หลังจากเดินดูทุกห้องแล้วซย่านีก็ตัดสินใจได้ในทันที “เอาหลังนี้ก็แล้วกันค่ะ พี่เฝิงหย่งค่าเช่าบ้านหลังนี้เดือนละเท่าไหร่หรือ?”
เฝิงหย่งเอ่ยตอบ“บ้านหลังนี้ค่าเช่าเดือนละสิบห้าหยวน”
อันที่จริงแล้วราคาสิบห้าหยวนนั้นไม่ถูกเลยบ้านที่เฝิงหย่งกับเซี่ยงเหมยเช่าอยู่ในตอนนี้ราคาเช่าต่อเดือนแค่สิบหยวนเองเฝิงหย่งกล่าวขึ้น “ฉันคิดว่า มันน่าจะลดราคาลงได้อีกนะ”
ซย่านีไม่เข้าใจราคาตลาดของที่นี่จึงเอ่ยถาม“ราคาเท่าไหร่ ถึงจะเหมาะสมงั้นหรือ?”
เฝิงหย่งกล่าว“บ้านหลังนี้ใหญ่กว่าบ้านหลังที่ฉันเช่าอยู่แค่นิดเดียวเองฉันคิดว่าราคาค่าเช่าสักประมาณสิบสองหยวนกำลังพอดี”
ซย่านีกล่าว “ได้ งั้นก็เช่าที่ราคาสิบสองหยวนก็แล้วกันพวกเราไปคุยกับเขาตอนนี้เลยดีไหม?”
เฝิงหย่งกล่าว “เธอรีบเช่าไหมถ้าเธอรีบฉันจะพาเธอไปคุยกับเขาตอนนี้เลยชายคนนี้เป็นพ่อตาของเพื่อนที่ทำงานฉันเองฉันได้ยินเพื่อนที่ทำงานเล่าว่า พ่อตาของเขาค่อนข้างเป็นคนโลภและคิดแต่เรื่องเงินเดาว่าคงคุยกันไม่ง่ายนักแต่เขาเป็นคนตรงไปตรงมามากๆ หากเธอจ่ายเงินไปแล้ว ก็วางใจได้แหละ เธอไม่ต้องกังวลว่าเขาจะบิดพลิ้วแล้วไล่ตะเพิดเธอออกไปทีหลัง”
“ไม่เป็นไรค่ะลองคุยดูก่อนดีกว่า” ตอนนี้ซย่านีมีเงินอยู่ในมือแล้วและเธอค่อนข้างเป็นคนใจกว้างเรื่องเงิน“หากเจรจากันได้ก็คงจะดีที่สุด แต่หากเจรจากันไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือเธอต้องรีบคว้าบ้านหลังนี้ไว้โดยเร็วเพื่อที่เธอจะได้พาลูกๆย้ายออกมาจากบ้านตระกูลซ่งสักที
ครอบครัวนี้อาศัยอยู่ใกล้ๆ กัน เฝิงหย่งพาซย่านีเดินออกจากตรอกแล้วเลี้ยวตรงหัวมุมก็เจอประตูบานหนึ่งทันที
เฝิงหย่งเคาะประตูคนด้านในก็มาเปิดประตูให้ผู้ที่มาเปิดประตูให้นั้นเป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบต้นๆ เขาไว้ผมสั้นดูแล้วเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวายิ่งนัก
เขาเห็นเฝิงหย่งพาสหายหญิงมาด้วยก็สับสนอยู่แว็บหนึ่งจากนั้นก็หัวเราะขึ้นมา “พวกคุณมาเช่าบ้านสินะ? ผมได้ยินพี่เขยบอกไว้แล้วท่านนี้คือสหายเฝิงหย่งใช่ไหม? ผมชื่อเหยาซุ่นผิงนะครับ”
เฝิงหย่งยื่นมือออกมาทักทาย“ใช่แล้ว สวัสดีครับๆ ผมชื่อเฝิงหย่งนะครับ”
หลังจากที่พวกเขาจับมือกันเสร็จเฝิงหย่งก็แนะนำให้อีกฝ่ายรู้จักกับซย่านี“นี่คือสหายซย่านีที่อยากเช่าบ้านของพวกคุณ”
“เช่นนั้นก็เข้ามาคุยกันก่อนเถิด”เหยาซุ่นผิงผายมือเชื้อเชิญพวกเขา
“สหายซย่านีคุณวางแผนไว้ว่าจะเช่านานแค่ไหนหรือ?” เหยาซุ่นผิงยกน้ำมาให้ซย่านีกับเฝิงหย่งคนละแก้ว
หลังจากที่ซย่านีเดินมาไกลก็รู้สึกกระหายน้ำมากจริงๆเธอยกแก้วน้ำขึ้นจิบให้ปากและคอของเธอชุ่มฉ่ำแล้วจึงกล่าวขึ้น“ฉันอยากเช่าก่อนสักปีหนึ่งค่ะ” หนึ่งปีต่อมา เธอน่าจะหาเงินมาซื้อบ้านได้แล้ว
เหยาซุ่นผิงพยักหน้ารับ“งั้นพวกเราก็มาลงนามกันเถอะ ตกลงตามนี้ก็แล้วกันนะ?”
ซย่านีต่อรอง “เรื่องค่าเช่าบ้าน พอจะถูกกว่านี้หน่อยได้ไหมคะ?”
เหยาซุ่นผิงหยิบธนบัตรขึ้นมาพลางเคาะปากกาในมือลงบนโต๊ะด้วยท่าทางสบายๆจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถามซย่านี “งั้นคุณจ่ายได้เท่าไหร่?”
ท่าทางเช่นนั้นดูเหมือนกำลังบอกว่า‘ถ้าเธอไม่พูดราคาที่ฉันพอใจออกมา ล่ะก็ฉันก็ไม่ปล่อยเช่าแน่ๆ ’ ท่าทางเช่นนี้ช่างข่มเหงผู้อื่นยิ่งนักแต่ซย่านีเป็นคนที่ผ่านชีวิตมากว่าสี่สิบปีแล้วหลายวันมานี้ตอนทำการค้าก็ได้พบเจอลูกค้าหลากหลายประเภทเธอจึงไม่กลัวเขาเลยสักนิดซย่านีกล่าวออกไปตามตรง “เดือนละสิบห้าหยวนแพงไปจริงๆ คุณว่าถ้าเป็นราคาเดือนละสิบสองหยวนล่ะฟังดูเป็นอย่างไร?”
เหยาซุ่นผิงส่ายหน้า“สิบสองหยวนไม่ไหวหรอก น้อยเกินไป” เขายืนขึ้น ราวกับกำลังส่งแขก“ถ้าคุณคิดว่ามันแพงเกินไปก็ลองไปหาบ้านหลังอื่นดูก็แล้วกัน”
เฝิงหย่งเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาเขาจ้องมองซย่านีไม่หยุดแต่ซย่านีกลับยังคงถือแก้วน้ำชาแล้วนั่งจิบน้ำของตนเองต่อไปหลังจากจิบไปหลายอึกถึงค่อยเอ่ยปากว่า “ฉันคงไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกว่ามันแพงหรอกมั้งคะ? บ้านของคุณมีเรือนตั้งหลายหลังทำเลก็ดีหากว่าตามนี้ก็น่าจะปล่อยเช่าได้ง่ายๆ แต่เรือนหลังนั้นแค่มองแว็บเดียวก็รู้ทันทีเลยว่าไม่มีคนอยู่มานานแล้วคนอื่นเองก็คงคิดว่ามันแพงเช่นกัน”