ถึงหน้าบ้านนางบัวขาวเดินออกมารับผู้เป็สามี ชายหนุ่มจึงยกมือไหว้นาง แล้วเขาก็เจอเข้ากับคำถามเดิมที่ยังหาคำตอบไม่ได้อีกครั้ง แต่ยังดีอยู่หน่อยที่ครั้งนี้ไม่ต้องเจอรอยยิ้มแปลกๆแบบนั้นจากภรรยาเ้าของไร่อีก
“อ้าว คุณเกริกเกียรติ วันนี้มีธุระอะไรคะ”
“เอ่อ เปล่าครับแค่ผ่านมาก็เลยแวะ”
เขาตอบพร้อมกับหลบตา
“เชิญเข้าไปนั่งในบ้านก่อนค่ะคุณเกริก”
นางบัวขาวกล่าวอย่างมีอัธยาศัยดี ซึ่งเกริกเกียรติก็เกือบจะเดินเข้าบ้านไปแล้ว แต่เมื่อได้ยินนายนรินทร์ถามถึงบุตรสาวจึงชะงักเท้ารอฟัง
“นี่ยายหนูอยู่ในครัวหรือ”
“เปล่าหรอก ออกไปเก็บสายบัวแน่ะ เห็นบอกว่าจะทำแกงส้ม”
นางบัวขาวตอบ
“อยู่ไกลไหมครับ ที่ที่เธอไป คือ...ผมอยากจะตามไป..ดูด้วย”
ชายหนุ่มเปลี่ยนความตั้งใจเดิมที่ว่าจะเดินเข้าบ้านแล้วทำใจกล้าถามออกไป แต่ก็กล่าวได้ไม่ค่อยจะเต็มเสียงนักเมื่อหาเหตุผลมาอ้างได้แย่เต็มที แต่มันก็เป็เหตุให้ผู้ใหญ่ทั้งสองต้องหันสบตากันเองโดยอัตโนมัติ สุดท้ายฝ่ายภรรยาก็บอกว่า
“ก็ไกลอยู่นะแต่ยายหนูพึ่งจะออกไปเมื่อครู่นี้เอง ถ้าเดินเร็วๆหน่อยก็คงตามทัน ไปตามทางนั้นไง”
นางชี้ไปยังเส้นทาง ซึ่งเป็เส้นเดียวกับที่ตัดมาจากหน้าไร่ผ่านหน้าบ้านและคาดว่าน่าจะยาวเลยไปจนจรดท้ายไร่
“ขอบคุณครับ”
เกริกเกียรติกล่าวก่อนรีบจ้ำอ้าวไปตามเส้นทางที่ได้รับการชี้บอกอย่างไม่รีรอ
สองสามีภรรยาหันมามองตากันเองอีกครั้งอย่างงงๆ แต่อาจจะต่างกันที่เหตุผลเล็กน้อย....นางบัวขาวไม่เข้าใจว่าหมู่นี้ทำไมหนุ่มไฮโซผู้นี้จึงมาป้วนเปี้ยนที่ไร่ของเธอบ่อยๆ แต่นายนรินทร์ได้เห็นบางอย่างในแววตาของชายหนุ่มรุ่นลูกคนนั้นแล้ว แต่ด้วยกิตติศัพท์ที่เคยได้ยินข่าวเล่าลือมาก็ทำให้เขาไม่อาจปลงใจให้เชื่อตามที่เห็นได้
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เกริกเกียรติเร่งฝีเท้าเร็วๆ มาได้สักครู่ ก็ได้เห็นร่างโปร่งบางของหญิงสาวที่กำลังเดินอยู่เบื้องหน้าห่างออกไปราวสิบเมตร แต่ที่ทำให้เขาใจหายวาบก็คือ หมาทั้งฝูงที่วิ่งรายล้อมตัวเธออยู่และประสาทััในการรับรู้กลิ่นของพวกมันก็ดีมาก เขาเห็นเ้าตัวหลังสุดหยุดวิ่งแล้วส่ายหัวไปมา เหมือนพยายามจะจับทิศทางของกลิ่นอะไรบางอย่าง แล้วมันก็หันมาทางเขา เมื่อเห็น มันจึงส่งเสียงเห่าขึ้นซึ่งเท่ากับเป็สัญญาณเตือนให้พวกมันอีกทั้งหกตัวนั้นได้รู้ แล้วจากนั้นพวกมันทั้งหมดก็พากันหันมาทั้งขู่ทั้งเห่าใส่เขาเสียงดังลั่นสวน
ลูกผู้ชายที่ไม่เคยกลัวใครมาก่อนอย่างเขา บัดนี้หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม พวกมันพากันเรียงหน้ากรูเข้ามา อีกไม่กี่เมตรที่พวกมันจะถึงตัวเขา ชายหนุ่มก็หันหลังหมายโกยแน่บไปให้พ้น แต่ไม่ทันที่เขาจะก้าวเท้า เสียงใสก็ดังแทรกเสียงอื้ออึงของสุนัขขึ้น
“อย่าน่ะ หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ”
ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าหล่อนสั่งใครกันแน่ระหว่างเขากับสุนัข จึงหันกลับไปมอง
“ฉันบอกคุณนั้นแหละ”
หล่อนพูดเหมือนเดาใจเขาออก
“คุณไม่เห็นหรือไง ว่าหมาทั้งฝูงกำลังจะเขมือบผม”
เขาโวยวาย
“ไม่หรอกถ้าคุณยังยืนอยู่นิ่งๆ นอกจากคุณจะวิ่งหนี หรือว่าเป็ขโมยเท่านั้น ที่พวกมันอาจจะเล่นงานคุณถึงตาย”
หล่อนพูดได้เหี้ยมเกรียมจนชายหนุ่มพาลกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ เหลือบมองพวกสุนัขอย่างหวาดๆ แต่ก็เห็นจะจริงดั่งหล่อนว่า เพราะแม้พวกมันจะเข้ามายืนรุมเห่าอยู่ใกล้ๆแต่ก็ยังไม่มีตัวใดที่ทำท่าจะพุ่งเข้ามาเล่นงานเขา