Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 109 เจ้าตัวเล็กผู้ดื้อรั้น

            “เคร้ง... เคร้ง... เคร้ง...”

            เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องเกิดแรงสั่นสะเทือนราวกับมีแผ่นดินไหวขนาดย่อมปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา

            เมื่อแหงนหน้ามองไปยังชะง่อนผาแห่งหนึ่งจะเห็นมด‘รูปร่างครึ่งมนุษย์’ สูงเพียงขนาดนิ้วกลางลำตัวสีเหลืองทองอร่ามราวกับหล่อขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์มันกำลังใช้ขาทั้งสี่ข้างที่แหลมคมดุจเคียวสับฟันเข้าใส่หน้าผาอย่างบ้าคลั่งบางครั้งก็กำหมัดเล็กๆ ทุบลงบนพื้นดินอย่างแรง

            ทว่าเงาร่างของมดทองคำตัวจ้อยเพียงตัวเดียวนั้นกลับดึงดูดสายตาของทุกคนให้จ้องมองด้วยความตะลึงลาน

            “พับผ่าสิ... นี่เรื่องจริงใช่ไหมเนี่ยแค่มดตัวเท่าหัวไม้ขีดเองนะ”

            ชิงกังซึ่งยืนห่างออกไปหลายสิบเมตรพึมพำพลางยกนิ้วขึ้นมาเปรียบเทียบขนาดก่อนจะร้องอุทานออกมาว่า “นี่โลกมันเปลี่ยนไปแล้วหรือว่าฉันตาฝาดไปเองกันแน่ แค่มดตัวเปี๊ยกกลับเขย่าหุบเขาได้ด้วยมันเองเนี่ยนะ”

            “อืม...”

            เหลิ่งเฟิงที่กำลังควงมีดสั้นเล่นอยู่ในมือถึงกับชะงักเหงื่อเย็น ผุดซึมตามไรผมขณะจ้องมองมดทองคำจากระยะไกล

            สิ่งนี้...มันน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะทำใจเชื่อได้

            หากเป็นเสือขาวหรือจระเข้จักรพรรดิ...พวกอสุรกายร่างยักษ์เหล่านั้น...การที่พวกมันจะทำให้หุบเขาสั่นสะเทือนได้คงไม่ใช่เรื่องแปลก

            แต่เจ้านี่เป็นเพียงมดตัวจิ๋ว...

            “ฮู่ว...”

            เหลิ่งเฟิงถอนหายใจยาวเพื่อระงับความตื่นตระหนกในใจทว่าทันใดนั้นสายตาของเขาก็พลันเปลี่ยนไป รูม่านตาหดเล็กลงราวกับพบเห็นสิ่งผิดปกติ

            เขาเห็นเสือขาวที่มีขนาดร่างใหญ่โตราวกับภูเขาย่อมๆตนหนึ่ง กำลังค่อยๆคืบคลานเข้าไปหามดทองคำที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาขุดเจาะหน้าผาอยู่อย่างเงียบเชียบ

            ทีละนิด...

            ทีละน้อย...

            มันคลานหมอบราบไปกับพื้นประดุจทหารเสือที่กำลังซุ่มโจมตี...

            จนกระทั่งมันเข้าใกล้แผ่นหลังของมดทองคำในระยะเพียงห้าเมตร...

            “โฮก!”

            พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าถล่มเสือขาวร่างมหึมาโถมเข้าใส่มดทองคำหมายจะตะครุบหยอกเล่น

            ทว่ายังไม่ทันที่มันจะถึงตัวเสียงอันเย็นเยียบสายหนึ่งพลันดังกึกก้องขึ้นในห้วงสำนึกของมันว่า

            “เจ้าสาม...หากเจ้ากล้าพุ่งเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะฟันเจ้าให้ขาดเป็นสองท่อน”

            “เอื๊อก...”

            เสือขาวร่างยักษ์ถึงกับเบรกจนตัวโก่งกะทันหันร่างที่พุ่งไปครึ่งทางและกำลังยันขาหลังไว้ต้องบิดเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลันจนเกือบเสียหลักพุ่งไปอีกทาง

            จากนั้น...

            มันก็ส่งเสียงคำรามเบาๆ อีกสองสามครั้งราวกับจะแก้เก้อเขินว่า ‘ล้อเล่นน่า...แค่ล้อเล่นเอง...’

            “เหอะ...”

            มดทองคำส่งเสียงขึ้นจมูกเบาๆไม่ได้ปรายตาหรือหันกลับไปมองเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า“ไม่แปลกใจเลยที่ท่านเทพต้นไม้บอกว่าเจ้ามันโง่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าแล้วแท้ๆ แต่กลับยังใช้พลังจิตสื่อสารไม่ได้เสียที”

            “โฮก...”

            เสือขาวผู้เกรียงไกรในตอนนี้ถึงกับน้ำท่วมปากไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรดี มันรู้สึกอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองลงไปเสียตรงนั้น

            ให้ตายเถอะ...

            เจ้าห้าบ้า! โผล่มาจากไหนกันเนี่ย

            แค่ระดับแรกเริ่มขั้นที่ห้าแต่มีพละกำลังมหาศาลระดับนี้ก็พอทำใจได้อยู่หรอกแต่ทำไมถึงใช้พลังจิตสื่อสารได้ด้วยล่ะนั่น

            ดีเหลือเกินนะเสือขาวรู้สึกว่าศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของมันพังทลายลงไม่มีชิ้นดี

            “กรรร...”

            มันคำรามต่ำในลำคอด้วยความเจ็บใจทอดสายตามองไปยังทิศทางของเทพต้นไม้อยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หันหลังเดินคอตกจากไปเงียบๆ

            มันไม่อยากเล่นด้วยแล้ว

            ไปหาแกล้ง ‘เจ้าตัวเล็ก’ตัวอื่นยังจะสนุกกว่า!

            ......

            ในขณะนั้นอวี๋จื่ออวี๋และเสี่ยวชิงที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆทั้งคู่ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างอดไม่ได้เพราะภาพที่เห็น

            “ขำจนท้องแข็งแล้วเนี่ยเจ้าสามคงจะสิ้นหวังน่าดูเลย”

            “คงจะเป็นอย่างนั้นแหละค่ะเพราะเจ้าห้าแค่ระดับแรกเริ่มขั้นที่ห้าก็ใช้พลังจิตสื่อสารได้คล่องแคล่วแล้วแต่พี่เสือขาวกลับยังได้แค่คำรามโฮกๆ อยู่เลย”

            อวี๋จื่ออวี๋พูดพลางอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา

            “เจ้าห้าพรสวรรค์โดดเด่นล้ำเลิศจริงๆแต่...”

            “แต่... อะไรเหรอคะ?”

            เสี่ยวชิงเอ่ยถามด้วยความตกใจเมื่อได้ยินน้ำเสียงของอวี๋จื่ออวี๋ที่แฝงด้วยความกังวลอยู่ลึกๆ

            “แต่เจ้าห้าเกิดมามีชะตากรรมที่ยากลำบากยิ่งนักในการทดลองของพวกมนุษย์ มันต้องทนเห็นเผ่าพันธุ์เดียวกันตายไปนับร้อยล้านตัวซ้ำยังต้องผ่านการทดลองที่ทารุณมานับครั้งไม่ถ้วนอีก เฮ้อ...เห็นทีเรื่องนี้คงทิ้งบาดแผลลึกไว้ในใจมิน้อยเลย”

            ชิงเอ๋อร์พยักหน้าเงียบๆ อย่างเข้าใจราวกับนึกเรื่องดีๆ ขึ้นมาได้ เธอเผยรอยยิ้มแล้วกล่าวอย่างสบายใจว่า

            “แต่ถึงอย่างนั้น นายท่านเจ้าห้าก็ดูจะสนิทใจกับท่านมากนะคะ เพิ่งผ่านไปครึ่งวันมันกลับยอมฟังคำสั่งเพียงท่านผู้เดียวเท่านั้น”

            “แน่ล่ะสิข้าเป็นคนฉุดกระชากมันขึ้นมาจากความตายนี่นา”

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจพลางรู้สึกโชคดี

            เจ้ามดทองคำตัวนี้ทำท่าเหมือนจะสับทุกสิ่งมีชีวิตที่ขวางหน้าแต่กลับให้ความเคารพยำเกรงต่อเขาเป็นพิเศษ

            ซ้ำยังรู้จักคุกเข่าข้างหนึ่งเหมือนมนุษย์เพื่อแสดงความเคารพต่อเขาราวกับว่ามันเป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อราชาอีกด้วย

            ตามที่ชิงเอ๋อร์บอกมาเจ้ามดทองคำตัวนี้ไม่ได้ผ่านเพียงการทดลองทางพันธุกรรมเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการทดลองพัฒนาการสมองด้วย

            กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมันมีความเฉลียวฉลาดในระดับที่สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง

            เพียงแต่อดีตที่ผ่านมาร่างกายของมันอ่อนแอเกินกว่าจะแสดงออกมาได้แต่ในตอนนี้มันได้ก้าวขึ้นสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่ห้ามันจึงสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาได้อย่างชัดเจนและควบคุมการกระทำของตนเองได้อย่างสมบูรณ์

            ......

            ในวินาทีนั้นอวี๋จื่ออวี๋ราวกับนึกบางอย่างออก เขาจึงโบกสะบัดกิ่งก้านเรียกเจ้าห้าเบาๆ

            เมื่อเห็นสัญญาณกิ่งหลิวเจ้าห้าหรือมดทองคำที่อยู่ไกลออกไปก็ไม่ลังเลเลยสักนิดมันเร่งฝีเท้าพุ่งทะยานมาหยุดตรงหน้าอวี๋จื่ออวี๋ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างนอบน้อม

            “ข้าน้อยน้อมรับคำสั่ง ท่านเทพต้นไม้”

            “ดีมาก”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยแนะนำว่า

            “ลึกลงไปเบื้องล่างนี้ข้าได้จัดทำลานหินวิญญาณไว้เจ้าจงลงไปฝึกฝนที่นั่นโดยอาศัยพลังจากหินวิญญาณเหล่านั้นเถิด”

            ว่าพลาง อวี๋จื่ออวี๋ก็เอ่ยเตือนอีกครั้ง“หากเจ้าปรารถนาจะขัดเกลาพละกำลังของตนเจ้าสามารถออกแรงทดสอบได้อย่างเต็มที่ในใต้ดินส่วนลึกหลายร้อยเมตรนั่น...ข้าไม่ห้ามหากเจ้าจะช่วยถากถางพื้นที่ใต้ดินให้กว้างขวางขึ้นเพื่อข้า”

            “รับทราบครับ ท่านเทพต้นไม้”

            หนวดบนศีรษะกดต่ำลงช้าๆมดทองคำก้มหัวลงรับคำบัญชา

            ทว่าหากมีใครสังเกตสีหน้าของเจ้าห้าอย่างละเอียด ย่อมต้องประหลาดใจที่พบว่าภายใต้ความนอบน้อมนั้นยังคงมีร่องรอยของความดื้อรั้นทระนงที่ไม่อาจลบเลือนหายไปได้

            ความดื้อดึง พรสวรรค์อันเลิศเลอและความดุดันเหี้ยมเกรียมที่มีมาแต่กำเนิด

            ต้องยอมรับเลยว่าเจ้าห้าเป็นลูกน้องที่ทำให้อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกถูกใจไม่ใช่เล่น

            และที่สำคัญยิ่งกว่าคือเจ้าตัวน้อยตัวนี้มีเกล็ดหนามปกคลุมทั่วร่างกายแวววาวเป็นสีทองอร่ามดุจขุนพลโบราณที่สวมชุดเกราะเต็มยศดูแล้วสง่างามและน่าเกรงขามยิ่งนัก

            อวี๋จื่ออวี๋ฉีกยิ้มกว้างพลางรู้สึกว่าสัตว์เดินดินลำดับที่ห้าที่เขาเลือกมาในคราวนี้ช่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

            ต้องทราบว่าในหุบเขาเป่ยอวี่ทั้งหมดนี้มีสัตว์ป่าที่มีพรสวรรค์อยู่ไม่ใช่น้อย

            ดังเช่นเจ้าลิงทองคำที่มีพรสวรรค์ในการดูดซับระดับสูงสามารถเสริมแกร่งร่างกายได้เรื่อยๆ จากการกลืนกินวิญญาณ

            พรสวรรค์ระดับนั้นต่อให้แต่งตั้งเป็นสัตว์เดินดินลำดับที่ห้าภายใต้บัญชาของอวี๋จื่ออวี๋คงไม่ใช่เรื่องไม่เหมาะไม่ควร

            ทว่าน่าเสียดายที่เจ้าลิงนั่นนิสัยรั้นจนเกินไปอีกทั้งยังขาดการอบรมสั่งสอนอย่างเป็นระบบ

            หากไม่ได้รับการฝึกฝนหรือขัดเกลาจิตใจเสียใหม่มันก็ยังไม่ใช่สัตว์ป่าที่คู่ควรกับตำแหน่งนี้จริงๆ

            คุณสมบัติที่อวี๋จื่ออวี๋มองหาไม่ใช่เพียงแค่พรสวรรค์ที่เห็นด้วยตา แต่รวมถึงสภาวะทางจิตใจด้วย

            เจ้าห้าในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์หรือความมั่นคงทางจิตใจล้วนเข้าขั้นยอดเยี่ยมเพียงพอที่จะสืบทอดนามแห่งสัตว์เดินดินลำดับที่ห้าภายใต้การปกครองของอวี๋จื่ออวี๋ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

            และตนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเสือขาวลำดับที่สาม

            เจ้าหมอนี่แม้ภายนอกจะดูซื่อบื้อไปบ้างทว่ายามเข้าสู่การต่อสู้จริงจัง มันไม่เคยออมมือเลยสักครั้ง

            อีกทั้งด้วยศักดิ์ศรีของราชาสรรพสัตว์มันจึงมีความทระนงในแบบฉบับของตนเองและด้วยความภูมิใจนี้เองที่ทำให้มันไม่ยอมอ่อนข้อให้ผู้ใดการฝึกซ้อมในแต่ละวันของมันไม่เคยว่างเว้นซ้ำยังมีทีท่าว่าจะหนักหน่วงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

            ส่วนเรื่องที่มันยังชอบไล่จับผีเสื้ออยู่บ้างนั่น...ถือเสียว่าเป็นสัญชาตญาณที่แก้ไม่หายไปแล้วกัน

            ท้ายที่สุดแล้ว สัตว์ตระกูลแมวหากไม่ได้อดอยากหิวโหย พฤติกรรมของพวกมันก็แทบไม่ได้แตกต่างจากแมวบ้านเลยพวกมันชอบสิ่งของที่ ‘เคลื่อนไหว’ และมีความอยากรู้อยากเห็นล้นปรี่

            ตอนที่มันเห็นเจ้าห้าครั้งแรกจึงอดมิได้ที่จะจ้องเขม็ง

            ทั้งยังอยากจะเข้าไปหยอกเล่นด้วยตามสัญชาตญาณ

            ทว่าน่าเสียดายที่เสือขาวในตอนนี้ดูเหมือนจะถูกทำลายความมั่นใจจนใจบอบช้ำ มันนอนหมอบราบอยู่กับพื้นอย่างเงียบเชียบใช้กรงเล็บขีดเขียน ‘ตัวอักษร’ ของมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนผืนทรายอย่างเดียวดาย

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน