตวรรษ ทว่าบัดนี้... สหายผู้ซื่อสัตย์ในอดีตกลับกลายเป็ปีศาจร้ายที่เต็มไปด้วยความแค้น และพร้อมที่จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นให้ราบเป็หน้ากลอง
"พวกมนุษย์..." เสียงคำรามต่ำลึกทว่าทรงพลังมหาศาลดังะเืเลื่อนลั่นไปถึงชั้นบรรยากาศ แรงดันอากาศจากเสียงพูดทำเอาแก้วหูของจอมเวทฝึกหัดหลายคนถึงกับฉีกขาดจนเืไหล "ในที่สุด... พวกเ้าก็ถึงเวลาต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเ้าทำไว้กับข้า!"
ปีกมหึมาที่มีรอยแผลฉีกขาดขยับกระพือเพียงครั้งเดียวอย่างแ่เบา ทว่าผลลัพธ์ของมันกลับรุนแรงดั่งะเินิวเคลียร์ คลื่นพายุแรงดันสูงและใบมีดสุญญากาศขนาดใหญ่ั์ะเิพุ่งออกไปรอบทิศทางเป็ระยะทางหลายกิโลเมตร หอคอยลอยฟ้าสูงหลายร้อยเมตรที่ตั้งตระหง่านมานานนับศตวรรษถูกฉีกกระชากขาดสะบั้นออกจากกันราวกับเป็เพียงแผ่นกระดาษ สะพานเวทมนตร์เชื่อมต่อระหว่างเกาะลอยฟ้าพังถล่มลงสู่เบื้องล่างอย่างต่อเนื่อง ผู้คนนับหมื่นต่างพากันร้องกรีดเสียงหลง แตกตื่นวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างโกลาหลทลาย
เดลลาซัสแหงนหน้าขึ้นสู่ใจกลางพายุหมุนก่อนจะะเิเสียงคำรามยาวนาน เสียงนั้นไม่ได้มีเพียงความโกรธแค้นอันไร้ขีดจำกัด ทว่าหากตั้งใจฟัง... มันกลับแฝงไปด้วยความระทมทุกข์ ความเ็ปเจียนตาย และความเศร้าโศกจากการโดนหักหลัง
"ข้ามอบความเชื่อใจ...มอบจิติญญาและหยาดเืเพื่อปกป้องพวกเ้ามาโดยตลอด!" ัั์กระแทกเสียงลงต่ำจนเกิดคลื่นกระแทกทำลายสิ่งก่อสร้างรอบข้าง "แต่พวกเ้า...พวกเ้ากลับทรยศข้า! กักขังข้าไว้ในคุกมืดฉีกทึ้งเนื้อหนังของข้า! วันนี้ข้าจะทำให้พวกเ้าได้ลิ้มรสความทรมานที่ข้าได้รับมาตลอดหลายร้อยปี!!"
ดวงตาของัเทพ์เปลี่ยนเป็สีแดงฉานไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะใด ๆ ราวกับความแค้นที่สะสมและอัดอั้นมานานหลายศตวรรษได้ปะทุขึ้นจนถึงขีดสุดในวันนี้ และไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะสามารถหยุดยั้งความพิโรธของมันได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน... ตัดสลับมายังความสงบสุขที่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ณ เมืองลูมิเนีย เมืองการค้าที่แสนคึกคักและเต็มไปด้วยสีสัน
ภายในร้านอาหารอิตาเลียนตกแต่งสไตล์คลาสสิกที่ตั้งอยู่มุมถนน โจนาธาน เรน ชายหนุ่มผู้มีั์ตาสีนํ้าเงินเข้มคมกริบ กำลังนั่งละเลียดกินพิซซ่าชีสเห็ดทรัฟเฟิลชิ้นสุดท้ายอย่างเชื่องช้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความฟินและความสุขทางโลกอย่างเปี่ยมล้น มือซ้ายถือแก้วโค้กเย็นจัดที่มีหยาดนํ้าเกาะรอบแก้วขึ้นมาจิบตามเพื่อล้างความเลี่ยนของชีสสามเท่า
"อืม... นี่แหละคือสัจธรรมของชีวิตที่แท้จริง..." เรนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นุ่มพลางพึมพำเสียงเคลิ้ม "หลังจากที่ต้องไปเกือบตายในสนามรบมาหลายรอบ ฟัดกับทั้งอสูรโลหิต ทั้งลัทธิมืด การได้นั่งกินของอร่อย ๆ ในเมืองสงบ ๆ แบบนี้มันคือรางวัลสูงสุดของมนุษย์เงินเดือนชัด ๆ"
เอลิเด็กสาวจอมเวทผมทองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งกำลังใช้ช้อนคันเล็กตักของหวานเข้าปาก ถึงกับกลอกตาเป็เลขแปดช้า ๆ พลางถอนหายใจออกมาด้วยความระอา "คุณเรนนี่จริงๆ เลยนะคะ...วีรกรรมปราบขุนพลลัทธิมืดระดับเอเรบัสของพวกเราเพิ่งจะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ไปเมื่อสามวันก่อนแท้ ๆ แต่คุณกลับทำตัวเป็ตาแก่ี้เีที่ห่วงแต่เื่ของกินได้หน้าตาเฉยเลยนะคะ"
"ความตะกละไม่เคยทำร้ายใครนะ มีแต่ความประมาทต่างหากที่ทำร้ายเรา" เรนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะยื่นมือไปหยิบกระดาษทิชชู่นั่นเอง
ครืนนนนน—
สัญญาณเตือนภัยบางอย่างพลันดังขึ้น ทว่ามันไม่ได้มาจากภายนอกร้าน หากแต่มาจาก ผลึกสื่อสารเวทมนตร์ รูปทรงแปดเหลี่ยมสีฟ้าครามที่ห้อยอยู่ตรงสายรัดเอวของเอลิ ผลึกก้อนนั้นพลันส่องแสงสีแดงกะพริบรัวถี่พร้อมกับส่งคลื่นความร้อนออกมาจนเด็กสาวสะดุ้งโหยง
เอลิชะงักไปทันที ใบหน้าที่เคยร่าเริงแปรเปลี่ยนเป็ความตึงเครียด เพราะเธอรู้ดีว่าสัญญาณรหัสสีแดงนี้จะถูกเปิดใช้งานเฉพาะในกรณีเกิดภัยพิบัติระดับทำลายล้างชาติพันธุ์หรือเื่คอขาดบาดตายภายในครอบครัวเท่านั้น เด็กสาวรีบเอื้อมมือไปกดเปิดใช้งานระบบรับสายทันทีโดยไม่รีรอ
วิ้ง—
แสงเวทมนตร์พุ่งหมุนวนกลางอากาศก่อนจะฉายภาพโฮโลแกรมสามมิติสีฟ้าสว่างขึ้นตรงหน้าคนทั้งสอง ภาพที่ปรากฏคือร่างของหญิงสาวสวยสะพระพรั่งผู้มีเส้นผมสีเงินยาวสลวยเป็ประกายเงางาม ใบหน้าสวยคมดุจเทพธิดาทว่าเต็มไปด้วยความเข้มงวดเด็ดขาด เธออยู่ในชุดเกราะเหล็กกล้าเวทมนตร์สีเงินครามเต็มยศของตำแหน่งแม่ทัพหน้า ทว่าบัดนี้ชุดเกราะตัวนั้นกลับมีรอยไหม้เกรียมและคราบเืเปรอะเปื้อนไปทั่ว เธอคือ เอลน่า มีร่า พี่สาวแท้ ๆ ของเอลิ และเป็ถึงผู้บัญชาการสูงสุดของกองพลผู้พิทักษ์นภาแห่งอาณาจักรซันเดย์ล่าร์
"เอลิ! ได้ยินพี่ไหมเอลิ!" น้ำเสียงของเอลน่าที่ส่งผ่านระบบสื่อสารดูรีบร้อน สั่นเครือ และเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกผิดปกติวิสัยของแม่ทัพผู้เยือกเย็น
"พี่คะ เกิดอะไรขึ้น!? ทำไมสภาพพี่ถึง..." เอลิเบิกตากว้างด้วยความใเมื่อเห็นาแบนใบหน้าของพี่สาว
เื้ัภาพโฮโลแกรมที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงนั้น เต็มไปด้วยเสียงะเิกัมปนาท ดับะโร้องด้วยความทรมาน และเสียงกรีดร้องลากยาวของสิ่งก่อสร้างที่กำลังพังทลายลงมา แสงไฟสีชาดจากเปลวเพลิงลุกโชนย้อมพื้นหลังของเอลน่าจนกลายเป็สีเื
"ฟังพี่ให้ดี ๆ นะเอลิ! ตอนนี้...นครลอยฟ้าอาเรียน่ากำลังถูกโจมตีอย่างหนัก!" เอลน่ากัดฟันกรอดพลางเอี้ยวตัวหลบเศษหินขนาดั์ที่ปลิวผ่านหน้าไป "เดลลาซัส...ัเทพ์ผู้พิทักษ์ในตำนานตื่นขึ้นมาจากพันธนาการแล้ว! แต่มันถูกกลืนกินด้วยพลังงานคำสาปมืดโบราณ!"
ใบหน้าของเอลิซีดเผือดลงทันทีจนไร้สีเื มือบางที่ถือช้อนอยู่สั่นเทาจนช้อนร่วงกระทบจานเสียงดังเคร้ง "ดะ... เดลลาซัสงั้นเหรอคะ!? ัเทพที่ถูกผนึกไว้เมื่อห้าร้อยปีก่อนตนนั้นน่ะนะค!?"
"ใช่! ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว!" เอลน่าตวาดสั่งการผ่านระบบสื่อสารพลางใช้ดาบเวทมนตร์ฟันทำลายก้อนพลังงานที่พุ่งเข้ามา "ตอนนี้กองกำลังผู้พิทักษ์นภาเสียหายไปมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ บาเรียมหาเวทของเมืองกำลังจะแตกภายในไม่กี่ชั่วโมงนี้! พวกเราต้านทานพลังระดับมหาเทพของมันไม่ไหวแล้ว! พี่้ากำลังสนับสนุนจากทุกคน ขอย้ำว่าทุกคนที่สามารถหาได้ในเวลานี้!"
ภาพสัญญาณโฮโลแกรมเริ่มเกิดอาการบิดเบี้ยวและสั่นไหวอย่างรุนแรงจากคลื่นรบกวนของพลังงานมานามืดในพื้นที่ "เอลิ... ถ้าเธอปลอดภัยดี... รีบกลับมาที่อาเรียน่าเดี๋ยวนี้... พากลุ่มนักผจญภัยหรือใครก็ได้ที่มีฝีมือกลับมา... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไ—"
ซ่า— ฟึ่บ!
ภาพสื่อสารตัดสลายหายไปทันที เหลือเพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งที่เข้าปกคลุมโต๊ะอาหารภายในร้านอีกครั้ง เอลิก้มหน้าลงต่ำ เส้นผมสีทองปรกใบหน้าจนมองไม่เห็นแววตา ทว่ามือทั้งสองข้างที่ประสานกันอยู่บนตักกลับกำแน่นเข้าหากันจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความกลัว... กลัวว่าจะต้องสูญเสียพี่สาวเพียงคนเดียวและบ้านเกิดเมืองนอนไป
เรนมองดูปฏิกิริยาของเด็กสาวเงียบ ๆ ชายหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกออกมาภายนอก ทว่าสมองระดับนักวิทยาศาสตร์ระดับอัจฉริยะกำลังประมวลผลอย่างเป็ระบบ ัระดับมหันตภัย... คำสาปมืด... ลัทธิโครนอสอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้ด้วยแน่ ๆ หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เรนก็พ่นลมหายใจออกมาทางจมูกยาวเหยียด
"จะออกเดินทางกันเมื่อไหร่ล่ะ?" เรนเอ่ยปากถามเรียบ ๆ พลางยกแก้วโค้กขึ้นดื่มจนหมด
เอลิสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยใบหน้าที่คลอนํ้าตาขึ้นมองชายหนุ่มด้วยความอึ้ง "เอ๊ะ? คุณเรน... นี่คุณ..."
"ก็เธอคิดจะรีบเดินทางกลับไปช่วยพี่สาวของเธออยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?" เรนเลิกคิ้วมอง "แววตาของเธอเมื่อกี้มันบอกชัดเจนอยู่แล้วว่าต่อให้ฉันปฏิเสธ เธอก็จะแอบวิ่งหนีไปคนเดียวอยู่ดี"
"แต่ว่า... งานนี้มันไม่เกี่ยวข้องกับคุณเลยนะคะคุณเรน" เอลิเม้มริมฝีปากแน่น "เ้านั่นมันคือนรกของจริง... ัเทพ์เดลลาซัสน่ะ แข็งแกร่งกว่าอสูรโลหิตหรือเอเรบัสหลายเท่าตัวนัก มันคือตัวตนระดับภัยพิบัติทำลายล้างทวีป... ฉันไม่อยากลากคุณไปเสี่ยงตายกับเื่ของบ้านเกิดฉัน..."
"ฉันไม่ได้ถามความคิดเห็นหรือคำอนุญาตจากเธอซะหน่อย" เรนขัดขึ้นเสียงแข็ง ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางจัดเสื้อคอปกให้เข้าที่ แววตาสีนํ้าเงินเข้มกลับมาฉายประกายเฉียบคมดุดันดั่งผู้ล่าอีกครั้ง "ฉันถามคำถามง่าย ๆ ว่า... พวกเราจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่"
เอลิอึ้งไปหลายวินาที หัวใจที่เคยตกอยู่ในความมืดมิดและสิ้นหวังพลันได้รับไออุ่นอย่างประหลาดจากชายหนุ่มตรงหน้า ความรู้สึกตื้นตันใจแล่นพล่านจนหยาดน้ำตาเม็ดโตไหลผ่านแก้มเนียน ทว่าคราวนี้มันคือหยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง เด็กสาวปาดนํ้าตาทิ้งก่อนจะส่งรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นกลับไปให้เขา
"ขอบคุณมากค่ะคุณเรน... ขอบคุณจริง ๆ..." เอลิพยักหน้าเด็ดขาด "งั้นพวกเราออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลยค่ะ! สัญญาณมหาเวทเคลื่อนย้ายระดับเมืองน่าจะยังเปิดใช้อยู่ที่สถานีขนส่ง!"
"เฮ้อ..." เรนมองดูพิซซ่าชีสทรัฟเฟิลที่เหลืออยู่ครึ่งถาดบนโต๊ะด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์และแสนเสียดายเหลือแสน "ชีวิตของ โจนาธาน เรน คนนี้... ั้แ่หลุดมาต่างโลกเนี่ย ไม่เคยมีคำว่าได้นอนพักผ่อนอย่างสงบสุขจริง ๆ เลยสักวันเดียวสินะ พับผ่าสิ
สามวันต่อมา... หลังจากที่ทั้งสองเร่งเดินทางข้ามภูมิภาคด้วยรถม้าเวทมนตร์ความเร็วสูงและก้าวผ่านเส้นทางทุรกันดารเพื่อมุ่งหน้าสู่เขตชายแดนติดกับอาณาจักรซันเดย์ล่าร์
บรรยากาศรอบตัวเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างเด่นชัด กระแสลมที่พัดผ่านร่างกายเริ่มมีความรุนแรงและปั่นป่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ เรนและเอลิกำลังก้าวเดินเท้าผ่านเส้นทางแคบ ๆ ของ หุบเขาโบราณัหมอบ ซึ่งเป็เส้นทางลัดทางเดียวที่จะนำพาทั้งสองเข้าสู่เขตเทือกเขาสูงอันเป็ฐานปล่อยเรือเหาะมุ่งตรงสู่นครลอยฟ้า ทัศนียภาพรอบด้านเต็มไปด้วยชะงักผาสูงชันสีเทาครึ้มและซากปรักหักพังของเทวสถานเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้างมานานนับพันปี
ทว่าในระหว่างที่ทั้งสองกำลังเร่งรีบก้าวเดินอยู่นั้นเอง...
ฟึ่บ—!
ความกดอากาศรอบตัวพลันลดฮวบลงจนน่าใจหาย สัญญาณเตือนภัยในสมองของเรนยังไม่ทันได้ประมวลผล แสงสว่างสีทองอ่อนโยน ทว่าบริสุทธิ์และเข้มข้นมหาศาลปานแสงตะวันรุ่ง พลันส่องทะลุผ่านม่านเมฆหนาทึบเบื้องบนตรงดิ่งลงมาอาบร่างของคนทั้งสองเอาไว้ แสงนั้นอบอุ่นทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันทางิญญาที่หนักอึ้งจนทำให้กระแสลมพายุที่เคยพั่นป่วนรอบหุบเขาสงบนิ่งลงในพริบตา
ทั้งสองหยุดฝ่าเท้าลงทันที เรนยื่นมือไปแตะด้ามปืนเจเนซิสข้างเอวตามสัญชาตญาณความปลอดภัย ขณะที่เอลิตั้งคทาเวทมนตร์เตรียมพร้อม
ตรงหน้าของพวกเขาบนพื้นดินศิลาหยาบ วงเวทมนตร์วงกลมเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ั์อันสลับซับซ้อนทว่าประณีตงดงามราวมือเทพสร้าง พลันผุดสว่างขึ้นมา ลวดลายของอักขระโบราณส่องแสงสีทองเรืองรองหมุนวนตามเข็มนาฬิกา ส่งกลิ่นอายแห่งพลังงานด้านสว่างที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เรนเคยััได้ในโลกใบนี้
"นี่มัน... มหาเวทอัญเชิญ์โบราณงั้นเหรอ!?" เอลิเบิกตากว้างลึกด้วยความใ ความรู้ทางเวทมนตร์ของเธอระบุว่าวงเวทตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยฝีมือของมนุษย์ในยุคปัจจุบันเด็ดขาด
ใจกลางดวงตราวงเวทศักดิ์สิทธิ์นั้น ปรากฏละอองแสงสีทองหมุนวนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนที่ร่างของสิ่งมีชีวิตร่างหนึ่งจะค่อย ๆ ลอยตัวเด่นอยู่เหนือพื้นดินประมาณหนึ่งฟุต
สิ่งประหลาดตรงหน้าคือร่างของเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่ง ผู้มีเส้นผมสีทองอ่อนทอประกายระยิบระยับยาวลากสยายลงมาถึงบริเวณบั้นเอว ใบหน้าเนียนจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตากลมโตคู่สวยสีอำพันสดใสฉายแววบริสุทธิ์และทรงพลังเหนือล้ำมนุษย์ ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองต้องเบิกตากว้างที่สุดคือ... เขาขนาดเล็กสองข้าง ที่มีลักษณะโปร่งแสงคล้ายแก้วผลึกัศักดิ์สิทธิ์งอกเงยออกมาจากบริเวณเหนือขมับบนศีรษะของเธอ ร่างบางสวมชุดเดรสกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ไร้รอยต่อ ซึ่งกำลังพลิ้วไหวไปตามกระแสลมเวทมนตร์รอบตัวอย่างงดงามดั่งภาพวาด
เด็กสาวปริศนาค่อย ๆ ลืมเปลือกตาบางขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีอำพันคู่นั้นกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดสายตาลงและจับจ้องตรงดิ่งมายัง โจนาธาน เรน ที่กำลังยืนทำหน้านิ่งสนิทอยู่
"...อ๊ะ! เจอตัวแล้ว!" เด็กสาวอุทานออกมาเสียงใสแจ๋วราวกับกระดิ่งเงิน
"หา?" เรนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางส่งเสียงในลำคอด้วยความงุนงง
เด็กสาวัน้อยส่งยิ้มกว้างจนตาหยิบหยิบหยี ใบหน้าฉายแววตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด จากนั้นเธอก็ก้าวเท้าลงแตะพื้นดินแล้วชี้กระดูกนิ้วเรียวเล็กตรงใส่หน้าของชายหนุ่มมาดกวนทันทีด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ
"คุณคือ โจนาธาน เรน... ผู้ถือครองพลังเจเน็สใช่ไหมคะ!"
"...ใช่ แล้วเธอเป็ใคร?" เรนตอบรับพลางหรี่ตาประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวัง
"ดีเลยค่ะ! ในที่สุดก็หากันจนเจอสักที!" เด็กสาวไม่ได้สนใจท่าทีระแวดระวังของเขาเลยสักนิด เธอพุ่งกระโจนพรวดเดียวเข้ามาระยะประชิดด้วยความเร็วที่เรนยังต้องลอบใ มือบางทั้งสองข้างคว้าหมับเข้าที่มือขวาของชายหนุ่มชักลากไปมาด้วยความสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาสิบปี "ฉันมีนามว่า เซฟาลิน ค่ะ! เป็ัแสงโบราณสายเืบริสุทธิ์ตนสุดท้ายของโลกนี้! ปัจจุบันอายุได้สิบสี่ปีบริบูรณ์พอดี! และฉันจะมาทำหน้าที่เป็คู่หูพันธสัญญาชีวิตของคุณั้แ่วันนี้เป็ต้นไปค่ะ!"
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดพลันบังเกิดขึ้นมาในหุบเขาโบราณทันทีหลังสิ้นประโยคแนะนำตัวอันแสนยาวเหยียดและรวดเร็ว
เรนกะพริบตาปริบ ๆ สามครั้งซ้อน ปล่อยให้เด็กสาวที่อ้างตัวว่าเป็ัแสงโบราณจับมือเขายืดหยุ่นไปมา ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ "เดี๋ยวนะ...ใครอนุญาตให้เธอมาเป็คู่หูของฉันไม่ทราบ? ฉันจำไม่ได้ว่าเคยไปเซ็นสัญญาจ้างงานหรือเปิดรับสมัครสัตว์เลี้ยงตอนไหนเลยนะ"
"ท่านเทพธิดาไมอาร์เป็คนอนุญาตและบัญชาลงมาเองเลยค่ะ!" เซฟาลินยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจจนเขาเล็ก ๆ บนหัวส่องแสงวิบวับ "ในม้วนคัมภีร์คำทำนายแห่งสรวง์โบราณสลักเอาไว้ชัดเจนเลยค่ะว่า...เมื่อใดที่ภัยพิบัติแห่งัต้องสาปตื่นขึ้น ผู้ถือครองพลังออโรเลี่ยนจะต้องร่วมเดินทางเคียงคู่กับัแสงเพื่อกอบกู้โลกใบนี้ และนั่นก็หมายความว่า...คุณคือมาสเตอร์ผู้เป็เ้าชีวิตและคู่หูร่วมเป็ร่วมตายของฉันอย่างไรล่ะคะ!"
"..." เรนเงียบ
"..." เอลิที่ยืนอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปไข่ได้ ก็เงียบไปด้วยความช็อกซีนใหญ่
"เพราะฉะนั้นั้แ่วันนี้เป็ต้นไป...ขอฝากเนื้อฝากตัวและฝากหัวใจดวงน้อย ๆ ดวงนี้ไว้กับท่านด้วยนะคะ มาสเตอร์! ฉันจะช่วยมาสเตอร์สู้เต็มที่เลยค่ะ!" เซฟาลินก้มหัวคำนับให้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู ท่าทางไร้เดียงสาผิดกับคำว่า ัแสงโบราณ ในตำนานที่มนุษย์ต่างเกรงกลัวอย่างสิ้นเชิง
เรนค่อย ๆ หันใบหน้าเอื่อยเฉื่อยไปมองเอลิ...เอลิก็ค่อย ๆ หันใบหน้าซีดเซียวมามองเรน ทั้งสองคนยืนนิ่งสบตากันเนิ่นนานหลายวินาทีโดยไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา ก่อนที่เรนจะยกมือขวาขึ้นมากุมขมับตัวเองพลางนวดคลึงเบา ๆ ด้วยความรู้สึกปวดตับขั้นรุนแรง
"ฉันเริ่มคิดถึง่เวลาตอนที่ต้องสู้เสี่ยงตายกับไอ้เอเรบัสและพวกสัปหลาดในป่าเวเรนท์ขึ้นมาตะหงิด ๆ แล้วสิ..." เรนบ่นพึมพำกับตัวเองเสียงเบา "อย่างน้อยในตอนนั้น...ชีวิตและเป้าหมายตรงหน้าของฉันมันยังดูเข้าใจง่ายและเป็เหตุเป็ผลมากกว่าการต้องมารับมือกับยัยหนูัจอมจุ้นนี่เยอะเลยให้ตายเถอะ"
เซฟาลินเอียงคอไปมาด้วยความงุนงง เส้นผมสีทองสะบัดพริ้วตามดวงตา "มาสเตอร์บ่นอะไรอยู่เหรอคะ? หมายความว่ายังไงเหรอ?"
"ไม่ต้องรู้หรอก...เื่ของเคสผู้ใหญ่น่ะ" เรนตัดบทพลางแกะมือของเด็กสาวออกจากข้อมือตัวเองช้า ๆ
สายลมเย็นเยือกพัดผ่านหุบเขาโบราณัหมอบอีกครั้ง ทว่าในคราวนี้ บรรยากาศแห่งความตึงเครียดเื่ภัยพิบัติของอาณาจักรซันเดย์ล่าร์กลับถูกเจือปนไปด้วยความวุ่นวายและสีสันอันแปลกใหม่ การเดินทางบทใหม่ที่แสนจะขลุกขลักและเต็มไปด้วยปริศนากำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ โดยที่คนทั้งสาม... หรืออาจจะรวมถึงมวลมนุษย์ทั้งโลกใบนี้ ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า...
การปรากฏตัวของัสาวน้อยผู้เป็ตำนานนามว่าเซฟาลินในวันนี้ จะเป็ฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของโลกเอนเชี่ยน และาตัดสินกับลัทธิแห่งความมืดไปตลอดกาลนิรันดร์