ตอนที่20 : ใต้เงาจันทร์เดียวกัน
แสงจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญทอดยาวทั่วนครเซี่ยงหนาน
ถนนทุกสายเต็มไปด้วยแสงโคมสีทอง
ผู้คนเฉลิมฉลองเทศกาล “ขอบคุณฟ้า” ซึ่งปีนี้กลับมีสิ่งใหม่ให้พูดถึงมากที่สุด—
“สุราลมเหนือของหานเหอฟาง!
ดื่มแล้วอบอุ่นราวถูกฟ้าโอบรัด!”
เสียงหัวเราะและเสียงขลุ่ยดังแข่งกับเสียงจอกชนกันทั่วเมือง
ร้านของ หานเหอฟาง สว่างไสวด้วยโคมนับร้อย
บนโต๊ะวางเรียงสุราในขวดดินเผาสีฟ้าอ่อน มีตราดอกบ๊วยเหนือคลื่นเป็ตราประจำร้าน
ไป๋อวี้จิงยืนที่หน้าร้านในชุดกี่เพ้าสีขาวเงิน
ลมเย็นพัดกลีบดอกบ๊วยปลิวผ่านเส้นผมนาง
หลินเทียนวิ่งมารายงานด้วยความตื่นเต้น
“ท่านหญิง! สุราทุกขวดขายหมดภายในยามเดียว!
พ่อค้าจากแคว้นฉีขอซื้อสิทธิ์จำหน่ายเพิ่มอีกสามเท่า!”
ไป๋อวี้จิงยิ้มบาง
“ดี... จัดการให้เรียบร้อยและอย่าลืมแบ่งผลกำไรบางส่วนให้แรงงานด้วย”
“ขอรับ!”
ขณะเดียวกันหานอวี้จินอยู่ที่ศาลาริมบึงด้านหลังร้าน
ลมเหนือพัดเบา ๆ กลิ่นสุราลอยปะปนกับกลิ่นบ๊วยหอม
เขายกจอกสุราขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย แล้วทอดสายตาข้ามผืนน้ำ
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
ไป๋อวี้จิงเดินเข้ามาในแสงจันทร์
แสงเงินสาดลงบนผมนางราวกับประกายหิมะ
“ยังไม่นอนหรือ?”นางถามเสียงนุ่ม
“คืนนี้...ข้ารู้สึกอยากคุยกับฟ้ามากกว่าหลับ”
เขายิ้มบาง
“ฟ้าก็ฟังเ้าทุกคืนอยู่แล้วมิใช่หรือ?”
“แต่คืนนี้ข้าอยากให้คนข้างๆ ฟังมากกว่า”
นางหัวเราะเบา ๆ แล้วนั่งลงข้างเขา
เงาของทั้งสองทอดซ้อนกันบนผืนน้ำอย่างสงบ
หานอวี้จินรินสุราอีกจอก ส่งให้นาง
“ลองดูสิ สุรานี้คือล็อตแรกที่ข้าไม่แตะต้องเลย ให้ช่างทำตามสูตรใหม่ทั้งหมด”
ไป๋อวี้จิงรับมาอย่างระมัดระวัง
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยขึ้นแตะจมูก
นางจิบเบา ๆ แล้วหลับตา
“รสนุ่มละมุนกว่าที่เคยข้างล่างมีรสผลไม้แฝง
ราวกับมีแสงจันทร์อยู่ในถ้วย”
“ข้าผสมน้ำตาลขาวในอัตราส่วนใหม่เพื่อให้รสกลมกล่อมขึ้น
อยากให้คนดื่มแล้วไม่เมา — แต่ยิ้ม”
“เหมือนท่านสินะ”
หานอวี้จินชะงัก
“อะไรของเ้าอีก”
“คนที่ทำให้คนอื่นยิ้มได้โดยไม่ต้องพูดคำหวานใด ๆ”
ทั้งสองเงียบไปชั่วครู่
เพียงเสียงลมเหนือพัดกลีบบ๊วยปลิวร่วงลงบนบึง
ไป๋อวี้จิงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ตอนแรก... ข้าเข้ามาทำเพราะเห็นว่ามันน่าสนุก
แต่ตอนนี้... ข้าอยากอยู่เพื่อเห็นสิ่งที่ท่านสร้างเติบโต”
“เพราะเ้าอยากได้ผลกำไรหรือ?”เขาแกล้งถาม
“เพราะข้าอยากเห็นฟ้าที่ท่านวาดเอาไว้...กลายเป็จริง”
หานอวี้จินมองหน้านางนิ่งนาน
ก่อนจะเอื้อมมือออกมาช้า ๆ — เก็บกลีบดอกบ๊วยที่ติดอยู่บนผมนาง
“เ้ารู้ไหม...กลีบบ๊วยถึงจะสวยก็ร่วงง่าย
แต่คนที่กล้าอยู่กับมันในฤดูหนาว ถึงจะเข้าใจความงามนั้นจริง ๆ”
ไป๋อวี้จิงสบตาเขา
ในแววตานั้นมีทั้งความอบอุ่นและความสั่นไหวที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็คำ
“แล้ว...ถ้าหน้าหนาวนี้ยาวกว่าที่คิดเล่า?”
“ข้าก็จะยังอยู่ตรงนี้— จนกว่าหิมะจะละลาย”
ก่อนรุ่งสาง
เสียงฝีเท้าขององครักษ์ประจำตัว “จางอี้” ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ
เขาคุกเข่าลงตรงหน้า
“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ...มีข่าวด่วนจากเมืองหลวง
เสนาบดีฝ่ายขวาเริ่มเคลื่อนไหว กดดันให้สภาหลวงตรวจสอบ‘กิจการส่วนตัวขององค์ชายใหญ่’
กล่าวหาว่าท่านใช้ทรัพยากรแผ่นดินสร้างผลประโยชน์ส่วนตน”
ไป๋อวี้จิงหันขวับ สีหน้าซีดเผือด
“พวกมันจะกล่าวหาท่านเช่นนั้นได้อย่างไร!? ท่านทำเพื่อประชาแท้ๆ!”
หานอวี้จินยังคงนิ่ง
เขายกจอกสุราขึ้นอีกครั้ง ดื่มจนหมด
“เพราะพวกเขาเริ่มกลัว...เมื่อเห็นว่าคนธรรมดาเริ่มยืนได้ด้วยตัวเอง
ศัตรูที่แท้จริงของฟ้า — ไม่ใช่ความมืด
แต่คือคนที่กลัวแสง”
ยามรุ่ง
หานอวี้จินยืนอยู่บนระเบียงของร้าน
มองแสงแรกของอรุณสะท้อนบนขวดสุรานับพันที่เรียงราย
ไป๋อวี้จิงเดินมาข้าง ๆ
“จะทำอย่างไรต่อไป?”
เขายิ้ม
“ถ้าแสงจันทร์คืนนี้ทำให้พวกเขากลัว...
ข้าก็จะสร้างดวงอาทิตย์ให้พวกเขาหนีไม่พ้น”
นางยิ้มบาง
“ข้าจะอยู่เคียงข้างดวงอาทิตย์ดวงนั้นเสมอ”
เสียงลมเหนือพัดผ่าน
กลีบบ๊วยปลิวเกลื่อนท้องฟ้า
และใต้เงาจันทร์ที่ยังไม่จาง —
หัวใจสองดวงได้เต้นเป็จังหวะเดียวกันอย่างเงียบงัน