“ข้ารู้ว่า ข้าสามารถดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านความทรงจำที่อยู่ในร่างนี้ได้”
นิโคลัสเริ่มบอกกล่าวให้เด็กหนุ่มเข้าใจเพิ่มขึ้น
“แต่บางเื่ เ้าไม่อาจใช้เพียงแค่ตาดู หรือ หูฟัง เ้าต้องใช้ประสบการณ์และความรู้สึกของเ้าเอง ในการพิจารณาการกระทำของผู้คนที่เ้าเห็น”
“และ ความรู้สึก นี่แหล่ะที่ข้าไม่แน่ใจว่าข้าจะอ่านจากความทรงจำของเ้าได้หรือไม่ ข้าเลยต้องถามเ้าไว้ก่อน”
เขา้ายืนยันสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อยไว้ก่อน เพราะถ้าพลาดขึ้นมาเขาเองที่จะลำบาก
“เ้าฟังที่ข้าพูด แล้วค่อย ๆ คิดทบทวนเื่ต่าง ๆ ระหว่างหลบหนี ให้ข้าฟังทีหลัง”
หนุ่มใหญ่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“คนทรยศที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่ม จะมีอยู่ สอง แบบ ที่น่าสังเกต"
"คือ หนึ่ง คนที่าเ็น้อยที่สุด เนื่องจาก คนทรยศ ต้องอยู่กับเ้าไปตลอดทาง ดังนั้นทีมไล่ล่าไม่อาจทำอันตรายร้ายแรงกับคนนี้ได้”
ในขณะที่กล่าวนิโคลัสคอยดูสีหน้าของเด็กหนุ่มอย่างไม่วางตา
“และ สอง คือคนที่าเ็หนักเป็คนแรกหรือคนที่สอง เพราะหลังจากนั้นเขาจะแค่ประคองตัวหนีมากับพวกเ้าโดยอ้างว่าาเ็หนัก ซึ่งก็อาจจะหนักจริงแต่ไม่ตาย และแถมยังเป็ตัวถ่วงให้พวกเ้าเดินทางช้าลงได้อีกด้วย
เอาหล่ะ เ้าค่อย ๆ คิดทบทวนดี แล้วบอกข้าถึงสิ่งที่เ้าคิด ข้าไม่อยากตายอย่างโง่งมทั้งที่พึ่งมาถึงโลกนี้”
นิโคลัสกล่าวประโยคที่ทำให้เด็กหนุ่มแทบเข่าทรุดไปกองกับพื้น
‘ถ้าเขาพลาด เขาจะทำให้ความหวังของตระกูลพังทลาย เขาพลาดไม่ได้’
เด็กหนุ่มคิด มือที่กำแน่นค่อย ๆ คลายออก
เขาผ่านคลายตัวเองเหมือนตอนฝึกเวทมนตร์ สมาธิ สมาธิ คิดทบทวนถึงเหตุการณ์ต่างแล้วเรียงร้อยเข้าด้วยกัน
ค่อย ๆ ดึงคนที่เข้าไว้ใจที่สุดออกเพื่อให้เหลือตัวเลือกน้อยที่สุด
‘คนแรก พ่อบ้านรอย ผู้เป็เหมือนพี่เลี้ยงของบิดาั้แ่บิดาเขาเป็เด็ก ร่วมรบกับบิดามามากมาย ในฐานะจอมเวท ยอมาเ็หนักเพื่อบิดาก็หลายครั้ง และสำคัญที่สุด บิดาเคยบอกว่า คนสุดท้ายในโลกนี้ที่จะทรยศพวกเราคือ พ่อบ้านรอย ดังนั้น พ่อบ้านรอย ตัดออกไปได้’
‘คนที่สอง หัวหน้าอัศวินวิคเตอร์ ผู้ผ่านการฝึกอบรมโดยกลุ่มอัศวินของตระกูลั้แ่ยังไม่ได้ปลุกพลังด้วยซ้ำ เพราะเป็เด็กที่พ่อบ้านพามาจึงได้รับการอบรมอย่างเข้มงวด และเป็พี่เลี้ยงและองครักษ์ของข้าั้แ่ข้าเริ่มเดินได้ เหตุที่เป็คนที่ไว้วางได้มากที่สุดเพราะว่า เขาคือลูกของพ่อบ้านรอย ข้าก็พึ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้ แต่ท่านพ่อรู้มาั้แ่ พ่อบ้านพาวิคเตอร์เข้ามาแล้ว ที่ไม่อยากเปิดเผยเพราะ้าขัดเกลาวิคเตอร์อย่างเด็กธรรมดาที่ไม่มีสิทธิพิเศษอันใด’
‘ส่วนคนที่เหลือ...’
เขาค่อย ๆ คิดถึงองครักษ์อีกสิบสี่คน โดยเรียบเรียงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทาง ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร สีหน้า ท่าทาง ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่เขาจะนึกได้ จนในที่สุดเขาก็สรุปออกมา
“ตามที่ท่านบอก ข้าน้อยพอสรุปคนที่น่าสงสัยได้ สองคน"
ชายหนุ่มเริ่มสรุปให้ฟัง
"คนแรก นักเวทขาวอังเดร เป็เหมือนหมอประจำทีมอัศวิน มีพลังในการรักษา และมีความสามารถด้านเวทแสงช่วยสนับสนุนทีม
ดังนั้นบุคคลนี้ จะได้รับการปกป้องอยู่เสมอและอยู่ในวงป้องกันของทีมตลอดมา แม้เป็คนที่าเ็น้อยที่สุดแต่ก็เสียพลังไปมากที่สุดเสมอ"
หนุ่มน้อยสีหน้าจริงจังยามกล่าวถึงอังเดร
"ทุกครั้งที่มีผู้าเ็ เขาจะรักษาอย่างเต็มที่ทุกครั้ง จนตัวเองแทบหมดพลังเวท แม้ในขณะนี้ หลังจากรักษาให้คนอื่นเสร็จแล้ว ตัวเองยังไม่ฟื้นพลังเลยขอรับ”
เขาเริ่มเอ่ยถึงบุคคลที่สองทันที
“คนที่สอง โทมัส เป็รองหัวหน้าหน่วยอัศวินนี้ เขาเป็ผู้าเ็หนักคนที่สอง เพราะคนแรกได้เสียชีวิตไปแล้วระหว่างทาง และที่แปลกคือ ทั้งที่อาการาเ็ของคนอื่นสามารถรักษาให้สนิทได้
แต่อาการาเ็ของ อังเดร ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้เลย เหมือนมีการอักเสบเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่โทมัสก็ไม่ได้สาหัสเกินไปจนต่อสู้ไม่ได้ เขายังคงช่วยต่อสู้ตลอดทางมาที่นี่ขอรับ”
เด็กหนุ่มอธิบายเพิ่มเติมตามความทรงจำของเขา และเริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง
“ข้าเข้าใจแล้ว ที่เหลือข้าจะจัดการต่อเอง”
เมจิกเชี่ยนพอเข้าใจสถานการณ์ได้และมีแผนแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป
“แล้วเ้าได้บอกคนของเ้าไว้หรือไม่ ว่าตัวเ้าจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่เ้าคนเดิม”
แม้จะรู้ว่าสามารถหาจากความทรงจำได้ก็ตาม แต่หากนายน้อยคนนี้ไม่ได้บอกไว้ก่อนจะได้ช่วยกันหาวิธีป้องกันการเข้าใจผิดกันได้
“ข้าน้อยได้แจ้งพวกเข้าไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านมิต้องเป็กังวล หากมีอะไรขอให้ปรึกษาท่านพ่อบ้านได้เลยขอรับ”
นิโคลัสสบายใจที่เขาได้บอกกับคนเ่าั้ไว้ล่วงหน้าแล้ว มิเช่นนั้นน่าจะเกิดปัญหาขึ้นแน่นอน
“เ้ามีอย่างอื่นอีกไหม”
ท่านเทพเอ่ยถาม
เมื่อได้ยินเทพผู้พิทักษ์กล่าวคำ หนุ่มใหญ่ในร่างหนุ่มน้อยเดินไปเบื้องหน้าเทพ แล้วทำการคุกเข่าทั้ง 2 ข้างลงที่พื้นเบื้องหน้า
“ข้าน้อยขอขอบพระคุณเทพผู้พิทักษ์ ที่มอบโอกาสให้ข้าน้อยได้มีชีวิตอีกครั้ง และมอบความหวังที่ข้าน้อยจะได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตตามที่ตนเอง้า ข้าน้อยขอคารวะต่อท่าน”
เมื่อกล่าวจบ นิโคลัสทำการหมอบกราบจนหน้าผากจรดพื้น และทำซ้ำจนครบ สามรอบ คล้ายๆ กับที่ผู้คนทางเอเชียปฏิบัติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเคารพบูชา
“ดี...ดี...ดี”
ท่านเทพผู้พิทักษ์กล่าวอย่างชื่นชม พร้อมเผยรอยยิ้มกว้าง ไม่ว่าภารกิจจะสำเร็จหรือไม่ เขามั่นใจว่าเขาเลือกคนไม่ผิดจริงๆ
เมื่อทำการคารวะเสร็จ ได้หันไปทางเด็กหนุ่ม ที่ตอนนี้ก็ยิ้มแก้มแทบปริเช่นเดียวกัน
“เ้าคิดอะไรไม่ดีกับข้าหรือเปล่า มองหน้าข้าแล้วยิ้มแบบนี้ ข้ารู้สึกไม่ดีเลยนะ”
นิโคลัสสัพยอก ทำเอาคนที่กำลังอารมณ์อิ่มเอมใจถึงกับสะดุดเลยทีเดียว
“เราต้องแยกย้ายกันแล้ว ข้าขอให้เ้าไม่โดนท่านเทพ ทารุณกรรม นะ”
“ขอให้เทพคุ้มครองเ้า”
หนุ่มใหญ่กล่าวคำอำลาตามแบบของโลกเวทมนตร์ ที่เขารู้จากความทรงจำร่างนี้
“ขอให้เทพคุ้มครองท่านเช่นกัน”
เด็กหนุ่มโค้งคารวะด้วยความเคารพอย่างสูง และมีอาการสั่นเบา ๆ ให้เห็น
ความหวังของครอบครัวที่เขาได้แบกรับไว้ เขาได้ส่งต่อภารกิจเรียบร้อยแล้ว
นับจากนี้ เขาทำได้เพียงสวดภาวนาขอให้เทพคุ้มครองร่างนี้ให้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดไป
นิโคลัสหันไปทางเทพผู้พิทักษ์พร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ข้าน้อยขอให้ท่านเทพมีความสุขกับสิ่่่่่่่่งของสักการะที่ได้ในครั้งนี้นะขอรับ”
“ข้าขออำลาท่าน ณ ตรงนี้ หากมีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่ แต่ขอเป็ท่านมาหาข้าเองได้ไหมขอรับ”
เป็คำกล่าวอำลาท่านเทพอย่างจริงใจที่สุด
“เ้านี่นะ อัดอั้นตันใจไม่มีใครคุยด้วยหรือไร เอาเถอะ ข้าไปแล้ว ไว้มีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่”
กล่าวจบท่านเทพโบกมือไปทางเด็กหนุ่ม ทำให้ิญญาเด็กหนุ่มลอยเข้ามาใกล้
แสงสีม่วงอ่อนเริ่มแผ่ออกจากร่างท่านเทพเข้าห่อหุ้มทั้งสองเอาไว้ ค่อยๆ ลอยขึ้นไปเบื้องบนสูงขึ้น ๆ จนนิโคลัสเห็นเพียงเงาลางเลือน
กริ๊ง!
เสียงโลหะดังขึ้นกระทบโสต นิโคลัสเงยหน้าขึ้นไปทางเสียง ที่อยู่ทิศทางเดียวกับที่ทั้งสองจากไป
“เก็บสิ่งนี้ไว้ในตัวเ้า เหมือนที่เ้าเก็บตำราเล่มนั้น”
เสียงท่านเทพเข้าสู่จิตใจของนิโคลัสโดยตรง แล้วก็เงียบหายไปไม่ได้พูดสิ่งใดอีก
นิโคลัสเห็นเหรียญตราขนาดเท่าอุ้งมือ หมุนคว้างมาที่เขา เขายกมือขึ้นรับและเริ่มสังเกตสิ่งที่อยู่บนเหรียญตรา
สัญลักษณ์บนเหรียญเป็รูป มือขวาที่กำดาบใหญ่ไว้และมือซ้ายถือคทาเวท โดยอาวุธทั้งสองไขว้ทับกัน
ด้านข้างทางซ้ายมีรูปเปลวไฟ ส่วนทางขวาเป็สายฟ้า
้ารูปสายลม ด้านล่างมือทั้งสองข้าง มีรูปสัญลักษณ์น้ำและพื้นดิน
“ท่านเทพเป็ทั้งนักรบและนักเวทเลยเหรอ”
เขาพึมพำกับตนเอง พร้อมกับนำเหรียญตรานี้แตะที่หน้าอก มันค่อยๆ จมลึกลงไปในร่างกายและหายไปในที่สุด
“น่าจะบอกกันซักนิดว่ามันใช้ทำอะไร”
เขาตัดพ้อเล็กน้อย
เมื่อทุกคนไปจากไปแล้ว เขาคงก็ต้องไปเช่นกัน
แต่ก่อนไปพบเหล่าองครักษ์ เขาต้องเรียบเรียงข้อมูลต่างๆ จากความทรงจำของร่างนี้ซักเล็กน้อย เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเอง
“ตอนนี้ ข้าอยู่ห่างออกมาทางเหนือของแม่น้ำเซราฟิส"
"ที่นี่เป็ ป่าขนาดใหญ่ ที่อยู่ทางทิศใต้ของ แคว้นฮาเวนดอร์ ในอาณาจักรวาลเดียซินะ”
เขาค่อย ๆ เรียบเรียงถึงตำแหน่งปัจจุบันของเขาตามแผนที่ในความทรงจำ
“ข้าต้องเดินทางขึ้นเหนือ โดยผ่านแคว้นฮาเวนดอร์ แล้วขึ้นเหนือต่อไปที่เมืองราชวงศ์ของจักรวรรดิวาลเดีย ที่อยู่ภาคกลาง"
"มันก็ไกลอยู่ ถ้าขี่ม้าจากที่นี่ ต้องใช้เวลาเดินทาง มากกว่าสี่เดือนกว่าจะถึงที่หมาย” เขาคำนวณเวลาคร่าวๆ
โชคดีที่อาณาจักรนี้ ไม่มีาระหว่างแคว้น ปัญหาเดียวที่จะพบระหว่างทางคือสัตว์อสูรและโจรป่า
“ถ้าไม่ดวงแตกจริงๆ ก็น่าจะไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย”
“ต่อไปขอดูว่า ข้าได้อะไรมา”
นิโคลัสทำสมาธิคิดถึง ตำราแห่งสรรพสัตว์ ที่ท่านเทพมอบให้
เขาทำท่าเหมือนถือตำราอยู่ และทันทีที่คิดถึงตำรา มันก็ปรากฏขึ้นมาอยู่บนมือของเขา เขาทำการเปิดหน้าแรกของหนังสือด้วยอยากรู้ถึงสิ่งที่เขียนอยู่ข้างใน
"ตำราหัวใจสรรพสัตว์ มิตรแห่งสัตว์ทั้งมวล
สานจิตด้วยใจ ผูกสายใยแห่งมิตร
สรรค์สร้างมรรคาด้วยจิต ประสานชีวิตด้วยิญญา
อุทิศพลังเพื่อพลัง หักหลังคือวางวาย"
เขาเพ่งมองตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าแรกของตำรา มีเพียงไม่กี่ประโยคแต่เหมือนครอบคลุมหลักการต่างๆ ของตำราเล่มนี้ไว้ทั้งหมด
“หน้าอื่นๆ ไม่เห็นมีข้อความหรือตัวอักษรอะไรเลย ไม่มีสัญลักษณ์ที่ดูอลังการ เป็เพียงแผ่นหนังสีดำด้าน แผ่นบาง ๆ ที่ไม่รู้ว่าทำจากหนังสัตว์ชนิดใด ค่อนข้างยืดหยุ่นและมีความเหนียวเล็กน้อย”
เขาพึมพำขณะที่เปิดหน้าตำราไปเรื่อย ๆ
เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายและไม่พบอะไรเขาก็กลับไปเปิดดูที่หน้าแรกอีกครั้ง
“รวมแผ่นแรกที่มีโคลงนี้อยู่ ในตำรานี้มีเพียงแปดแผ่น"
"จากโคลงท่อนที่สอง สานจิตด้วยใจ ใจในที่นี้ ไม่น่าใช่ พลัง แต่เป็ความบริสุทธิ์ของใจ เพราะมิตรภาพ มิอาจสร้างด้วยพลัง”
เขาเริ่มวิเคราะห์ความหมายที่น่าจะเป็ไปได้
“สรรค์สร้างมรรคาด้วยจิต น่าจะหมายถึงการใช้ความคิดสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา หรือกำหนดแนวทางหรือรูปแบบอะไรหรือเปล่า ตอนนี้ยังไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ต้องทำด้วย จิต”
“ประสานชีวิตด้วยิญญา ประโยคนี้ก็น่าจะตรงไปตรงมา คงต้องทำสัญญาิญญากับเหล่าสัตว์แน่นอน”
“อุทิศพลังเพื่อพลัง ส่วนนี้ ข้าคงต้องมอบพลังให้เขาก่อนเพื่อให้สัตว์สัญญาแข็งแกร่งขึ้นแล้วพวกเขาก็จะช่วยข้าได้ ก็ยุติธรรมดี”
“ส่วนสุดท้าย ‘หักหลังคือวางวาย’ ช่างโดนใจข้าเสียเหลือเกิน ท่านเทพช่างเอ็นดูข้ายิ่งนัก"
"หากได้พบอีกครั้งข้าจะเข้าไปกอดและหอมแก้มสักทีเพื่อแสดงความขอบคุณท่านเทพ...”
นิโคลัสที่ผ่านการโดนทรยศมาหลายครั้ง ร่างนี้ที่ได้มาก็เพราะโดนทรยศ ดังนั้นตัวเขาจึงชิงชังเื่นี้เป็ที่สุด
เปรี้ยง!
อยู่ดีๆ ฟ้าก็ผ่าเอาดื้อๆ แบบไม่มีวี่แวว
“ไอ้บ้า! ใหมดเลย”
เขาใจนตัวโยน ที่อยู่ดีๆ ฟ้าก็ผ่าเฉยเลย แม้ไม่ได้ผ่าใกล้ ๆ เขา แต่เสียงมันก็ดังมากจนทำให้เขาใ
‘ทำข้าเสียอารมณ์เลย’
เขาบ่นในใจ
“แล้วข้าต้องฝึกอย่างไร ไม่เห็นตำราบอกอะไรเลย คงต้องพักเอาไว้ก่อนแล้วค่อยหาทางต่อภายหลัง”
ถึงแม้ไม่มีข้อมูลอะไร เขาก็ไม่รีบร้อน เพราะยังมีเื่อื่นให้ต้องทำอยู่
เขาปิดตำราและถือมันไว้ ค่อย ๆ ส่งความคิดไปที่ตำราเพื่อจะเก็บมันเข้าไว้ในร่างกายเหมือนเดิม แต่ทันใดเขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่าง
'เอ๊ะ! มีข้อมูลบางอย่างเข้าสู่ความคิดข้า'
เขาเริ่มไตร่ตรองข้อมูลต่างๆ ที่เขาพึ่งได้รับ
“การใช้งานเพียงแค่เพ่งสมาธิไปที่ตำรา แล้วคิดว่าจะทำอะไร ง่ายดายเพียงนี้
การฝึกฝน ให้ทำสมาธิ แล้วดึงดูดพลังธรรมชาติรอบตัวเข้าสู่ร่าง แล้วชักนำพลังเข้าสู่ตำราเพื่อสะสมพลังไว้ภายใน ยิ่งสะสมพลังได้มาก ทำให้เปิดใช้งานแผ่นหนังได้"
เขาค่อยๆ เรียบเรียงความรู้ที่ได้รับมา ล้วนเป็การฝึกฝนตำราเล่มนี้
"สะสมพลังได้เพียงทีละแผ่น เมื่อแผ่นหนึ่งสมบูรณ์แล้ว ถึงจะไปแผ่นถัดไปได้”
“ค่อนข้างยากอยู่ ไม่รู้ว่าแต่ละแผ่นต้องใช้เวลานานเท่าไหร่”
เขาคิดเผื่อวันข้างหน้า
“โชคดีที่ แผ่นแรก สามารถใช้งานได้เลย แต่ก็ไม่รู้ใช้งานอะไร อย่างไรอยู่ดี"
"น่าเสียดายที่ยังไม่รู้ว่าจะทำสัญญาได้กี่ตัว แม้แต่ละแผ่นจะทำสัญญากับสัตว์เพียงตัวเดียว แต่ก็ไม่มีบอกว่าทุกแผ่นสามารถทำสัญญาได้
อีกทั้ง สัตว์ที่ทำสัญญาด้วย ต้องมีระดับไม่สูงเกินกว่าระดับพลังของข้ายกเว้น..สัตว์ตัวนั้นาเ็หนักจนระดับพลังลดลงและยินยอมทำสัญญากับข้าเอง”
“ในตำราเล่มนี้ มีมิติย่อยด้วยเหรอนี่ แต่ตอนนี้ยังเปิดไม่ได้ อาจเอาไว้ให้สัตว์ได้พักผ่อน ไว้ภายหลังค่อยดู"
"ข้าดูเื่อื่นก่อนดีกว่า เวลามีน้อย อาทิตย์ใกล้พ้นแนวยอดเขาแล้ว”
นิโคลัสเงยหน้ามองไปที่ยอดเขา แล้วรู้ว่าเขาเหลือเวลาเตรียมตัวไม่มากแล้ว เขาเก็บตำราเข้าสู่ร่างกาย และเริ่มทำสมาธิสำรวจร่างกายตัวเอง
“ร่างกายข้า ช่างผอมแห้งสิ้นดี แต่นักเวทมักเป็แบบนี้ ข้าต้องเริ่มฝึกฝนร่างกายโดยเร็วที่สุดแล้ว”
เขาไม่ค่อยพอใจสภาพร่างกายตนเองนัก แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้
“ตอนนี้ ข้าต้องเริ่มจาก ผู้ฝึกหัด สินะ แล้วข้าต้องทำอย่างไร อืม.... เข้าใจละ”
เขาทบทวนความทรงจำของร่างนี้ และรู้ว่าเขาต้องทำอย่างไร
เขานั่งลงกับพื้น ทำท่าเหมือนการนั่งสมาธิ ผ่อนคลายร่างกาย ค่อยๆ รับรู้ถึงสิ่งต่างๆ รอบกาย
จากความทรงจำของร่างนี้ ที่นี้ พลังที่อยู่ท่ามกลางอากาศทั่วไป จะเรียกว่า พลังธรรมชาติ ทุกสายอาชีพจะดึงดูดพลังนี้เข้าสู่ร่างกาย
เพื่อไปขัดเกลา แก่นหรือแกน สะสมพลัง ของตนเอง โดยแต่ละอาชีพจะมีแก่นที่แตกต่างกันไป
ในโลกเวทมนตร์ใบนี้ มีผู้ฝึกฝนมากมาย หลากหลาย วิถี โดยมี สี่วิถีหลัก ก่อนแตกแขนงไปเป็หลากหลาย วิถีรอง มากมาย
สี่วิถีหลักสายต่อสู้ ประกอบไป นักเวท อัศวิน นักรบหรือนักสู้ และนักล่า และวิถีสร้างสรรค์ เช่น นักประดิษฐ์และนักเล่นแร่แปรธาตุ
วิถีนักเวท ใช้ แกนมานา ในการสะสมพลังมานา เหตุที่อยู่บริเวณหัวใจเพราะเป็จุดที่มานาไหลเวียนมากที่สุด มิติพลังพิเศษจึงถือกำเนิดขึ้น ณ ตำแหน่งนั้น
ด้าน วิถีอัศวิน ใช้ แกนออร่า สะสมพลังออร่า อยู่บริเวณกลางอกระหว่างปอดทั้งสองข้าง ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางของร่างกายและศูนย์รวมแห่งจิตใจ
วิถีนักรบ นักสู้หรือนักล่า มี แกนวีร่า (Vira) เป็ที่สะสมพลังเจตจำนงแห่งการต่อสู้ โดยจุดที่ตั้งของแกนวีร่า อยู่บริเวณกะบังลมเหนือช่องท้อง ที่เสมือนเป็จุดที่ควบคุม การหายใจแบบลึก และสัมพันธ์กับ แรงส่งพลังทุกส่วนของร่างกาย อันเป็ส่วนสำคัญของสายนักสู้
สุดท้าย วิถีที่แตกต่างออกไปจากวิถีอื่นๆ ที่เป็การต่อสู้ นั่นคือ วิถีสร้างสรรค์ ที่เน้นการพัฒนาทักษะและความรู้เฉพาะทาง ผ่านการรังสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมา แม้ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเหมือนวิถีอื่นๆ แต่การผ่านขึ้นไปได้แต่ละระดับ ยากลำบากยิ่งนัก
“ข้าต้องสะสมพลังธรรมชาติเข้าสู่แกนมานา แล้วขัดเกลา พลังธรรมชาติ ไปเป็ พลังมานา หลังจากนั้น ระบายพลังออกจากแกนคืนสู่ ธรรมชาติ ได้รับมาแล้วส่งคืนกลับ หมุ่นวนเป็วัฏจักร”
เขาทบทวนพร้อมกับค่อยๆ ทำตามวิธี
พลังธรรมชาติ เริ่มๆ ไหลช้าๆ เข้าหาเขา ซึมผ่านิัจากทุกส่วนของร่างกาย แล้วไปรวมกันที่ แกนมานาทรงกลมขนาดเท่าเมล็ดงา บริเวณกึ่งกลางหัวใจ
จากเริ่มแรกที่ไม่มีสีสันใดๆ ซักพักเริ่มมีสีแดงจางๆ ปรากฏขึ้นให้เห็นเล็กน้อย
“คงพอเท่านี้ก่อน ไม่มีเวลาแล้ว ไม่งั้นพวกนั้นเข้ามาตามข้าแน่”
เขาลืมตาขึ้น พร้อมกับหยุดฝึกเวท เตรียมออกไปที่ชายป่า
“โลกใหม่ วิถีใหม่ แต่ตัวข้ายังดังเดิม เพิ่มเติมคือเก่งกว่าเก่า”
เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมตัวเอง
นิโคลัสปรับอารมณ์แล้วมุ่งหน้าเดินออกไปทางแนวชายป่าที่อยู่ไกลๆ
แสงแรกแห่งอรุณรุ่งค่อยๆ ผุดพ้นแนวเทือกเขา ลำแสงสีทองอ่อนๆ ทะลุผ่านไอหมอกจางที่โอบกอดผืนป่าไว้
คลื่นความอบอุ่นได้ปลุกสรรพชีวิตให้ตื่นจากการหลับใหล หลากชีวิต เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
นกน้อยส่งเสียงร้องประสานไปกับเสียงลมพัดอ่อนๆ ทำให้ใบไม้พริ้วไหวไปตามแรง เสมือนธรรมชาติกำลังบรรเลงบทเพลงต้อนรับ
การเดินทางครั้งใหม่เริ่มต้นแล้ว...