“เข้าใจแล้วครับ”
ผมกล่าวเช่นนั้นและครูใหญ่ก็ลุกขึ้นยืน
“งั้น...เดี๋ยวครูไปหยิบหนังสือเล่มใหม่มาให้รอซักแป๊ปนึงละกัน”
“จะไปชั้นสองเหรอผมอยากเห็นชั้นบนบ้างน่ะครับว่าเป็ยังไง”
“มันเป็ห้องพักครูน่ะ”
“ก็ผมอยากรู้นี่ครับ...การเติมเต็ม‘ความอยากรู้’ ก็เป็ ‘การเรียนรู้’ แบบหนึ่งนะครับ” ผมยิ้มบอกครูไป
และครูใหญ่ก็ยอมพาขึ้นมาที่ชั้นสอง...ที่ห้องพักครูด้วย
ชั้นสองไม่มีอะไรมากมีห้องอยู่หลายห้อง คงมีไว้สำหรับครูแต่ละคนแค่ห้องเต็มไปด้วยบานกระจกก็เท่านั้นเอง ทำให้มองเห็นภายในห้องได้
ในห้องก็มีตู้เอกสาร โต๊ะ เก้าอี้ ตะเกียง หลอดไฟ กองหนังสือ กองเอกสาร ของเล่นไม้ปิ่นโตกับข้าว กาน้ำร้อน เตาไฟ เตาผิง ประมาณนี้ โดยรวมก็เหมือนห้องพักครูทั่วไปจริงๆ
ครูใหญ่เดินไปหยิบหนังสือที่อยู่บนชั้นหนังสือ
ผมเหลือบไปเห็นตัวต่อไม้จังก้า ที่วางอยู่บนชั้นวางติดหน้าต่าง
“อะนี่ได้หนังสือแล้ว ลงไปกันเถอะ”
“มาเล่นเกมไม้จังก้ากับผมหน่อยได้มั้ยครับ”ผมชี้ไปที่ชั้นวาง
“แล้วเธอจะไม่อ่านหนังสือเหรอ”
“อ่านหนังสืออย่างเดียวมันก็น่าเบื่อเลยอยากจะลองอ่านหนังสือไปพลางๆ พร้อมกับเล่นเกมไม้ไปพลางๆด้วยเป็การฝึกแยกประสาทไงครับ”
“แต่ว่าเกมนี้จะพอสำหรับฝึกสมองเธอเหรอ”
“ผ่อนคลายนิดหน่อยกำลังดีครับ...แถมเกมนี้ยังเล่นคนเดียวไม่ได้ ต้องมีคู่เล่นด้วย”
“งั้นเหรอ...ถ้างั้นเอาลงไปเล่นข้างล่างด้วย-”
“ผมเกรงว่าเสียงจอแจข้างล่าง มันจะทำให้ผมจดจ่อไม่ไหวน่ะครับ...เล่นบนนี้มันสงบกว่า”
“ถ้าเธอว่าอย่างนั้น”
แล้วครูใหญ่ก็หยิบเกมไม้จากชั้นวางมากองบนพื้นยกกล่องไม้ขึ้น ตัวต่อไม้คงรูปเป็ตึกสี่เหลี่ยม พวกเราจึงเริ่มเล่นกัน
มือซ้ายผมเปิดอ่านหนังสือมือขวาก็หยิบแท่งไม้ออกมาวางที่ชั้นบนไปเรื่อยๆ
เมื่อผมเห็นว่าครูใหญ่เริ่มผ่อนคลายใกล้เคียงกับง่วงซึม
“อายุเท่าไหร่เหรอครับ”
“อะ!? อะไรเหรอ?”
“ลูกของคุณครู”
ครูใหญ่ชะงักไปพักหนึ่งแต่ก็สงบได้
“...6ขวบน่ะ”
“ชอบเล่นเกมนี้เหรอครับ...”
“...อือ”
“ลูกชายสินะครับ...”
“...ใช่”
“เป็เด็กยังไงครับ...”
“...ร่าเริงฉลาด อ่อนโยน เหมือนแม่เลย”
“เค้าชื่ออะไรครับ...”
“...เจสัน”
“เจสันเรียกครูว่าอะไรครับ‘ปะป๊า’ หรือ ‘คุณพ่อ’...”
“...ปะป๊า”
[“ปะป๊า~” ภาพของเด็กชายร้องเรียกชื่อพ่อั์ตาสีใสแจ๋ว จ้องมองมา พร้อมกับชูมือ ยื่นขึ้นมาหา]
“เกมโปรดของเจสันคือ...?”
“...เกมต่อไม้จังก้านี่”
“เล่นกับครูใหญ่เหรอครับ...”
“...และแม่ของเค้าด้วย”
“เจสันชอบนิทานก่อนนอนเื่อะไรครับ...”
“...‘พ่อหมีจอมกอด’”
“เจสันชอบกอดคุณก่อนนอนสินะ...”
“...ใช่”
“เค้าคงรู้สึกอุ่นน่ะไอ่อุ่นจากพ่อและแม่ที่นอนอยู่ข้างๆ เหมือนกับที่...พ่อหมีสอนให้ลูกหมีรู้จักกอด”
[ภาพสามพ่อแม่ลูกบนเตียง...ภาพครูใหญ่และภรรยาที่กำลังนอนกอดลูกชายอยู่]
...ลูกชายที่ตายไปแล้ว
“...ฮึก...ใช่”
ครูใหญ่เริ่มสะอื้น
[ประมาณนี้...น่าจะได้ที่แล้ว]ผมคิด
“เกิดอะไรขึ้นครับ...กับลูกชายของพวกครู...เจสัน”
“ซึก...อุบัติเหตุ”
[ถ้าเป็แบบนั้นจริงทำไมถึงทำหน้าเหมือนรู้สึกผิดด้วยล่ะ]
“จากอะไรครับ”
“...การทดลอง”
...จากที่ครูใหญ่เล่าและภาพที่ดึงมาจากในหัว
ครอบครัวของครูใหญ่เคยอยู่ที่ราชอาณาจักรโรเบ็ตต้า มาก่อน หลังจากค้นพบว่าเจสันมีทาเลนท์ตอนอายุ 4 ขวบตนเองและภรรยาที่หวังอยากพัฒนาความสามารถพิเศษของลูกชาย จึงนำลูกเข้าร่วมการทดลอง ‘เสริมสร้างและพัฒนาทาเลนท์ในวัยเด็ก’ เป็โครงการที่ก่อตั้งโดยนักวิจัยระดับาุโท่านหนึ่ง ในตอนนั้นพวกตนสองคนที่มีอาชีพเป็นักวิจัยก็เข้าไปกำกับค้นคว้า การทดลองด้วย
การทดลองแม้อาจดูรุนแรงไปบ้างแต่ผลลัพธ์ก็จัดว่าไปได้สวย ทาเลนท์ของเด็กมีการพัฒนาอย่างก้าวะโ
จนกระทั่งในวันหนึ่งตอนเจสันอายุได้ 6 ขวบแล้ว อุปกรณ์กระตุ้นทาเลนท์ของเ้าตัวเกิดผิดพลาด ทาเลนท์ของเจสัน‘ไออุ่น’ คือทาเลนท์ที่ทำให้ร่างกายของตนเองและผู้อื่นอุ่นได้สมชื่อผลจากอุปกรณ์กระตุ้นที่ผิดพลาดส่งผลให้ทาเลนท์อาละวาดมากเกินไปจนร่างเผาตัวเองทั้งเป็
มันคือโศกฆนาตกรรม
ภรรยาและครูใหญ่ต่างเสียใจเป็ที่สุด
แต่ก็มารู้ภายหลังว่าหัวหน้าโครงการที่เป็นักวิจัยาุโนี้ จงใจดัดแปลงอุปกรณ์ทดสอบเองเหตุเพราะทาเลนท์ของเจสันใช้ตรวจวัดผลการทดลองได้ง่ายแค่วัดอุณหภูมิร่างกายก็รู้แล้วว่าการทดลองไปได้สวยหรือเปล่าหัวหน้าเลยอยากลองทดสอบขีดจำกัดดู ว่าจะไปได้ไกลสุดซักแค่ไหน
ครูทั้งสองที่รู้เื่นี้ทนไม่ได้แถมยังมารู้ภายหลังอีกว่าการทดลองที่ทำมาตลอดไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมาั้แ่แรกพวกตนโดนหลอก
ทั้งสองคนจึงแอบปล่อยข่าวให้กรมตำรวจรู้แล้วก็แอบหนีมายังจักรวรรดิ ปลอมแปลงเอกสารและใช้เงินเก็บก่อตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมา เป็เหมือนการไถ่บาปให้กับพวกตนเอง...
...ตึกไม้จังก้าล้มไปนานแล้วและครูใหญ่ก็กำลังสะอื้นไห้...อยู่ในห้องที่เงียบสงัด
“เค้าตาย...ก็เพราะฉัน...ซึกถ้าฉันไม่พาเค้าไปทดลองบ้าๆนั่น...เค้าก็คงยังอยู่...ซึก”
ในจุดๆนี้ถ้าเป็เมื่อก่อนในยุคทอง...วัยหนุ่มของผม ใน่ที่อีกฝ่ายกำลังอ่อนแอ เปราะบางเผยจุดอ่อนของจิตใจออกมาแบบนี้ ผมจะเปลี่ยนฝันดีเป็ฝันร้ายเปลี่ยนความทรงจำที่มีความสุขที่สุดให้เป็เ็ปทรมานที่สุดผมจะย่ำยีความทรงจำนั้น ใส่ความรู้สึกผิด ความสิ้นหวังเข้าไป
...แต่ว่านั่นมันเอาไว้ใช้กับศัตรู แถมผมก็ผ่านยุคนั้นมานานแล้วด้วย เริ่มอยู่ตัวเริ่มเบื่อหน่ายที่สำคัญตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกเดิมแล้ว...ชีวิตใหม่...ไม่มีศัตรูอีกแล้ว...
ผมปิดหนังสือลง...คิดว่าควรปล่อยให้ครูใหญ่ได้อยู่คนเดียวจะดีกว่า...และกำลังเดินออกไปทางประตู
“ฉัน...ฉันควรทำยังไงดี”
ผมหยุดเดินหันหลังมามอง
[กลับไปอยู่ในวันนั้น...ยังอยู่ในวันนั้นสินะครูอดัมยังคงติดแหง็กอยู่ในอดีต ติดแหง็กอยู่ใน ‘ความทรงจำ’]
“ผมคงไม่บอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของครูเพราะยังไงครูก็โทษตัวเองอยู่แล้ว...แต่ว่านะ ถ้าครูถามว่าต้องทำยังไง ผมไม่มีคำตอบให้หรอกครับไม่มีใครรู้ด้วย [แม้แต่นักให้คำปรึกษายังไม่มีคำตอบให้เลย] สิ่งที่ผมทำได้มีแค่ถามครูกลับ “ครูจะเลือกทำแบบไหนระหว่างอยู่ในอดีตต่อไป หรือกลับมาอยู่ในปัจจุบัน” ...แค่นั้นแหละครับทางเลือกเป็ของครู”
ผมเปิดประตูออกไปจากห้องปล่อยให้ชายคนนี้ได้ไตร่ตรองด้วยสมองของตนเอง
คาบกิจกรรม
ครูเพตราให้เด็กๆเล่นเกมลูกบอลกันคล้ายๆวอลเลย์บอล แต่แบ่งฝ่ายละ 5 คน ใช้ลูกบอลลูกเล็กๆโยนกันไปโยนกันมาถ้าฝั่งไหนรับไม่ได้ ทำบอลตก หรือทำบอลออกนอกสนาม ก็จะเสียแต้ม เกมไม่ซับซ้อนเข้าใจง่ายสำหรับเด็ก
แต่เนื่องจากนักเรียนมีทั้งหมด11 คน ผู้ชาย 6 คน ผู้หญิง 5 คน มันแบ่งฝั่งไม่พอดีจึงตกลงให้ผู้ชายหนึ่งคนเป็กรรมการนับคะแนน แต่เพราะเด็กยังนับเลขกันไม่เก่งผมจึงอาสาเป็กรรมการถาวรให้เอง ทุกอย่างจึงเข้าที่เข้าทาง
เกมบอลไม่มีข้อผูกมัดมากในการตีโต้ลูกบอลจะใช้มือ ใช้เท้า ใช้ส่วนไหนของร่างกายก็ได้ แม้แต่จะใช้ทาเลนท์ด้วยก็ได้ขอแค่ห้ามทำร้ายร่างกายกันก็พอ
ฝ่ายผู้ชายมีเบนโนหัวโจก ทาเลนท์ ‘กำลังแขน’ จึงได้เปรียบ เพราะหาผู้หญิงมารับลูกส่งทรงพลังของเ้าตัวลำบาก
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้รับได้ฝ่ายหญิงคือ เจนนี่ ทาเลนท์ ‘เคลื่อนย้ายสิ่งของ’ทำให้เธอรับลูกบอลที่พุ่งเข้ามาด้วยการสั่งลอยในอากาศได้อีกทั้งพอเป็ฝ่ายตีลูกส่งไปเองบ้างก็ควบคุมทิศทางของลูกบอลให้ลอยหลบหลีกผู้ชายจนรับกันไม่ได้
ไม่ใช่แค่นั้นไหนฝ่ายหญิงจะมี พอลล่า ทาเลนท์ ‘เรียกลม’อีก สามารถใช้ลมลดแรงปะทะของลูกบอลได้หรือจะใช้ลมพัดพาลูกบอลให้ลอยไปในอากาศได้ดั่งใจก็ได้แต่แย่หน่อยที่เ้าตัวยังควบคุมไม่เก่ง ส่วนมากก็จะเป็การเรียกลมมาพัดกองใบไม้รอบสนามซะมากกว่า
ส่วนคนที่เหลือของแต่ละฝั่ง
ฝ่ายชายมิกกี้ที่มี ‘ชำนาญค้อน’ เจซที่มี‘ตัดแต่งไม้’ กับไฮเดลริคที่มี ‘สื่อสารกับสรรพสัตว์’ ไม่มีประโยชน์ในเกมเท่าไหร่จึงทำได้แค่คอยรับลูก วิ่งวนไปมาในสนาม ไม่ให้ลูกลงถึงพื้นได้เท่านั้น
ฝ่ายหญิงเองคลาร่ากับแองจี้ก็มีพลังเกี่ยวกับ ‘ตา’ทำอะไรมากไม่ได้ ส่วนมาร์ธาแม้ ‘ส่องแสง’อาจรบกวนสายตาศัตรูได้ แต่มันก็รบกวนพรรคพวกด้วยเช่นกันจึงไม่ควรใช้เลยจะดีกว่า บทบาทของทั้งสามจึงไม่ต่างจากสามคนของฝั่งชาย
โดยสรุปคือฝ่ายชายเสียเปรียบ
นี่เองจึงทำให้เห็นรูปแบบความยุติธรรมของโลกนี้สำหรับโลกใบนี้ที่มีหลังพิเศษ ความสามารถของทาเลนท์หรือสกิล คือตัวตัดสินทุกอย่างอาจทำให้ผู้คนอัดอั้น ไม่พอใจ และบ่นว่าไม่ยุติธรรม แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะนี่คือความสามารถของเ้าตัวเอง ใครมีความสามารถที่ใช้ได้ถูกที่ถูกทางมากกว่าคนผู้นั้นก็จะเฉิดฉายได้มากกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
และในสถานการณ์เช่นนี้มันทำให้แชซหงุดหงิดเป็อย่างมาก หลังจากผ่านไปหลายๆเกมความอัดอั้นนั้นก็ระบายออกมาในรูปการใช้ทาเลนท์ ‘มีดอากาศ’ จู่โจมใส่พอลล่า
พอลล่ากรีดร้อง
ทั้งสนามใ
พอลล่าล้มลง
ทุกคนต่างกรูกันเข้ามา
เคราะห์ดีที่าแไม่ได้ลึกมากแค่ระดับแผลมีดบาดบางๆเท่านั้น แต่ก็มีอยู่หลายแผล ประมาณ 3 ถึง 4 แผลได้ตามแขนและตามขาของพอลล่าเห็นเืไหลซิบออกมา
เมื่อแชซเดินเข้ามาหาพอลล่าใมองไปที่แชซ เธอทำสีหน้า เลิกคิ้วขึ้น เบิกตากว้างอ้าปากและเหยียดริมฝีปากไปด้านข้าง ใบหน้าแห่งความกลัวจากนั้นก็เริ่มร้องไห้โฮออกมา
แชซมองค้างที่พอลล่าแล้วเมื่อสายตาของคนอื่นๆเริ่มจับจ้องมาที่เ้าตัว พร้อมกับพูดว่า “ทำไปทำไม” “ทำอะไรลงไป”“โหดร้าย” แชซก็หันหลัง วิ่งหนีเข้าไปในอาคาร
ในพริบตาก่อนที่แชซจะวิ่งหนี่ที่เ้าตัวมองไปที่พอลล่า
ผมเห็นใบหน้าของเค้า
เลิกคิ้วเปิดเปลือกตากว้าง และอ้าปากค้าง เป็สีหน้าใเค้าเพิ่งรู้สึกตัวจากการเผลอเพลี่ยงพล้ำโดยไม่มีสติ หลังจากนั้นก็วิ่งหนีไป
ผมคิดว่าโชคดีที่เ้าตัวไม่มีรอยยิ้มปรากฏออกมาด้วย เพราะถ้ายิ้มนั่นคงหมายถึงเ้าตัวรู้สึกชอบใจในการทำร้ายคนอื่นซะแล้ว