วิถีที่ ๑ โศกนาฏกรรม
ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยสีแดงฉานของเปลวเพลิงเสียงคร่ำครวญร่ำไห้ดังออกมาไม่ขาดสาย เสียงอาวุธกระทบกันดังะเืเลื่อนลั่น ณหมู่ตึกที่เคยโอ่อ่ายิ่งใหญ่ กลับมอดไหม้เหลือเพียงถ่านสีดำที่กระจัดกระจาย เมืองเมฆาม่วงแห่งทวีปเมฆาล่องลอย เดิมถูกโดยสี่ตระกูลใหญ่ คือ จง เซียว เหลียน หลงเป็เหมือนผู้พิทักษ์เมืองรวมถึงผู้ปกครองที่แท้จริงของเมฆาม่วง
แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อผู้นำตระกูลหลงหลงกู่หยาง ใกล้ตัดผ่านเข้าสู่ขอบเขตใหม่ นั้นก็คือขอบเขตมนุษย์ขั้นวิเศษทำให้เหล่าผู้นำตระกูลที่เหลือที่มีพลังการบ่มเพาะเพียงระดับลมปราณจิตมิอาจทนได้เพราะหากปล่อยให้ผู้นำตระกูลหลง ก้าวข้ามขอบเขตได้แล้วนั้นคงมิต้องคาดเดาว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น
ในค่ำคืนนั้นเองขณะที่หลงกู่หยางใกล้ตัดผ่านเข้าสู่ขอบเขตใหม่ผู้นำตระกูลที่เหลือทั้งสามได้พายอดยุทธ์ทั้งหมดในตระกูลเข้ายับยั้งการก้าวข้ามขอบเขตนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ในตระกูลหลงต่างต่อสู้กับยอดยุทธ์จากทั้งสามตระกูลด้วยความยากลำบากเพียงไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้จบลง ท่ามกลางซากศพลำธารเืของตระกูลหลงทุกชีวิตในตระกูลหลงล้วนดับดิ้นลง
“หามันให้เจอ มันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก”เสียงหนึ่งดังขึ้นบ่งบอกให้รู้ถึงความรีบร้อนและกระวนกระวายอยู่ภายในน้ำเสียง
“หากวันนี้ไม่กำจัดเสียให้สิ้นซากอาจจะมีปัญหาตามมาก็ได้ ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมประเสริฐที่สุด ฮ่าๆๆ” เสียงของชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งดังขึ้นสมทบกับเสียงก่อนหน้า
“จะสนใจสิ่งใดให้มากความ เพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งกับชายชราใกล้ตายแถมยังแขนขาดสะบั้นเป็คนพิกลพิการผู้หนึ่งก็เท่านั้น”น้ำสียงเจือด้วยแววเย้ยหยันของอิสตรีที่บ่งบอกถึงความมั่นใจและหยิ่งทระนงในตัวเองอย่างถึงที่สุดกล่าวเสริมขึ้นมา
เ้าของเสียงทั้งสามหันมามองหน้ากันก่อนจะเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาเื่ราวในวันนี้จะถูกจดจำไปอีกแสนนาน หลังจากทั้งสามกลับไปได้ไม่นานทุกอย่างก็เงียบสงบลงหลงเหลือไว้เพียงเปลวเพลิงที่สว่างไสวราวกับจะท้าท้าย์ หยาดโลหิตหลั่งไหลเป็สายธารหลงเหลือไว้เพียงสายลมแห่งความตายที่แสนเหน็บหนาว ต่อมาภายหลังผู้คนต่างเรียกขานเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า “จันทร์สีเพลิง”
..........................................................................................................................................................................
ณ ชายแดนของทวีปเมฆาล่องลอยชายหนุ่มอายุ 14 ปีนั่งขัดสมาธิบ่มเพาะลมปราณเบื้องหน้าน้ำตกที่ส่งเสียงซู่ซ่าอยู่เนืองๆ สองตาปิดสนิทสายลมพัดพาเอาละอองน้ำเย็นฉ่ำเข้าปะทะกับผิวกายของชายหนุ่มอย่างแ่เบาทันใดนั้นเองอากาศรอบตัวชายหนุ่มเกิดการสั่นไหวก่อนที่จะเกิดเสียงะเิดัง ปัง! ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม
“ในที่สุดนายน้อยก็บรรลุลมปราณแรกเริ่มขั้นที่แปดแล้วอีกเพียงไม่นานก็คงบรรลุเข้าสู่ลมปราณขั้นรวบรวมได้ไม่ยาก”เสียงของชายชราที่คอยเฝ้ามองชายหนุ่มมาโดยตลอดได้กล่าวขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม
“เป็เพราะได้คำชี้แนะจากท่านปู่ทำให้เด็กน้อยหลงไป๋ผู้นี้บรรลุถึงขั้นนี้ได้ หลานขอคารวะ”แท้ที่จริงแล้วชายหนุ่มผู้นี้ก็คือหลงไป๋นายน้อยผู้อาภัพจากตระกูลหลงแห่งเมืองเมฆาม่วง
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นผู้าุโลำดับที่หนึ่งแห่งตระกูลหลง หลงชิงซวน ก็ได้พาหลงไป๋ที่เพิ่งอายุได้แปดปีหนีมาอยู่ยังเมืองชายแดนที่แสนห่างไกล เพื่อหลบหนีจากการตามล่าของตระกูลใหญ่ทั้งสามทั้งยังคอยชี้แนะการฝึกฝนลมปราณให้แก่หลงไป๋อย่างเต็มกำลังจนในที่สุดหลงไป๋ก็สามารถบรรลุถึงลมปราณแรกเริ่มขั้นที่แปดได้ในวันนี้หากเพียงมองดูจากระยะเวลาถึงหกปีกลับมิได้ดูรวดเร็วนักแต่เนื่องจากเมืองชายแดนนั้นแสนกันดาร นอกจากข้าวปลาอาหารที่แสนจะขาดแคลนแล้วยังเสี่ยงต่อการโจมตีของสัตว์อสูรอีกด้วย
“ท่านปู่ข้าว่าเรากลับบ้านกันก่อนเถิด ก่อนหน้านี้ข้าจับกระต่ายป่ามาตัวหนึ่งข้าจะทำอาหารอร่อยๆให้ท่านทานเอง”หลงไป๋ส่งยิ้มให้พร้อมกับชูกระต่ายที่อยู่ในมือให้หลงชิงซวนดู ท่านออกเดินทางกลับไปยังกระท่อมหลังเล็กพร้อมกับเสียงหัวเราะ
หลังจากทำอาหารเสร็จทั้งคู่ก็นั่งคุยกันอย่างที่เคยทำกระท่อมหลังน้อยนี้ดูไปก็ไม่ได้ย่ำแย่นักตัวกระท่อมถูกสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแรกภายในมีห้องเล็กๆสองห้องและส่วนกลางสำหรับทำอาหารภายนอกถูกแต่งไว้ด้วยดอกไม้ใบหญ้าสวยงามถัดไปมีสวนสมุนไพรเล็กๆสำหรับทำยากรักษาแบบง่ายๆ มองดูไปคล้ายที่อยู่ของผู้ที่รักสงบอย่างแท้จริงหลงไป๋หลังจากทานเนื้อกระต่ายจนอิ่มแล้วก็ได้เอ่ยถามชายราขึ้นว่า
“ท่านปู่บนโลกใบนี้มีระดับลมปราณอยู่เพียงใดกัน”คำถามนี้เป็คำถามที่เขาเพิ่งจะมีโอกาสได้ถามกับหลงชิงซวนเพราะก่อนหน้านี้ชายชราเพียงบอกให้เขาตั้งใจฝึกฝนก็เพียงพอแล้วหากเขาบรรลุระดับลมปราณแรกเริ่มถึงขั้นที่แปดชายชราจะบอกกล่าวกับเขาอีกครั้ง
หลงชิงซวนมองนายน้อยของเขาด้วยสายตาที่เป็กังวลตัวเขาเองเพียงปรารถนาให้หลงไป๋มีชีวิตอยู่อย่างสันโดษสงบเรียบง่าย มิอยากให้ยุ่งวุ่นวายกับโลกชาวยุทธ์มากนักเพราะเพียงการสูญเสียครั้งก่อนหน้า ก็สาหัสมากเกินพอแล้วแต่เหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อมองไปยังชายหนุ่มเบื้องหน้าเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้น ก่อนที่หลงชิงซวนจะตัดสินใจกล่าวขั้นว่า
“บนโลกใบนี้นั้นถือความแข็งแกร่งเป็ที่สุดเป็ตัวแทนแห่งอำนาจและความเคารพผู้คนบนโลกใบนี้จึงเสาะแสวงหาวิถีทางเพื่อให้ตนเองนั้นแข็งแกร่งขึ้นระดับลมปราณบนโลกใบนี้นั้นมีอยู่หลายขอบเขตแต่ส่วนใหญ่จะมีระดับลมปราณอยู่เพียงขอบเขตแรกคือขอบเขตปฐมเท่านั้น โดยในขอบเขตปฐมนั้นจะถูกแบ่งออกเป็สามระดับคือ ระดับลมปราณขั้นแรกเริ่ม ระดับลมปราณขั้นรวบรวม ระดับลมปราณขั้นก่อตั้งและตอนนี้ท่านก็อยู่ในระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นที่แปดแล้ว”
ชายชราหยุดพูดก่อนจะหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อพลางยื่นให้กับหลงไป๋พร้อมกับกล่าวว่า “นี้เป็บันทึกการฝึกฝนลมปราณของข้าเองแม้จะไม่มีประโยชน์อะไรมากมายนัก แต่ก็ถือว่าพอมีค่าบ้างสำหรับท่านยามนี้”
หลงไป๋รับตำรามาเก็บไว้ในอกเสื้อเขาตั้งใจที่จะดูหลังจากนี้ พอพูดคุยกับชายชราเสร็จหลงไป๋ก็กลับเข้ามาในห้องของเขาในห้องเป็ห้องนอนแบบง่ายๆ มีเตียงที่ทำมาจากไม้ไผ่และโต๊ะหินหนึ่งตัวเท่านั้นเขาเอนกายลงในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนก่อนจะเปิดอ่านตำราที่ได้รับมาจากหลงชิงซวนเขาค่อยๆอ่านไปจนพบกับสิ่งที่เขา้าข้อความในตำรากล่าวถึงลมปราณขอบเขตปฐมไว้ว่า
ระดับลมปราณขั้นแรกเริ่ม ระดับลมปราณขั้นรวบรวมระดับลมปราณขั้นก่อตั้ง ทั้งสามขั้นนี้เรียกโดยรวมว่า ลมปราณขอบเขตปฐม...
ลมปราณขอบเขตปฐมไม่อาจนับเป็การบ่มเพาะลมปราณประการใดได้คล้ายดังการตระเตรียมภาชนะเพื่อรองรับพลังลมปราณก็เพียงเท่านั้นในที่นี้หมายถึงการตระเตรียมร่างกายให้พร้อมดั่งการรวบรวมเศษแก้วที่แหลกละเอียดและกระจัดกระจายให้รวมตัวกันภายในจุดตันเถียนให้สมบูรณ์เมื่อสามารถสร้างลูกแก้วลมปราณได้จึงนับได้ว่าสามารถบ่มเพาะลมปราณเข้าสู่วิถียุทธ์อย่างแท้จริง
“ตอนนี้ข้ามีอยู่แปดชิ้น”เสียงถอนหายใจดังขึ้นหลังจากใช้จิตสำนึกสำรวจดูภายในร่างกายของตนเองแล้วปรากฏกลุ่มก้อนพลังลมปราณคล้ายอัญมณีอยู่ทั้งหมดแปดแห่งทั่วร่าง
“อีกนานเพียงใดกันกว่าที่ข้าจะมีพลังมากพอ...” ภาพวันเก่าๆคล้ายย้อนกลับมาในความทรงจำ หยาดโลหิตกลิ่นคาวเืและเสียงร่ำร้องด้วยความเ็ปยังคงชัดเจน หนึ่งพันห้าสิบสองชีวิตที่สูญเสียไม่ว่าอย่างไรย่อมต้องชดใช้เขากำหมัดพลางข่มตาลงสงบจิตใจไม่ว่าจะอย่างไรเขาจะต้องแก้แค้นคนระยำเ่าั้ให้จงได้!!!
.........................................................................................................................................................................
“ไอ้เ้าพวกเศษขยะ!ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!!”ภายใต้แสงอาทิตย์ในยามเช้า เสียงะโโหวกเหวกโวยวายดังสนั่นไปทั่วบริเวณหลงไป๋และชายชราหลงชิงซวนเดินออกมาดูหน้ากระท่อมพวกเขาไม่แปลกใจนักกับกลุ่มคนเบื้องหน้าเพราะพวกเขามักจะมาเช่นในเสมอ
ในเขตชายแดนที่แสนทรุกันดารยิ่งตอกย้ำว่าความแข็งแกร่งคือที่สุดพลังคือทุกอย่าง กลุ่มชายด้านหน้ามีทั้งหมดสามคนตรงกลางเป็ชายร่างอ้วนเตี้ยสวมชุดผ้าดิบสีสะอาดแม้ไม่ได้หรูหรานักหากแต่ในเมืองที่แล้งแค้นเช่นเมืองชายแดนเช่นนี้กับเป็ของฟุ่มเฟือยอย่างแท้จริง
บ่งบอกถึงสถานะความเป็อยู่ของเถ้าแก่กวงได้เป็อย่างดีด้านข้างเป็ชายร่างกำยำชื่อตงตง ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามนั้นใช้ข่มขวัญผู้คนมานักต่อนักแล้วถัดออกไปทางฝั่งซ้ายเป็ชายร่างผอมสูงหน้าเ้าเล่ห์รอยยิ้มเย้ยหยันที่ประดับอยู่บนใบหน้านั้นไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าของตงซูแม้เพียงครึ่งวัน
สองพี่น้องแซ่ตงมักจะคอยติดตามอารักขาและบริการเถ้าแก่กวงอยู่เสมอในครั้งนี้ก็เช่นกันพวกมันทั้งสองต่างมาทำหน้าที่เก็บส่วยจากผู้คนในเขตชายแดนรอบนอกนี้ครานี้เป็คราวที่หลงไป๋จะต้องส่งส่วยให้กับเถ้าแก่กวงเป็สมุนไพรพื้นฐานจำพวกหญ้าห้ามเืสิบกำ หญ้าจันทร์ขาวยี่สิบกำ ปกติเถ้าแก่กวงมักเรียกเก็บเพียงเดือนละครั้งทำให้หลงไป๋ไม่ได้มีปัญหามากนักหากแต่่หลังเถ้าแก่กลับเรียกเก็บส่วยเป็เดือนละสองครั้ง ถัดมาไม่นานก็เปลี่ยนเป็สี่หนคืออาทิตย์ละครั้งซึ่งเกินกำลังหลงไป๋กับหลงชิงซวนไปมากภายหลังเมื่อหลงไป๋ไม่อาจหาส่วยมาจ่ายให้ได้ก็มักจะถูกทุบตีอยู่เสมอพอคิดถึงตรงนี้ไฟโทสะในใจก็ปะทุออกมาผ่านแววตาของหลงไป๋ เขายินยอมเ็ปเพราะเห็นแก่ชายชรามามากแล้วครั้งนี้เขาจะไม่ยอมอีกต่อไป ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์มาข่มเหงรังแกเขาชีวิตของเขามันถูกเหยียบย่ำมากมากเกินพอแล้ว
“ว่ายังไงเ้าเศษขะ...ขะ” ไม่ทันที่ตงซูจะพูดจบหมัดที่ถูกอัดด้วยพลังลมปราณแรกเริ่มขั้นที่แปดก็อัดเข้าเต็มใบหน้าส่งร่างของตงซูลอยกลิ้งที่เื้ัอยู่หลายตลบ
“หึ ตีก่อนได้เปรียบใครบอกให้เ้ามัวแต่พูดมาก” หลงไป๋แสยะยิ้มเ้าเล่ห์ ก่อนจะถอยฉากมายืนอยู่ข้างหลงชิงซวน เขารู้ดีว่าหากไม่ชิงลงมือก่อนย่อมไม่อาจมีชัยเหนือไปกว่าเ้าคนโฉดสองคนนี้ได้สองเท้าเร่งพลังยุทธ์ไว้เพื่อเตรียมหลบหนีโดยเฉพาะการฝืนปะทะกับคนร่างั์อย่างตงตง ซึ่งหน้าดูเป็เื่ที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่
ตูม!!! ร่างของตงซูกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่เื้ัจึงหยุดลงได้ ตงซูกุมไปที่ใบหน้าด้วยความเ็ปสายตาที่มองไปยังกลางฝ่ามือของตนปรากฏเป็ฟันจำนวนสองซี่ที่หักปนกองเือยู่เต็มตา แววตาตงซูฉายภาพไฟแค้นปะทุขึ้นมาทันที“ตงตงฆ่ามันนนนน! อย่าให้มันได้ตายดี”
เสียงตระโกนโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นก่อนที่ตงตงจะทะยานร่างเข้าหาหลงไป๋กับหลงชิงซวนในตอนนั้นเองที่เสียงของชายชราดังขึ้น
“หยุดมือซะ!!!”ตงตงที่ทะยานร่างมาด้วยความเร็วพลันหยุดชะงักจนแทบจะล้มคว่ำหน้าคะมำเพราะเสียงที่ทรงพลังและหน้าเกรงขามของชายชราแต่เมื่อเขาตั้งตัวเงยหน้าขึ้นมาพบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าทำให้เขาแทบจะอกแตกตายเพราะตอนนี้เงาร่างของสองปู่หลานปรากฏอยู่ไกลลิบเข้าราวป่าไปไกลแล้ว
“หนอยยยย...เ้าพวกเศษสวะ!! หากวันนี้ไม่ได้หักแขนหักขาพวกเ้าข้าไม่ขอใช้ชื่อตงตง”เมื่อพูดจบตงตงก็ทะยานร่างติดตามเงาร่างของหลงไป๋ไปอย่างรวดเร็วถัดออกไปไม่ไกลปรากฏเงาร่างของตงซูตามมาติดๆหากแต่เมื่อมองดูดีดีแล้ว จะเห็นได้ว่าตงซูนั้นมีความเร็วมากกว่าตงตงหลายเท่า
เพียงพริบตายตงซูก็มาปรากฏอยู่ด้านข้างของหลงไป๋พร้อมกับซัดหมัดอออกไปเต็มแรงหลงไป๋ที่เห็นดังนั้นจึงหยุดร่างพลันหันกลับชกหมัดไปปะทะกับตงซู
ตูม
แรงปะทะกันปรากฏเป็ระลอกคลื่นอากาศกระแทกไปรอบๆเสียงดังสนั่น ฝูงนกที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ต่างพากันบินออกไปด้วยความตื่นตระหนกหลังจากฝุ่นควันสงบลง ร่างทั้งสองค่อยๆเด่นชัดขึ้น หมัดขวาของตงซูนั้นปรากฏหยาดโลหิตไหลรินออกมาจากาแน้อยใหญ่ในขณะที่หมัดของหลงไป๋นั้นปรากฏเพียงรอยถลอกเท่านั้น
“เป็ไปไม่ได้... พลังลมปราณแรกเริ่มขั้นที่แปด!!!” ไม่แปลกที่ตงซูจะใเพราะแต่เดิมนั้นหลงไป๋ไม่เคยตอบโต้พวกเขาสองพี่น้องแม้เพียงครั้งเดียวทุกๆครั้งจะเป็พวกเขาที่คอย “สั่งสอน” หลงไป๋อยู่เสมอไม่เพียงแต่จะต้องรับรู้ว่าหลงไป๋นั้นเป็ผู้ฝึกยุทธ์ หากแต่ยังเป็พลังยุทธ์ที่เทียบเท่ากับตนคือขั้นที่แปดอีกตอนนี้ตงซูเลยได้แต่ทำตาโตตะลึงงัน กับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ท่าร่างัล่องนภา”หลงไป๋ทะยานร่างมาเบื้องหน้าของตงซู พร้อมกับปล่อยหมัดเข้าใส่ตงซูด้วยความรวดเร็วในใจพลางคิดคำนึงถึงครั้งที่ต้องทนถูกสองพี่น้องนี้เหยียบย่ำรังแก
ทุกครั้งเป็เพราะท่านปู่ห้ามปรามข้าจึงไม่อาจตอบโต้ ทุกครั้งเป็เพราะข้าขลาดกลัว เกินกว่าจะฝืนโต้เถียงทุกครั้ง... แต่มันจะไม่ใช่ครั้งนี้ ข้าหลงไป๋ขอสัญญากับตนเอง ว่าจะทำลายทุกคนที่คิดร้ายต่อข้าคิดร้ายกับครอบครัวของข้า ชีวิตข้าสูญเสียมากมากจนเกินพอแล้วและข้าจะไปยอมสูญเสียสิ่งใดอีกแม้เพียงเสี้ยวเศษโดยเฉพาะ ศักดิ์ศรีของตัวข้าเอง