บทที่ 3 ผลึกอสูร
‘อะไรกัน? ในความทรงจำคนคนหนึ่งมีความทรงจำเยอะขนาดนี้ได้ยังไง มันเหมือนกับว่าอยู่มาเป็แสนปี’
ภายในความทรงจำชายชราไม่ได้มีเพียงเคล็ดวิชา ยังมีทักษะต่อสู้ เทคนิคหลอมกลั่นเม็ดโอสถ ที่สำคัญยังมีความรอบรู้เกี่ยวกับห้วงจักรวาลกว้างขวางสามารถบอกระยะทางไปมาระหว่างดวงดาว ดวงดาวใดอยู่ตรงไหน ดวงดาวชื่อว่าอะไรมีสิ่งใดบนดวงดาว ข้ามไปอีกจักรวาลอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีเื่ยิบย่อยอย่างการรักษาโรคชื่อของสิ่งมีชีวิต ต้นไม้ ภูต ผี ปีศาจ มาร อสูร สิ่งเหนือธรรมชาติปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติรวมไปถึงความสามารถกับความอันตรายของสิ่งเ่าั้ละเอียดยิบ
ขนาดด้านภาษายังมีความรู้มากกว่าล้านภาษายิ่งเจียอี้ย่อยความรู้ไปมากเท่าไหร่เขายิ่งพบความอัศจรรย์เกินสามัญสำนึกและความเข้าใจไปไกลโข
แม้แต่เื่อาวุธวิเศษค่ายกล การตีเหล็ก หรือการสร้างอุปกรณ์เดินทางข้ามจักรวาลยังมีในความทรงจำราวกับว่าชายชราศึกษาศาสตร์ทุกแขนงเพื่อให้อยู่รอดในความโหดร้ายของโชคชะตา
ขณะนั้นเองเจียอี้มีความคิดชั่วร้ายสายหนึ่งโผล่ในจิตใจความคิดดูดกลืนิญญาเอามาย่อยสลายให้กลายเป็ความรู้ความเข้าใจ และเพิ่มความแข็งแกร่งของดวงิญญา
พอย่อยความทรงจำไประดับหนึ่งเจียอี้ได้รู้ว่าเคล็ดวิชากลืนิญญาถ้าบังคับจะได้เพียงความทรงจำบางส่วนกับความแข็งแกร่งทางิญญาเท่านั้นหาก้าความจำหรือความรู้ใหม่ มีเพียงผู้ถูกกลืนกินยินยอม ไม่ก็ไม่ทันรู้สึกตัว
ไม่ใช่แค่นั้นเคล็ดวิชากลืนิญญายังใช้ได้ยากลำบากจากความทรงจำของชายชราการดูดกลืนิญญาเป็สิ่งต้องห้ามใครพบเจอย่อมถูกกำจัดเลวร้ายไปกว่านั้นคือิญญามีบรรพบุรุษหรือตัวตนแข็งแกร่งปกป้อง
ในที่สุดเจียอี้จึงมีความคิดว่ากลืนิญญาสมควรใช้ยามจำเป็ส่วนิญญาดอกปี่อ้านทำได้เพียงมอบความแข็งแกร่งทางิญญาให้เขา
ขณะเจียอี้กำลังคลายใจเื่กลืนิญญาเขาพลันมีความคิดค้นหาโลกในความทรงจำของชายชรา เผื่อมีทางกลับไปเพราะยังไงเจียอี้ยังไม่เคยฝึกบิน ในแหวนมิติของชายชราเองยังไม่รู้ว่ามีอุปกรณ์เดินทางรึเปล่า
‘ใช้เวลาอีกสักหน่อยเรียบเรียงความทรงจำเข้าที่เข้าทาง คงเข้าใจอะไรอีกเยอะน่าดู’ เจียอี้เพ่งสมาธิกับการเรียบเรียงความทรงจำชายชราให้เป็รูปเป็ร่างไม่ยอมคิดเื่อื่น
ไม่นานนักเจียอี้จึงความทรงจำทั้งหมดั้แ่เกิดจนตายของชายชรา
ชายชราที่เจียอี้พบเจอมีนามว่า‘หลิงฮุ่ย’ เป็บรรพบุรุษตระกูลหลิงบนดาวเทียนไห่ตัวตนระดับราชันเทวะ มีหน้าที่ดูแลรากฐานตระกูลแต่ไม่นานมานี้มีาระหว่างดาวเทียนไห่กับดาวไคเซิง
ผู้ดวงดาวจึงบีบบังคับให้ทุกตระกูลในดาวใต้การปกครองส่งตัวตนระดับราชันเทวะหนึ่ง และตัวระดับเทวะอีกสิบเข้าร่วมาในสนามรบาเพื่อขจัดปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเป็เช่นนั้นชายชราหลิงฮุ่ยกับคนในตระกูลบางส่วนและคนอีกหลายชีวิตจึงถูกส่งมายังสนามรบา ทันทีที่ถูกส่งมาาก็ได้เริ่มต้น
เมื่อเริ่มต้นไปได้ไม่นานาก็ยิ่งทวีรุนแรงจนหลายชีวิตต้องดับลงสุดท้ายเหลือเพียงชายชราผู้เดียวถูกล้อมสังหาร แต่รอดมาได้ด้วยประสบการณ์และความรู้จนกระทั่งพลาดตกลงมายังหลุมลึกและพบเจอกับร่างศพของเจียอี้ในสภาพหลับใหล
ส่วนความรู้เกี่ยวกับสนามรบาทั่วทั้งสนามรบคือดวงดาวดวงหนึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายนอกจากาหลั่งเื ยังมีของล้ำค่าจากศพ ของล้ำค่าตามธรรมชาติ รวมไปถึงสิ่งลี้ลับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติและดวงิญญาเร่ร่อนนับไม่ถ้วน
“สนามรบาเป็สถานที่อันตรายอย่างไม่ต้องสงสัยถ้าหลิงฮุ่ยไม่โดนบังคับคงไม่มีทางมาสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่รู้ว่าเกิดาในสนามรบารึเปล่า”เจียอี้เริ่มคิดวางแผน แต่เขาก็ทำไม่ได้ เพราะยังไม่ตรวจสอบแหวนมิติ
“เหลือแค่ลองตรวจสอบแหวนมิติดูเผื่อมีของจำเป็ใช้คาดเดาในแผนการ” เจียอี้ยกนิ้วขึ้นมาและกัดลงไปยังปลายนิ้ว แล้วเอาเืสีทองที่ไหลซึมออกมาจากรอยกัดป้ายลงบนแหวนมิติ
วิ้ง!
แหวนมิติส่องแสงสว่างก่อนความรู้สึกเหมือนมีเส้นใยอะไรบางอย่างเชื่อมเจี้ยอี้เข้ากับแหวนมิติ
จากนั้น
เจียอี้ได้ส่งจิตััเข้าไปในแหวนมิติเพื่อตรวจสอบ
ภายในแหวนมิติ สิ่งแรกที่เจียอี้เห็นคือพื้นที่กว้างหนึ่งร้อยคูณเมตรหนึ่งร้อยเมตรสิ่งที่สองในสายตาเจียอี้เป็หนังสือบันทึกเก่าแก่เล่มหนึ่งต่อมาคือกลุ่มขวดยาขวดต่างชนิด อุปกรณ์สองชิ้นกับผลึกสีแดงฉานหนึ่งก้อนนอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว
“เห๋! สมุดบันทึกรายนามตระกูลหลิงยังอยู่ดี โอสถบ่มเพาะระดับจักรพรรดิสี่ขวดถูกใช้ไปหนึ่ง โอสถฟื้นฟูพลังปราณระดับราชันสองขวด ถูกใช้ไปสามโอสถรักษาระดับจักรพรรดิสามขวดหายไปหมด คงถูกใช้เกลี้ยง
อุปกรณ์เหลือสองชิ้นจากยี่สิบชิ้นโชคดีเรือเหาะข้ามดวงดาวยังอยู่ดีอีกชิ้นสภาพทรุดโทรมไปพอสมควรคงเป็หอกเกล็ดั อาวุธประจำตัวของหลิงฮุ่ยส่วนผลึกสีแดงฉานหลิงฮุ่ยเห็นมันบินผ่านเลยเก็บมาด้วย”
เจียอี้คิดไปก็รู้สึกอยากร้องไห้เพราะของถูกใช้ระหว่างต่อสู้ไปเยอะพอสมควร ทั้งยังเหลืออยู่น้อยมากเนื่องจากในามีโอกาสตายสูงผู้เข้าร่วมจึงเลือกทิ้งสมบัติไว้ให้คนรุ่นหลังในตระกูล เอามาเพียงสิ่งจำเป็ติดตัวมา
“น่าเจ็บใจจริงๆหวังว่าแหวนมิติจากศพอื่นจะมีของมีค่าเหลืออยู่ ไม่ได้ใช้ในากันหมด ให้ดีขอเจอพวกบ้าหอบฟางตัวอ้วนจะรีดไถพวกมันให้หมดตัว”
เจียอี้สูดหายใจลึกแล้วถอนหายใจออกมา
“หลังจากนี้คงใช้ชีวิตในสนามรบาจนกว่าจะดูดซับพลังแห่งความตายหมดขณะเดียวกันก็ตามหาแหวนมิติ ตามหาของล้ำค่าในธรรมชาติกับกลืนิญญาเพิ่มความแข็งแกร่ง
ถ้าในอนาคตอาจเจอสิ่งมีชีวิตเหนือกว่าเราหรือไม่อาจถูกการโจมตีทางิญญาอันแข็งแกร่ง หากหาเคล็ดวิชาฝึกฝนิญญาได้จะดีไม่น้อยเลย”
เจียอี้คิดหนทางเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเขาเองเพราะในความทรงจำของหลิงฮุ่ยสิ่งมีชีวิตเหนือชั้นแข็งแกร่งเหนือจินตนาการมีอยู่ไม่น้อยอีกอย่างเขายังอยากกลายเป็ศพเทพ เพื่อจะได้สร้างตันเถียนและเริ่มบ่มเพาะพลังปราณ
หาไม่แล้วขืนเจียอี้ใช้พลังแห่งความตายสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ถูกตามล่าก็ถูกไล่ฆ่าอยู่ดีจะให้ดีเขาคิดเพิ่มไปว่า หาเคล็ดวิชาพลังปราณมาฝึกฝนได้คงไม่มีใครสังเกตเห็นหลังปะปนเข้าไปกับผู้คน
“มีหลายอย่างให้เรียนรู้แฮะแต่ตอนนี้คงต้องดูดกลืนพลังแห่งความตายไปก่อนจนกว่าจะรู้สึกว่าสามารถวิวัฒนาการไปเป็ศพเทพได้” เจียอี้พึมพำพลางนั่งขัดสมาธิแล้วปลดปล่อยเขตแดนทะเลปี่อ้าน เพื่อช่วยให้เขาดูดซับพลังแห่งความตายได้รวดเร็ว
เพราะหลังจากเห็นความทรงจำของชายชราเขารู้ว่ามันไม่มีกฎหมายอะไรทั้งสิ้นไม่ว่าที่ไหน มีเพียงกฎแห่งป่าผู้แข็งแกร่งได้ทุกสิ่ง ผู้แพ้สูญสิ้นทุกอย่าง
ดังถ้อยคำว่า!
‘โชคชะตาไม่ได้โหดร้ายแต่เป็หนทางเลือกเดินมันสบายเกินไป’
.
.
.
ดาวเทียนไห่
ตระกูลหลิง
บรรยากาศความโศกเศร้าแพร่กระจายไปทั่วตระกูลเพราะไม่นานมานี้ลูกแก้วิญญาบรรพบุรุษแตกกระจายตามลูกแก้วิญญาของเหล่าผู้าุโทั้งสิบที่ถูกส่งไปยังสนามรบา
เสาหลักของตระกูลหลิงจึงเหลือเพียงผู้าุโสูงสุด ผู้นำตระกูล รองผู้นำตระกูลและผู้าุโอีกสี่คนที่สำคัญมีแค่สองคนอยู่ระดับราชันเทวะนั่นก็คือ ผู้าุโสูงสุดกับผู้นำตระกูล
แม้ว่าตระกูลอื่นสูญเสียไปเสาหลักไปไม่ต่างจากตระกูลหลิงแต่ตระกูลอื่นมีต้นอ่อนดีกว่าเท่าตัว ในอนาคตตระกูลหลิงอาจพบเจอเื่ยากลำบากหากสูญเสียเสาหลักไปอีก ดีไม่ดีตระกูลหลิงอาจถูกลบล้างหายไปจากดาวเทียนไห่
ทว่า! ยังดีที่ตระกูลหลิงเป็กลาง ไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวเื่ความขัดแย้งหรือขัดขาตระกูลไหนไม่งั้นในเวลาไม่เกินร้อยปีตระกูลหลิงอาจถูกทำลาย แต่เป็กลางใช่ว่าดีเสมอไป
ถ้าถูกใครหาเื่รุมทำลายคงไม่รอดแต่นั่นอาจใช้เวลาอีกนานหลายพันปีเพราะตระกูลหลิงมีความรอบคอบและมีตระกูลหลายตระกูลเป็พันธมิตร
.
.
.
ณ สนามรบา
าที่สมควรมีไม่หยุดหย่อนกลับเงียบสงบเสียงศาสตราปะทะกันยังไม่มีให้ได้ยิน เสียงกรีดร้องเ็ปของสิ่งมีชีวิตก็ไม่หลงเหลือกลิ่นโลหิตยังเจือจางลงต่อเนื่องเฉกเช่นเดียวกับพลังแห่งความตาย
ทะเลโลหิตจางหายูเาซากศพมลายสิ้นไม่มีเหลือ สิ่งมีชีวิตมิอาจพบเห็นสาเหตุมาจากดอกปี่อ้านสีแดงฉานที่ปรากฏกะทันหันหลายร้อยดอกทั้งยังค่อยๆแผ่กระจายไปจนเต็มสนามรบาดูดกลืนทุกสิ่งจนสนามรบาแทบกลายเป็ผืนทะเลทราย
พันปีต่อมา
สนามรบาไม่ถูกใช้ทำาอีกต่อไปเพราะความอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตของดอกปี่อ้าน และได้ถูกผู้คนเรียกขานว่า ‘ทะเลปี่อ้าน’
อีกสองร้อยปีต่อมา
กลิ่นอายแห่งความตายและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดหายไปไม่มีเหลือดอกปี่อ้านยังหายไปโดยไม่มีใครทราบสาเหตุสภาพดาวดวงนี้จึงไม่ต่างจากทะเลทรายแห้งแล้ง
ด้านเจียอี้ที่พึ่งหยุดดูดซับพลังแห่งความตายมีพลังใกล้วิวัฒนาการเป็ศพเทพ ได้เดินทางรอบดวงดาวไปเก็บของมีค่าที่ยังหลงเหลืออยู่ทั้งหมด
เจียอี้ใช้เวลาไปหนึ่งร้อยปีแต่สิ่งที่เขาได้กลับมานอกจากแหวนมิติกองเป็ูเาก็มีโอสถสิบกว่าขวดกับแร่ไม่กี่ชนิด ส่วนพวกศาสตราและอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายเขาเลือกทิ้งมันไป
“ได้มาแค่นี้มันสมกับเป็สนามรบจริงๆ ของมีค่าไม่มีสักชิ้น” เจียอี้รู้สึกความเสียดายมันอดให้เขาแหงนมองท้องฟ้าสีแสดยามเย็นเพื่อผ่อนคลายไม่ได้
“ดาวดวงนี้มีแค่ท้องฟ้าเหมือนโลกตะวันครึ่งเสี้ยว จันทราสามดวง มองดูว่าน่าแปลก แต่บรรยากาศช่วยผ่อนคลายได้ดีไม่แพ้โลกเลยอยากกลับไปหา...” เจียอี้ส่ายศีรษะ ไม่พึมพำจบประโยคครู่ต่อมาสายตาเจียอี้มองไปยังจันทราดวงหนึ่งที่ดูคล้ายดวงจันทราบนโลก
“เราตายแล้วมาอยู่ดาวดวงอื่นไม่ใช่โลก ไม่รู้ทางกลับไป บางทีต่างดวงดาวต่างเวลาโลกคงเปลี่ยนไป ท่านคงหายไปตามกาลเวลา”
ดวงตาเจียอี้ปรากฏความเศร้าเขาหวนคิดถึงอดีตทั้งที่ไม่สมควรคิดถึงได้ เพราะเขาเลือกตัดใจไปทั้งหมดขณะนั้นไม่รู้เจียอี้คิดอะไรถึงเอาผลึกสีแดงฉานออกมาจากแหวนมิติยื่นมันไปทางดวงจันทราที่เริ่มส่องสว่าง
เมื่อแสงจันทราส่องผ่านผลึกสีแดงฉานประกายระยิบระยับจึงปรากฏบนตัวผลึก
“บางทีความรู้สึกไม่อาจห้ามตัวเองได้ คงเป็ผลกระทบเล็กๆน้อยจากการกลายเป็ศพหมื่นปีบวกกับความโดดเดี่ยวนับพันปี นี่อาจแสดงว่าเรายังมีความรู้สึกของมนุษย์อยู่”
เฮ้ออออออออออออ
เจียอี้ถอนหายใจไม่คิดสนใจแสงสีแดงจากผลึกสีแดงฉานกำลังส่องสว่างขึ้นทุกลมหายใจเพราะเขาจดจ่ออยู่กับการปลดปล่อยอารมณ์ในใจ
“ตอนนี้ไม่เหลืออะไรต้องทำในดาวดวงนี้แล้วมีแค่เดินทางไปยังดาวเทียนไห่ทำตามคำขอของหลิงฮุ่ยกับหาทางกลายเป็ศพเทพเพื่อเริ่มฝึกพลังปราณส่วนเื่โลกกับสาเหตุกลายมาเป็ศพมีชีวิตคงต้องปล่อยไปก่อน”
สิ้นคำกล่าวของเจี้ยอี้แสงสีแดงจากผลึกพลันส่องสว่าง วูบ! เสมือนแสงจากดวงตะวันสาดส่องไม่ทันให้เขาคิดหรือส่งเสียงร้อง จิติญญาเขาก็ถูกเข้าสู่ผลึกสีแดงฉานทิ้งให้ร่างกายยืนนิ่งท่ามกลางความหนาวเย็นในยามราตรี