ฉันซับผมเดินออกมาจากห้องน้ำหลังใช้เวลาอาบน้ำสระผมราว 30 นาที
“คุณ!!” ฉันโพล่งออกมา เมื่อเห็นไนล์นอนอ่านบางอย่างบนจอไอแพดบนเตียงนอนที่เขาออกปากว่ายกให้เป็ของฉันแล้ว แถมเขาสวมชุดนอนพร้อมสรรพมันหมายความว่าเขาไปอาบน้ำพร้อมๆ กันกับฉัน และเพิ่งกลับขึ้นมาเพราะยังยืนกรานว่าจะนอนเป็เพื่อนกันให้ได้ หนำซ้ำยังดึงผ้านวมขึ้นมาห่มถึงเอว เอนหลังพิงหัวเตียงสบายๆ ก่อนหน้าฉันอีกต่างหาก
“ฉันจะนอนเป็เพื่อน” เขาย้ำ
“บอกแล้วไงว่าฉันอยู่คนเดียวได้” ฉันชักจะหงุดหงิดเมื่อเขาไม่ยอมขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
เขาคงรับรู้ได้ว่าเื่ที่ฉันเจอมาคงหนักหนาเอาการ เพราะรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ฉันกลับบ้านเพื่อไปขอโทษป๊า แต่กลับมาเจอฉันในสภาพดวงตาแดงก่ำ รอบเบ้าตาบวมตุ่ยหลังการร้องไห้ยาวนาน แถมเป็ฝ่ายโผเข้าไปกอดเขาก่อนด้วยซ้ำ ไหนจะร้องไห้จนหน้าอกเสื้อเชิ้ตเขาเปียกชุ่มอีก มันจึงยิ่งทำให้เขาตีความหมายว่าฉันยิ่ง้าคนอยู่เป็เพื่อน
ในที่สุดฉันก็ยอมแพ้ เพราะตระหนักได้ว่าตัวเองยังไม่ได้เล่ารายละเอียดของเื่ที่เกิดขึ้นให้เขาฟังแม้แต่น้อย มัวแต่ร้องไห้ จะไม่ให้เขาห่วงได้อย่างไรกันเล่าเพราะเดาไม่ออกว่าวันนี้ฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง และมีเื่ใดที่เขาอาจพอช่วยได้
“ตอนแรกฉันไม่อยากเล่าเพราะไม่อยากให้คุณรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย”
“ปัญหาของเธอก็เหมือนปัญหาของฉันนะ”
“คุณควรเลิกพูดจาทำนองนี้กับฉันได้แล้วนะคะไนล์” ฉันชักอยากยอมแพ้ความรู้สึกของตัวเอง
“ทำไมล่ะ” เขาไม่เข้าใจเหตุผล
“คุณทำให้ฉันใจสั่น”
ไนล์กลั้นยิ้มเมื่อได้ยินประโยคนั้น ทำฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าไอ้ต้นตอของอาการใจสั่นที่เป็อยู่ เขาเผลอทำออกมาหรือจงใจทำให้ฉันหวั่นไหวกันแน่
“ฉันขำไม่ออกหรอกนะ คุณเป็ผู้ชายที่มีแฟนอยู่แล้ว การพูดให้ผู้หญิงคนอื่นรู้สึกดีมันเป็เื่ที่แย่มาก” ฉันทำเสียงเหมือนตำหนิ แต่ไม่ได้จริงจังนัก ก่อนที่เราจะแตกหักฉันเคยมีความรู้สึกดีๆ กับเขา ฉันสามารถแสดงความรู้สึกนั้นโดยไม่ปิดบัง ท่าทางของเขาเองก็เผยถึงความพึงพอใจเช่นกัน ทั้งการกระทำรวมถึงคำพูดจาอ่อนหวาน หากไม่เกิดเื่น้ำชาขึ้นเราอาจได้สานความสัมพันธ์ต่อกัน และฉันคงไม่ปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองเช่นตอนนี้
“ฉันรู้สึกดีนะที่ได้ยินว่าทำให้เธอหวั่นไหวได้น่ะ” คำพูดของเขาทำฉันรู้สึกอายอีกครั้งแม้เป็คนสารภาพความรู้สึกออกไปเองแท้ๆ
“ดีตรงไหนกันคะ ลืมไปแล้วเหรอว่าเราห้ามรู้สึกอะไรต่อกันเด็ดขาด”
“ไม่จำเป็หรอก เราควรรู้สึกดีต่อกันให้มากขึ้นต่างหาก”
“เพื่อลูกเหรอคะ ถ้าเป็เพราะเื่นั้นฉันรู้อยู่แล้วน่า” ฉันทำท่าจะตัดบทสนทนาเพราะความง่วงเริ่มครอบงำ หากแต่ประโยคถัดมาของไนล์ทำตาฉันเบิกกว้างตาสว่างเฉียบพลัน
“เพื่อครอบครัวในอนาคตของเราต่างหาก”
“คุณหมายถึงอะไรคะ” ฉันเผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ไนล์โน้มตัวมาข้างหน้า ยื่นแขนมาเพื่อใช้ปลายนิ้วชี้กับนิ้วโป้งช่วยคลายรอยย่นนั้น แล้วพูดอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ ซึ่งมันทำให้เผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
“หลินเป็ครอบครัวของฉันได้ไหม... แต่งงานกันนะ”
ราวกับโลกหยุดหมุนไปหลายวินาที แทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่เพิ่งเข้ามาในโสตประสาท
ไนล์ดึงมือซ้ายฉันไปกุมไว้
“อย่างที่เธอรู้ว่าแม่ฉันยังยอมรับเื่นี้ไม่ได้ มันอาจจะยากหน่อยแต่อย่างลืมว่าเธอยังมีฉันทั้งคน เราจะค่อยๆ แก้ปัญหานี้ไปด้วยกันนะ เพราะฉันตัดสินใจแล้วว่าจะรับผิดชอบเธอเอง เพื่อเธอ ฉัน ครอบครัวของเธอ และครอบครัวของฉันด้วย เื่นี้มันเกิดขึ้นแล้วเราไม่มีทางย้อนกลับไปแก้ไขมันได้ ดังนั้นเพื่อทำวันต่อไปให้ดี… แต่งงานกับฉันนะ”
ฉันกลอกตาไปมา รู้สึกราวกับอยู่ในฝัน ไม่ใช่เพราะรู้สึกดีใจจนสติเลือนรางหากแต่กำลังสับสนอย่างมาก
“เธอยังไม่ต้องรีบให้คำตอบตอนนี้ก็ได้”
“แต่... คุณมีคู่หมั้นแล้วนะคะ” ภาพน้ำชาตัดเข้ามาในความคิด
“ฉันกับน้ำชาไม่เคยคบกันอย่างจริงจังเลยด้วยซ้ำ เธอตีความไปเองรึเปล่าว่าน้ำชาเป็คู่หมั้นฉันในเมื่อฉันไม่เคยพูดเลยว่ากับน้ำชาเราเป็อะไรกัน”
“แต่เธอบอกเองนี่คะว่าเธอเป็คู่หมั้นหมายกับคุณ”
“นั่นเป็ความเห็นชอบของผู้ใหญ่ทางฝ่ายของเธอกับทางฝั่งแม่ของฉัน แต่ฉันไม่เคยตกลงปลงใจกับน้ำชาเลยั้แ่แรก เธอควรหยุดกังวลเื่นั้นได้แล้วหลังจากรู้ความจริงนะ”
“แต่คุณกับเธอก็ทำตัวเหมือนคนคบกันจริงๆ ไม่ใช่เหรอคะ”
...
.
นั่นสินะคะ สรุปว่าไนล์กับน้ำชาเป็อะไรกันแน่ ...และตอนนี้ยังเป็อะไรกันอยู่หรือเปล่า