อาภรณ์วารี
กุบกับ กุบกับ เสียงกลีบเท้าของม้าพร้อมกับล้อไม้ของรถม้าซึ่งบดไปกับพื้นดินดังขึ้นไม่ขาด นี่ก็นับเป็นเวลากว่าสามอาทิตย์แล้วหลังจากที่กาเล็ทออกเดินทางจากเมืองรีเวลมา
"กาเล็ท ลงมาพักสักหน่อยดีไหมลูก" นีน่าส่งเสียงเอ่ยเรียกกาเล็ทซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังคาของรถม้าเพื่อฝึกวิชา
หลังจากเอ่ยเรียกหาผู้เป็นลูกชายไปไม่นาน ร่างของกาเล็ทก็โผล่ลอดเข้ามาจากทางหน้าต่างของรถม้าสู้ภายในของห้องโดยสาร
เนื่องเพราะกาเล็ทนั้นเป็นคนซึ่งมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำมากผิดปกติ ทำให้ในเวลาที่ผ่านมานีน่ามักจะเอ่ยเรียกกาเล็ทให้ลงมาพักกินน้ำและพูดคุยกับตนอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าจะถูกขัดจังหวะในการฝึกทว่ากาเล็ทกลับไม่ได้มีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายหรือรำคาญใจเกิดขึ้นแม้แต่น้อย ด้วยเพราะกาเล็ทนั้นรู้ดีว่าการมีคนคอยถามคอยห่วงใยนั้นเป็นเรื่องที่วิเศษเพียงไร หลายครั้งที่กว่าคนๆหนึ่งจะสามารถมองเห็นค่าถึงสิ่งซึ่งมีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อสูญเสียมันไปแล้ว คำพูดประโยคนี้ไม่ใช่ประโยคที่กล่าวเกินจริงไปแม้แต่น้อยและกาเล็ทเองก็รู้ดีถึงสิ่งนั้นยิ่งกว่าใคร
"ท่านแม่ ท่านเกิดอาการปวดเมื่อยที่ส่วนไหนบ้างหรือไม่? มาให้ข้านวดให้กับท่านแม่..." กาเล็ทเอ่ยถามนีน่าขึ้นพร้อมกับที่ขยับเข้าไปใกล่เพื่อเตรียมนวดให้กับนีน่า
"กาเล็ทพักเถอะลูก แม่นั่งอยู่เฉยๆจะไปปวดเมื่อยได้ยังไง" นีน่าเอ่ย
"ข้าก็ไม่เหนื่อย...นี่เราก็ออกเดินทางมากว่าสามอาทิตย์แล้ว..คิดว่าอีกไม่นานก็คงเข้าสู่เขตของเมืองแบรี่แล้ว" กาเล็ทเอ่ย ที่ต้องใช้เวลานานถึงขนาดนี้ หนึ่งก็เพราะระยะทางระหว่างเมืองรีเวลกับเมืองแบรี่นั้นมีระยะห่างที่ใกล้กันอยู่พอสมควร ส่วนสาเหตุที่สองนั้นก็เพราะกาเล็ทเลือกที่จะออกเดินทางเฉพาะในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น ส่วนในช่วงกลางคืนหลังอาทิตย์ลับขอบฟ้า กาเล็ทก็จะหยุดรถเพื่อให้ม้าได้พักผ่อนพร้อมกับที่กางกระโจมให้กับนีน่าใช้นอนพัก ซึ่งตลอดระยะเวลาในการเดินทางกว่าสามอาทิตย์ได้มีกลุ่มโจรไม่น้อยที่พยายามจะเข้ามาปล้นชิงทรัพย์สินจากรถม้าของกาเล็ท...แต่มีหรือที่กลุ่มโจรธรรมดาทั่วไปจะสามารถปล้นชิงรถม้าซึ่งมีกาเล็ทคอยเฝ้าระวังได้ ตลอดระยะเวลาเดินทางกาเล็ทมักจะขึ้นไปนั่งฝึกวิชาอยู่บนหลังคาของรถม้าอยู่เป็นประจำด้วยสาเหตุที่ว่าไม่อยากจะรบกวนนีน่าที่นั่งอยู่ภายในรถม้าส่วนอีกสาเหตุก็เพื่อเฝ้าระวังกลุ่มโจรที่มักจะปรากฎตัวขึ้นมารบกวนอยู่บ่อยครั้ง
ตลอดระยะเวลาสามอาทิตย์ที่ผ่านมากาเล็ทเองก็ได้ยกระดับของแก่นจิตวิญญาณของตัวเองขึ้นไปอีกถึงสองระดับ ทำให้ในตอนนี้กาเล็ทมีระดับแก่นจิตวิญญาณอยู่ในระดับขั้นที่เจ็ดขั้นปลายแล้ว ด้วยสาเหตุนี้เองทำให้โจเซพซึ่งได้เฝ้ามองดูการฝึกของกาเล็ทอยู่ตลอดเกิดความรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
จริงอยู่ซึ่งแก่นจิตวิญญาณระดับขั้นที่เจ็ดอาจจะไม่ใช่ระดับที่แข็งแกร่งที่สุด ในโรฮานเองก็มีผู้ฝึกพลังไม่น้อยที่สามารถพัฒนาฝึกฝนขัดเกลาระดับแก่นจิตวิญญาณของตัวเองให้ขึ้นมาอยู่ในระดับขั้นที่เจ็ดได้ ทว่าคนเหล่านั้นกลับต้อนแลกมาด้วยการใช้เวลาไปกว่าครึ่งชีวิตหรือเกือบจะทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้...การที่คนซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับกาเล็ทจะสามารถครอบครองแก่นจิตวิญญาณระดับที่เจ็ดได้นั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของโรฮานโดยปกติผู้ฝึกพลังเมื่อพัฒนาแก่นจิตวิญญาณของตัวขึ้นมาได้สูงถึงระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่ผู้ฝึกพลังทุกคนต้องพบเจอก็คือกำแพงของขีดจำกัดซึ่งยากจะก้าวข้ามให้ผ่านไปได้ ทว่าในกรณีของกาเล็ทนั้น โจเซพกลับพบว่ากำแพงที่เรียกว่าขีดจำกัดนั้นแทบที่จะไม่มีอยู่เลย....การพัฒนาระดับแก่นจิตวิญญาณของตนจากระดับเจ็ดขั้นต้นไปยังระดับเจ็ดขั้นปลายภายในสองอาทิตย์นั้นถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายเกินกว่าที่ผู้ฝึกพลังคนไหนจะสามารถนึกคิดจินตนาการได้...ซึ่งในข้อนี้แม้แต่โจเซพเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น.. ถ้าหากไม่ได้มีโอกาสมาเห็นเองกับตา โจเซพเองก็ไม่ยอมเชื่อเหมือนกันว่าจะมีอัจฉริยะคนไหนในโลกยูยานแห่งนี้จะสามารถกระทำได้
ที่ทำให้โจเซพรู้สึกอัศจรรย์ใจจนแทบจะหุบปากที่อ้าค้างอยู่ไม่ลงนั้นไม่ได้มีแต่ความรวดเร็วในการพัฒนาระดับพลังของกาเล็ทเท่านั้นหากแต่ยังมีเรื่องที่กาเล็ทสามารถคิดค้นสร้างวิชาต่อสู้ขึ้นมาจากความสามารถของตัวเองนั่นก็คือวิชาอาภรณ์วารี สาเหตุที่ตั้งชื่อวิชานี้ว่าอาภรณ์วารีก็เพราะวิชานี้นั้นใช้คุณสมบัติจากการแปรสสารธาตุน้ำเป็นหลัก โดยแก่นหลักของวิชานี้ก็คือกาเล็ทจะแปรเปลี่ยนพลังจิตวิญญาณให้มีคุณสมบัติของธาตุน้ำและสร้างมันขึ้นเป็นสนามพลังครอบคุมร่างทั้งร่างของตัวเองไว้ วิชานี้ไม่เพียงจะช่วยเสริมพลังให้กับร่างกายของผู้ใช้ถึงห้าส่วนเท่านั้นแต่มันยังมีคุณสมบัติในการช่วยเยียวยารักษาบาดแผลที่เกิดขึ้นของผู้ใช้อีกด้วย ดังนั้นด้วยผลของวิชานี้ทำให้กาเล็ทในตอนนี้แม้จะต้องรับมือกับผู้ฝึกพลังซึ่งมีระดับแก่นจิตวิญญาณเหนือกว่าตนอยู่หนึ่งช่วงใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้กาเล็ทเสียเปรียบเท่าไร
"เมือไปถึงเมืองแบรี่พวกเราคงต้องหาที่อยู่ก่อนเป็นอันดับแรก ท่านแม่ต้องการบ้านที่มีลักษณะอย่างไร? ข้าคิดว่าพวกเราควรหาบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมสักหน่อยดีหรือไม่?" กาเล็ทชวนนีน่าพูดคุย
"กาเล็ท อย่าเอาให้หลังใหญ่เกินไปนะลูกเพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแม่คงทำความสะอาดไม่ไหว" นีน่าเอ่ยอย่างรู้สึกเป็นกังวลอยู่บ้าง
"ท่านแม่ข้าบอกแล้วว่าจะไม่ให้ท่านต้องลำบากอีก เมื่อถึงเมืองหลวงหลังจากจัดการเรื่องซื้อบ้านที่เหมาะสมได้แล้ว ข้ากับท่านพ่อบ้านโจเซพปรึกษากันแล้วว่าจะลองหาแม่บ้านเพิ่มสักสองสามคนเพื่อช่วยเหลือท่านแม่ในการดูแลบ้านช่อง สิ่งที่ท่านแม่ต้องทำก็เพียงแค่สอนงานพวกนางเท่านั้น" กาเล็ทเอ่ยบอกถึงแผนการของตนให้กับนีน่าฟัง
"ตั้งสองสามคนพวกเราจะจ้างไหวหรอกาเล็ท?" นีน่ายังคงเกิดความรู้สึกกังวลใจถึงแม้จะรู้ว่าฐานะทางการเงินของทางตระกูลบุสโซ่ดีขึ้นมากแล้วแต่นีน่าก็ไม่ได้รู้ข้อมูลทั้งหมดว่าที่ฐานะดีขึ้นนั้นมากน้อยเท่าไร ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นีน่าจะรู้สึกกังวลอย่างที่เป็นอยู่นี้เพราะหลังจากเดินทางถึงเมืองหลวงแล้วยังมีค่าใช้จ่ายอีกมากมายซึ่งรอคอยพวกตนเอยู่
กาเล็ทหัวเราะ "เป็นความสะเพร่าของข้าเองที่ไม่ทันได้บอกต่อท่านแม่ว่าตอนนี้พวกเรามีเงินสำรองกว่าหลายร้อยเหรียญทองแล้ว...ดังนั้นการจะหาซื้อบ้านสักหลังและว่าจ้างแม่บ้านสักสองสามคนคงไม่เป็นภาระอะไรเท่าไรหรอกครับ"
"หลายร้อยเหรียญทองเลยหรอลูก!" นีน่าที่ได้ยินถึงจำนวนยอดเงินที่กาเล็ทบอกก็ส่งเสียงอุทานอย่างรู้สึกตกใจออกมา "กาเล็ทลูกหาเงินมากมายขนาดนี้มาได้ยังไงหรอลูก?"
"ก็มาจากการขายยาที่ข้าหลอมขึ้นพวกนั้นไงครับท่านแม่...ที่ข้าบอกว่ามันมีค่ามากกว่าทองในท้องตลาด ข้าไม่ได้พูดเล่นนะท่านแม่" กาเล็ทเอ่ยบอก
"แม่ก็นึกว่ากาเล็ทล้อแม่เล่นเสียอีก..." หลังจากที่ถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกโล่งอกนีน่าก็เอ่ยต่อ "ถึงแม้ว่าจะมีเงินทองเพิ่มขึ้นแล้ว ก็อย่าได้ประมาทนะลูก...เพราะเวลาที่ไม่มีและต้องใช้เงินนั้นมันลำบากจริงๆ" นี่น่าเอ่ยอย่างหวนนึกถึงความยากลำบากของตน
"ครับท่านแม่ข้าจะจำไว้" กาเล็ทเอ่ย
"ถ้าอย่างนั้นเรื่องบ้านก็แล้วแต่กาเล็ทจะจัดการเถอะลูก" นีน่าเอ่ย
หลังพูดคุยปรึกษากับนีน่าแล้วกาเล็ทก็ขอตัวกลับขึ้นไปฝึกฝนยังบนหลังคารถม้าอีกครั้ง ตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งปีที่วิญญาณของตนได้เข้ามาอยู่ในร่างของกาเล็ท เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตนั้นกาเล็ทได้ใช้ไปกับการฝึกฝนแทบทั้งสิ้นแม้แต่การนอนเองกาเล็ทก็แทบไม่ได้จะใช้ให้สิ้นเปลืองเสียเปล่าวสาเหตุก็เพราะร่างกายของผู้ฝึกฝนพลังนั้นแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไปอย่างสิ้นเชิงเพราะความต้องการนอนหลับตามธรรมชาติจะลดน้อยลงเรื่อยๆตามระดับพลังที่เพิ่มพูนขึ้น อีกทั้งขณะเข้าสู่ห้วงสมาธิร่างกายนั้นจะเข้าสู่สภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นซึ่งจะทำให้สามารถทดแทนความต้องการในการนอนไปได้โดยปริยาย
------------------------------------------------------------------------------------------------
"พึ่งมาเมืองหลวงเป็นครั้งแรกหรือ"? ทหารยามซึ่งทำหน้าที่ตรวจตราผู้ตราการเข้าออกเมืองแบรี่เอ่ยถามขึ้นขณะตรวจเอกสาร
"ใช่แล้วพวกข้าพึ่งมาเมืองแบรี่เป็นครั้งแรก" โจเซพเอ่ยกับทหารยาม
ทหารยามที่ทำหน้าที่เฝ้ารักษาประตูเมืองเหลียวมองรถม้าซึ่งตระกูลบุสโซ่ใช้โดยสารมาวูบหนึ่ง เมื่อพบว่ารถม้าที่นีน่านั่งอยู่นั้นดูโออ่าสูงใหญ่กว่ารถม้าทั่วไปมาก ทหารเฝ้าประตูก็สันนิษฐานไว้ก่อนว่าขบวนของกาเล็ทคงเป็นขบวนของคนบุญหนักสักใหญ่ที่ไหนสักตระกูล..เพราะสาเหตุนี้เองจึงทำให้ทหารยามหน้าประตูเมืองไม่กล้าที่จะเสียมารยาทกับโจเซพ
"หากมาเมืองหลวงเป็นครั้งแรกก็ต้องลงทะเบียนเข้ามาโดยเสียค่าธรรมเนียมในการลงทะเบียนเข้าเมืองคนละห้าเหรียญเงิน หากลงทะเบียนแล้วจะได้บัตรแสดงตัวตนไว้ บัตรนี้มีอายุหนึ่งปีเมื่อหมดอายุแล้วจำเป็นที่จะต้องมาต่ออายุทุกครั้ง หาไม่แล้วหากบัตรยืนยันหมดอายุและถูกตรวจพบเจอจะต้องเสียค่าปรับถึงสามเท่า ในกรณีที่ไม่มีเงินทองในการจ่ายค่าปรับ ทางการก็จำเป็นจะต้องจับพวกเจ้าขายไปเป็นทาสแรงงานเพื่อชดใช้เป็นค่าภาษี" ทหารยามเอ่ยอธิบายกฎเกณฑ์พื้นฐานให้แก่โจเซพฟัง
ได้ยินถึงคำอธิบายของทหารยาม กาเล็ทก็ออกมาจากรถม้าพร้อมทั้งนำเหรียญทองออกมาหนึ่งเหรียญยื่นให้แก่ทหารยามนั้น "พี่ท่าน เนื่องจากข้าและครอบครัวพึ่งมาเมืองหลวงเป็นครั้งแรก ขอพี่ท่านช่วยอำนวยความสะดวกให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่?" กาเล็ทเอ่ยอย่างสุภาพถ่อมตน
ทหารยามนายนั้นซึ่งเหลือบเห็นเหรียญทองที่กาเล็ทยื่นมาให้ก็ตาลุกวาวขึ้น ทันทีที่มันรับเหรียญทองมาจากมือของกาเล็ทมันก็รีบนำเหรียญทองนั้นขึ้นมากัดดูเพื่อทดสอบว่าเป็นทองจริงหรือไม่ ทันทีที่พบว่าเหรียญทองนั้นเป็นของแท้ไม่แปลกปลอมมันก็รีบปั้นรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า "รบกวนนายท่านรอสักครู่ข้าจะไปนำบัตรแสดงตัวตนมาให้" กล่าวจบมันก็รีบไปนำเอกสารต่างๆพร้อมทั้งบัตรประจำตัวประชากรเมืองหลวงมาบริการถึงที่ ไม่เพียงแค่เงินหนึ่งเหรียญทองที่มันได้รับจะเป็นลาภก้อนโตในวันนี้มันยังพบว่าตัวมันยังมีโอกาสได้รับค่านายหน้าจากการแนะนำกลุ่มของกาเล็ทอีกด้วย เพราะสาเหตุนี้เองจึงทำให้มันยิ้มจนแก้มแทบจะปริเนื่องจากโอกาสอย่างนี้ไม่ได้พบเจอบ่อยครั้งเท่าไร
หลังจากกรอกเอกสารที่จำเป็นจนครบถ้วนแล้ว ทหารยามคนดังกล่าวยังทำหน้าที่นำทางกาเล็ทและครอบครัวมายังโรงแรมที่ดีที่สุดประจำเมืองด้วยตัวเอง
"นายท่าน พรุ่งนี้เวลาประมาณแปดโมงเช้าข้าจะมาคอยท่านเพื่อนำทางไปยังบริษัทนายหน้าสำหรับจัดหาที่อยู่อาศัย" ทหารยามนายนั้นนัดแนะกับกาเล็ทหลังจากนำทางมาถึงหน้าโรงแรมแล้ว
"ขอบคุณพี่ท่านมาก" กาเล็ทค้อมตัวเอ่ยอย่างไม่ถือตัว
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เป็นหน้าที่ของทหารอยู่แล้วที่จะบริการประชาชน..ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะนายท่าน" มันเอ่ยด้วยร้อยยิ้มจากนั้นจึงขอตัวจากไป
กาเล็ทเห็นอย่างนั้นก็ได้แต่มองไล่หลังทหารยามนายนั้นไป "โลกก่อนเป็นอย่างนี้ โลกแห่งนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน" นึกคิดกับตัวเองได้อย่างนั้นกาเล็ทก็ถอนหายใจออกมา
ปล.รีไรท์ 2020