ทั้งสองเดินเข้ามาประชิดด้วยท่าทางบีบบังคับให้เดินไปด้วยกัน
ส่วนศิษย์ของสำนักฉู่อวี้แม้จะไม่พอใจแต่ก็พยายามข่มอารมย์เก็บอาการเอาไว้แม้จะรู้สึกเสียดายหากชายหนุ่มที่โดดเด่นเช่นนี้จะถูกชักชวนไประหว่างที่ผู้คนไม่ได้สนใจกลุ่มคนที่นอนร้องอยู่บนพื้นได้โอกาสแอบค่อยๆหลบหนีออกไปจากบริเวณนั้นจนหมด
“ขอบคุณั้แ่เข้าเมืองมาข้าก็หาข้อมูลมาพอสมควร และได้ตัดสินใจเลือกสมัครเข้าสำนักฉู่อวี้หากไม่ผ่านการคัดเลือกก็ไม่เสียใจขอบคุณท่านทั้งสองเป็อย่างมากที่ชักชวนข้า"
“ชิ น่าเสียดายข้ากับศิษย์พี่หลูอุตส่าห์สนใจเ้าแท้ๆ”
“พวกเราไป”
หลูปิงรู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมากที่ไม่ได้รับความสนใจนี่เป็ครั้งแรกที่มันออกหน้าชวนคนเข้าสำนักแต่กลับถูกปฏิเสธท่ามกลางผู้คนไม่น้อยความอายในครั้งนี้เขาจะจดบัญชีไว้ก่อนอย่าได้มีโอกาสเชียวนะไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเมื่อมีฝ่ายที่จากไปย่อมต้องเป็โอกาสของฝ่ายที่ยืนอยู่แน่นอนฟ่านหงอี้หันไปหาศิษย์ของสำนักฉู่อวี้ เขียนรายละเอียดเพื่อสมัครเข้ารับการทดสอบระหว่างนั้นเขาก็ได้ยินเสียงราวกับว่าคนพูดกระซิบอยู่ข้างหู
“เสี่ยวอี้…สิ่งที่ข้าเคยสอนเ้าต้องทบทวนให้มากจำไว้ข้าไม่เคยแพ้ใคร อย่าทำให้เสียชื่อข้า”
ได้ขอรับข้ารับปากท่านไม่ว่าเมื่อไรก็ตามข้าจะไม่ยอมแพ้ใครจะต้องแข็งแกร่งให้มากขึ้นไปอีก
หลังจากนั้นอีกสิบวันหลังจากได้รับการทดสอบก็เป็ไปดังที่ศิษย์พี่ทั้งสองที่เป็ผู้รับสมัครคาดเดาฟ่านหงอี้ผ่านการคัดเลือก เขาเริ่มฝึกฝนที่หุบเขาหยาซานศิษย์ใหม่ทุกคนไม่เว้นแม้แต่ศิษย์สำนักในต้องผ่านการเรียนสิ่งที่เป็พื้นฐานของสำนัก
สถานที่เรียนเรียกว่าโถงศึกษากลางมีกำหนดเวลาให้ศิษย์สำนักในร่วมเรียนเป็เวลาหกเดือนก่อนจะกลับเข้าสำนักในและ่หกเดือนนี้ศิษย์ใหม่สามารถทดสอบฝีมือติดหนึ่งในสิบอันดับแรกสามารถเลื่อนเป็ศิษย์สำนักในได้ทันทีหากไม่สามารถทำได้ก็เล่าเรียนต่อจนครบปีค่อยเข้ารับการทดสอบอีกครั้งว่าสามารถเลื่อนระดับเข้าไปได้หรือไม่
ฟ่านหงอี้ไม่้าแสดงตัวให้โดดเด่นเข้าร่วมอยู่ในกลุ่มศิษย์ใหม่เขาวางแผนจะเลื่อนระดับพร้อมกับสหายในรุ่นเดียวกันเมื่อครบปีสิ่งที่ติดค้างในใจคือจนบัดนี้เขาก็ยังไม่รู้สาเหตุที่ทำให้อันธพาลเ่าั้รุมทำร้ายตน
เรือนพักอาศัยแบ่งแยกชายหญิงที่พักมีบริเวณด้านหน้า มีรั้วบ่งบอกอาณาเขตชัดเจน เรือนพักหนึ่งชุดพักรวมกันสี่คนสี่ห้องนอนของใช้บางอย่างใช้ร่วมกัน
“ฟ่านหงอี้เ้าตื่นหรือยัง”
“ตื่นแล้ว รอสักครู่”
ชายหนุ่มร่างอ้วนกลมยืนยิ้มเพล่ เป็สหายเพียงคนเดียวที่คบหากันและเป็ตัวป่วนที่จริงใจในสายตาของฟ่านหงอี้อีกฝ่ายถือพัดในมือพัดไปมาเบาๆทั้งๆที่อากาศไม่ได้ร้อนสักนิด อีกฝ่ายเคยบอกว่าที่ทำเช่นนี้เพราะช่วยทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็คุณชายที่มีความรู้สาวๆจะได้สนใจตนเท่านั้นเองตอนที่ได้ยินตนเองถึงกลับมองบนเล็กน้อยนี่เขาหลวมตัวคบเป็สหายได้อย่างไร
“มีอะไรอีกหลีเหยียนฉือวันนี้พวกเรามีเรียนยามเวยมิใช่หรือ”
“ถูกต้องๆ ยามเวยแต่ว่าข้าจะชวนเ้าไปหาเื่สนุกๆ ทำไงสนใจหรือไม่”
“เ้าบอกมาก่อนว่าทำอันใดครั้งก่อนเ้าก็พาข้าไปหาเื่เกือบโดนอาจารย์ทำโทษด้วยกันทั้งคู่”
“ครั้งนี้ปลอดภัยแน่นอนฮ่าฮ่า ทำเป็กลัวไปได้ โดนทำโทษถือเป็เื่เล็กสำหรับข้าอยู่แล้ว”
“ใช่หากเื่ที่ถูกลงโทษไม่ใช่เื่ที่เสื่อมเสียชื่อเสียงศิษย์สำนักในก็ไม่ใช่เื่ใหญ่หรอกใช่ไหมหลีเหยียนฉือ”
“ไม่เอาน่าเื่ครั้งก่อนข้าขอโทษครั้งนี้รับรองได้ไม่มีทางทำให้โดนลงโทษแน่นอนทั้งยังไม่ผิดกฎข้อใดของสำนักอีกด้วย”
“เ้าแน่ใจ”
“สาบานได้”
“งั้นว่ามาจะไปไหนทำอะไร”
“ข้ามาชวนไปโถงรับงาน”
“โถงรับงานคือที่สำหรับศิษย์ที่อยากได้ภารกิจ ทั้งได้ฝึกฝีมือ ได้รางวัลตามความยากง่ายและยังได้ออกจากสำนักอีกด้วย(นี่สิสำคัญสำหรับเ้าอ้วน)”
“เ้าอยากออกไปนอกสำนัก?”
“แน่นอนนี่เกือบเดือนแล้วอีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องเข้าไปรับการฝึกร่วมกับศิษย์สำนักในบนเขา ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสออกไปนอกสำนักอีกหรือเปล่า”
“ลองไปดูก็ได้แต่เ้าห้ามก่อกวนจนเกิดปัญหาเข้าใจหรือไม่”
“ได้ๆข้าแค่ไปดูเท่านั้น”
โถงรับงานบนกระดานไม้แผ่นใหญ่มีกระดาษถูกติดไว้อยู่มากมายหลายร้อยแผ่นเรียงอย่างเป็ระเบียบ ด้านในมีศิษย์สำนักนอกและศิษย์สำนักในเดินอยู่หลายสิบคนกึ่งกลางมีโต๊ะยาวเป็ครึ่งวงกลม มีเ้าหน้าที่สองคนนั่งคอย
คนที่สนใจรับงานดึงกระดาษแล้วไปแจ้งสถานะของตนและรายละเอียดของงาน
“มีงานมากมายจริงๆ”
“แน่นอนเ้าดูสิแต่ละระดับแถวก็จะมีความยากง่ายต่างกันทั้งค่าตอบแทนก็เพิ่มมากขึ้นตามระดับที่สูงขึ้นไป เ้าดูมันมีทั้งหมดเก้าชั้นแถวล่างสุดง่ายที่สุดและแถวที่เก้าหรือชั้นบนสุดคืองานที่ยากที่สุด”
“คนในโถงเหล่านี้คือศิษย์ที่มาเพื่อรับภารกิจหรือเ้าอ้วน”
“ข้าเคยบอกเ้าแล้วนะว่าเวลาออกมาข้างนอกต่อหน้าผู้คนให้เรียกชื่อข้าชิ”
“หลีเหยียนฉือ สุดหล่อพอใจหรือยัง”
“ค่อยยังชั่วหน่อยแน่นอน เ้าดูด้านหลังเ้าสินั่นเป็กระดานรายชื่อศิษย์ที่สามารถทำภารกิจที่โดดเด่นสิบอันดับแรกของสำนักเราหมายความว่าถ้าเ้ามีฝีมือนอกจากได้รางวัลแล้วยังมีโอกาสให้คนอื่นๆในสำนักรู้จักพูดง่ายๆคือวิธีสร้างชื่อเสียงให้ตนเองอย่างไงหล่ะ”
“อ่อ”
“เดี๋ยวฟ่านหงอี้เ้าหยุดให้ข้าเดี๋ยวนี้ เ้าจะไปไหน”
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาเดินลงบันไดโถงรับงานมีชายหนุ่มอ้วนกลมวิ่งตามหลังเป็ภาพที่น่าสนใจของศิษย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นไม่น้อยทีเดียวเมื่อเขาหยุดลงก็แทบล้มคว่ำไปข้างหน้า เพราะเ้าอ้วนวิ่งทุ่มเข้ามาเต็มหลังโดยไม่ได้ชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย
“เ้าชนข้าทำไม”
“ก็เ้าหยุดทันทีข้าหยุดไม่ทันเ้ารับงานเป็เพื่อนข้าหน่อยไม่ได้หรือ”
“เพื่อสิ่งใดข้าอยู่เรือนทบทวนวิชาไม่ดีกว่าหรือ ข้าไม่อยากออกไปนอกสำนัก”
“แต่ข้าอยากออกไปได้โปรด”
“เ้าเองก็มีฝีมือไม่น้อยสามารถรับภารกิจโดยลำพังได้เหตุใดต้องให้ข้าไปร่วมภารกิจกับเ้า”
“ฮี่ฮี่ข้าจะถือโอกาสที่เ้าไปทำภารกิจ แวะทำธุระระหว่างทางนิดหน่อย”
“เ้านี่มัน ไม่เ้าไปคนเดียวเถอะ”
“ฟานหงอี้หากเ้ายินดีไปด้วยรับรองได้ครั้งนี้เป็ครั้งสุดท้ายเลยที่ข้าจะให้เ้าช่วยเช่นนี้”
“เ้าแน่ใจ”
“แน่ใจสาบานด้วยเกียรติของข้าเลย”
ทั้งสองเดินกลับเข้าไปเพื่อเลือกภารกิจโดยเงื่อนไขการคัดเลือกภารกิจคือหนึ่งระดับหนึ่งถึงสามสำหรับศิษย์ที่ทำภารกิจเพียงลำพังระดับที่สี่และห้าทำสองคน หกและเจ็ดสามารถทำสามคนได้สุดท้ายระดับแปดและเก้าสำหรับกลุ่มสามคนขึ้นไปยกเว้นคนที่มีรายชื่อสามอันดับแรกของเดือนจะสามารถเลือกทำภารกิจระดับที่สี่ขึ้นไปโดยลำพังได้ทุกภารกิจ
“เ้าเข้าไปเลือก”
“วางใจได้ข้าจัดการเอง”
ทั้งสองกลับมาที่นั่งที่โต๊ะหินหน้าเรือนของฟ่านหงอี้เพื่อคุยเื่รายละเอียดของภารกิจ บนโต๊ะมีซองกระดาษสีเหลืองตัวอักษรสี่ดำ(ระดับหก) คิ้วบนใบหน้าของฟ่านหงอี้ขมวดขึ้น นี่เขามองตัวอักษรบนซองผิดไปหรือไม่เหตุใดเ้าอ้วนเลือกภารกิจระดับหกแทนที่ควรจะเป็ระดับสี่สำหรับคนสองคนมากันนี่
“เ้าอ้วนข้าตาลายหรือไม่เหตุใดอักษรหน้าซองจึงระบุว่าระดับหกแทนที่จะเป็ระดับสี่”
“เ้าไม่ได้ตาลายข้าเลือกระดับหกมาจริงๆ”
“ทำไมถึงเป็ระดับหก พวกเราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือครั้งนี้ทำเพื่อออกไปนอกสำนักเท่านั้นจะเลือกงานที่มีระดับง่ายๆเช่นระดับสี่เท่านั้นเ้าพูดมาไม่เช่นนั้นเ้าไปคนเดียว”
“คือว่าระยะเวลาในการออกไปทำภารกิจมันแตกต่างกันหากเป็ระดับหกสามารถออกไปได้ถึงสิบห้าวันส่วนระดับสี่อนุญาตให้ออกไปได้เพียงสิบวันเท่านั้นข้า..ข้า”
“เ้านี่มันเหลือเกินจริงๆแล้วที่นี้จะทำอย่างไร นี่เป็ครั้งแรกเ้าก็คิดว่ามันง่ายหรือไร”
ระหว่างที่ทั้งสองยังโต้เถียงกันอยู่นั้นด้านนอกรั้วมีคนมาหยุดยืนฟังก่อนที่จะตัดสินใจเคาะที่รั้วเป็สัญญาณให้ทั้งสองหันไปสนใจ
“ขอโทษ ไม่ทราบว่าพวกท่านยัง้าคนเข้าร่วมกลุ่มเพื่อทำภารกิจด้วยหรือไม่”
ทั้งสองจึงมองบุคคลที่ก้าวเข้ามาในเขตเรือนด้วยสายตาพิจารณาก่อนที่จะลองสอบถามเพื่อตัดสินใจว่าควรรับเป็ผู้ร่วมกลุ่มทำภารกิจด้วยกันหรือไม่
“เ้าคือ?"
“ข้า เหวินปิงฉีเป็ศิษย์ที่เข้ามาพร้อมกับพวกเ้าอาศัยอยู่อีกสามเรือนถัดไปบังเอิญเดินผ่านมาได้ยินพวกเ้าคุยกัน(เสียงดังออกไปไกล)จึงเดินมาสอบถามเดิมทีข้าก็อยากทำภารกิจเพื่อฝึกปรือฝีมือทั้งสร้างประสบการณ์ด้วยเพียงแต่ยังใหม่ต่อสำนักและไม่มีสหาย”
“เ้าใช้สิ่งใดเป็อาวุธ”
“ข้าใช้ดาบและไฟเป็พลังิญญา”
“โอ้ดีเลยข้าหลีเหยียนฉือ ใช้ดาบและลมเป็อาวุธ”
“ข้าฟ่านหงอี้ใช้กระบี่และสายฟ้าเป็อาวุธ”
“เมื่อเป็เช่นนี้ข้าจะรีบไปเพิ่มชื่อของเ้าเข้าไปในภารกิจครั้งนี้พวกเ้าคุยกันไปก่อนข้ารีบไปจะรีบมา”
วันรุ่งขึ้นทั้งสามคนลงจากเขาโดยแสดงหนังสือรับภารกิจแสดงตัวตนก่อนจะรีบเร่งเดินทางด้วยเท้าผ่านไปครึ่งวันหลีเหยียนฉือก็บอกว่าพรุ่งตนจะแยกออกจากกลุ่มให้ทั้งสองเดินทางล่วงหน้าไปก่อนสามวันให้หลังจะรีบตามไปให้ทันกำหนดการเริ่มภารกิจคือวันที่หก
“เ้าจะแยกไปไม่ใช้ปัญหาแต่ว่าข้าเปิดดูภารกิจเหตุใดบอกเพียงปลายทางที่จะทำภารกิจเหตุใดไม่มีรายละเอียด”
เ้าอ้วนเอามือตบที่ศรีษะเบาๆก่อนที่จะเอ่ยด้วยเสียงสำนึกผิดว่า
“ข้าลืมบอกพวกเ้าไปภารกิจระดับหกขึ้นไปการบอกรายละเอียดจะบอกตามลำดับคือจุดหมายปลายทางเมื่อเดินทางไปถึงจึงจะบอกขั้นตอนต่อไป”
“หลีเหยียนฉือหากข้าไม่ถามเ้าคงจะลืมจนพวกข้าเดินทางไปถึงใช่หรือไม่เ้ามาให้ข้าจัดการเ้าเชียว”
ฟ่านหงอี้มองสหายทั้งสองคนวิ่งไล่กันไปอย่างอารมณ์ดีการมีสหายร่วมทางก็ดูมีสีสันมากกว่าครั้งที่เขาเดินทางคนเดียวมากนัก