ภายในห้องนอนทางทิศตะวันออกของหออี้จี้ มีสาวน้อยนางหนึ่งนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงนอนมาหลายชั่วยามแล้ว จนทำให้ผู้ที่เป็มารดาร้อนใจถึงกับต้องเชิญหมอทั่วทั้งเมืองมารักษาบุตรสาวสติไม่สมประกอบของตนที่ประสบเหตุพลัดตกน้ำ
แต่หมอทุกคนก็ต่างส่ายศีรษะจนปัญญาที่จะรักษาถึงแม้ชีพจรจะยังเต้น แต่ก็อ่อนแรงมาก โอกาสฟื้นมามีเพียงน้อยนิด หากภายในหนึ่งเดือนไม่ฟื้นขึ้นมานั่นก็หมายถึงว่าต้องเป็เ้าหญิงนิทราตลอดไป
่ตลอดหลายวันก็จะมีชิงหลานอยู่ข้างกายดูแลคอยปรนนิบัติไม่ห่าง ด้วยความรักความเป็ห่วงเพราะนางเลี้ยงดูคุณหนูเผิงเสี่ยวอันมาั้แ่เล็กๆ จึงมีความผูกพันยิ่งกว่าพี่น้องที่คลานตามเสียอีก
"คุณหนูนอนหลับนานเกินไปแล้วนะเ้าคะ"
"เอาอย่างนี้ดีไหมถ้าคุณหนูยอมตื่นมาตอนนี้พี่ชิงหลานจะพาไปซื้อถังหูหลู่ที่คุณหนูชอบกินมาให้เยอะๆ เลยดีไหม"
"คุณหนูได้ยินที่พูดบ้างหรือเปล่าถ้าได้ยินก็รีบตื่นขึ้นมาเถอะเ้าค่ะอย่าทำให้พี่ชิงหลานรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างนี้เลย"
"คุณหนูใจร้ายปล่อยให้พี่ชิงหลานพูดอยู่คนเดียว"
ความรู้สึกในตอนนี้ของชิงหลานมีแต่ความเ็ปรวดร้าวหัวใจ ที่เห็นคุณหนูเผิงเสี่ยวอันนอนนิ่งไม่ไหวติงไม่พูดโต้ตอบ จึงได้แต่นั่งคุดคู้อยู่ข้างเตียงหมดอาลัยตายอยากดวงตาแดงก่ำร้องไห้หลังจากที่พูดอยู่ตามลำพังอยู่นานสองนาน รู้สึกเสียใจที่วันนั้นไม่ทันระวังจึงทำให้คุณหนูเผิงเสี่ยวอันพลัดตกลงในสระน้ำ กว่าจะช่วยขึ้นมาได้หญิงสาวก็หมดสติไปแล้ว
ในขณะที่ชิงหลานเอาแต่นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นโทษตัวเองหากไม่เผิงเสี่ยวอันไปที่นั่นก็คงไม่เกิดเื่เลวร้ายเช่นนี้ขึ้น ในขณะที่อยู่ใน่เวลาโศกเศร้าเสียใจก็เหมือนมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอยู่ๆ ร่างกายที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงนิ้วมือเริ่มขยับ
ตามมาด้วยเสียงไอ"แค่ก แค่ก แค่ก" ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นมานั่งหายใจหอบแรงๆ ลักษณะเหมือนคนขาดอากาศหายใจมานานจึงรีบสูดเอาอากาศเข้าอย่างเต็มปอด
ชิงหลานเมื่อได้ยินเสียงไอก็รีบหันกลับไปดูหน้าตายิ้มอย่างสดใสด้วยความดีใจรีบกระโจนเข้าขอกอด "คุณหนู...ในที่สุดก็ฟื้นแล้ว"
ิญญาของไป๋เสี่ยวอันที่อยู่ในร่างของคุณหนูเผิงเสี่ยวอันได้แต่นั่งนิ่งด้วยความมึนงงสายตากวาดมองไปรอบๆ ว่าที่นี่ที่ไหนกันนะ หรือจะเป็นรกแต่ก็ไม่น่าจะใช่หรือจะเป็บน์กันแน่ แต่เธอไม่ได้ทำความดีอะไรมากมาย แถมยังทำให้แม่เสียใจมาโดยตลอดจะมีโอกาสได้ขึ้น์กับเขาด้วยเหรอคงไม่น่าเป็ไปได้
ยังไม่ทันที่จะหายสงสัยอยู่ๆ ก็มีคนโผกอดแถมยังร้องไห้และพูดด้วยน้ำเสียงดีใจจึงทำให้งงยิ่งกว่าเดิมว่าสรุปแล้วที่นี่ที่ไหนกันแน่
บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณใจกลางห้องมีโต๊ะกลมขนาดใหญ่หนึ่งตัวพร้อมด้วยเก้าอี้ทรงเหลี่ยมสีตัวฝั่งตะวันออกมีฉากกั้นวาดภาพดอกโบตั๋นขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านแลดูสง่างามและสูงส่ง ทางฝั่งทิศตะวันตกคือโต๊ะเครื่องแป้งอันวิจิตรงดงามบนโต๊ะมีกระจกทองเหลืองโบราณหรูหรา
"คุณหนูอย่าเพิ่งลุกไปไหนนะเ้าคะ รออยู่ตรงนี้สักครู่หนึ่ง เดี๋ยวพี่ชิงหลานจะไปตามนายหญิงมาหาเข้าใจใช่ไหม"ชิงหลานพูดจบไม่รอช้ารีบวิ่งออกไปตามเ้าของหออี้จี้บอกข่าวดีให้ทราบว่าลูกสาวเพียงคนเดียวได้ฟื้นขึ้นมาแล้ว
เพียงไม่นานก็ปรากฏร่างของหญิงวัยกลางคนแต่งตัวด้วยอาภรณ์สีสันฉูดฉาดเดินเข้ามาภายในห้องและนั่งลงข้างหญิงสาวกอดเอาไว้จนแนนหอมซ้ายหอมขวาราวกับว่ายังเป็ทารก
"เสี่ยวอันในที่สุดก็ฟื้นสักทีนะลูกแม่"
หญิงสาวที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้แต่ทำหน้าฉงนงงงวยอยู่ เอาแต่จ้องหน้าเ้าของหออี้จี้ด้วยความใ"คุณทำไมถึงรู้ชื่อฉันได้? "
"แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน? "
ไม่มีคำตอบใดๆ ออกมาจากปากของคนทั้งสองมีแต่พากันจ้องหน้า เผิงฝูกุ้ยโผเข้ากอดฝ่ามือลูบหลังเหมือนกำลังปลอบโยน
"ขวัญเอ๋ยขวัญมานะเสี่ยวอัน"
คนที่ตอบคำถามไม่ใช่นายหญิงของอี้จี้แต่เป็สาวใช้ที่ชื่อชิงหลานบอกว่าที่นี่คือหออี้จี้แล้วผู้ที่กอดอยู่ก็คือมารดาแท้ๆ ของหญิงสาว ชื่อเผิงฝูกุ้ย ที่นี่คือเมืองหลวงของแคว้นเป่ยซาน
"แม่! หออี้จี้! แคว้นเป่ยซาน! "
"ใช่เ้าค่ะคุณหนูอย่าบอกนะว่าลืมนายหญิงฝูกุ้ยกับพี่ชิงหลาน..."
หญิงสาวได้แต่ทำหน้าแหยๆ เมื่อถูกถามว่าลืมคนทั้งสองไปแล้วหรือ แต่ในที่สุดไป๋เสี่ยวอันที่อยู่ในร่างของเผิงเสี่ยวอันก็ตั้งสติได้ทันรีบพูดปฏิเสธว่าไม่ได้ลืมเพียงแค่รู้สึกในหัวมันขาวโพลนโล่งปลอดโปร่ง อาจเป็เพราะสลบไปหลายวันนานจึงทำให้มีความทรงจำบางส่วนที่ขาดหายไปแต่ไม่นานก็คงกลับมาเป็เหมือนเดิม
เผิงฝูกุ้ยเมื่อเห็นว่าสาวรับใช้อย่างชิงหลานถามลูกสาวของตัวเองมากจึงได้ดุไปนิดหน่อย ว่าอย่าพึ่งถามเซ้าซี้
"เ้าค่ะไม่ถามแล้วขอแค่คุณหนูฟื้นขึ้นมาเท่านี้ก็ที่สุดแล้ว"
"แน่นอนลูกของข้าต้องฟื้นขึ้นมาอยู่แล้ว"
คุยกับสาวรับใช้เรียบร้อยจึงหันหน้ามาคุยกับเผิงเสี่ยวอันบอกว่าไม่ต้องรีบร้อนให้ค่อยๆ นึกถึงเื่ราวที่ผ่านมาหากจำอะไรไม่ได้ก็ให้ถามชิงหลานได้ตลอดเวลา จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปท่าทางมีความสุข