“คุณหนูเ้าคะพวกเราต้องคุกเข่าอีกนานเท่าใดหรือเ้าคะ” เจี้ยนเอ๋อร์กล่าวออกมาอย่างไม่พึงใจนักปากบ่นอุบอิบสองมือจับนวดขาสองข้างของตนเนื่องจากความเมื่อยล้า หลังจากที่ต้องคุกเข่าอยู่นานสวี จินเหยียนเห็นเจี้ยนเอ๋อร์ไม่สามารถทนต่อได้จึงกล่าวอย่างรู้สึกผิด
“เ้าลุกขึ้นเถิด อาจารย์ลงโทษข้าเ้าหาต้องคุกเข่าเป็เพื่อนข้า”
“ข้าเป็นายข้าเป็ผู้กระทำผิด ควรรับผิดชอบเป็ข้าเ้าลุกขึ้นเถิด” สวี จินเหยียนกล่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉย เจี้ยนเอ๋อร์เห็นผู้เป็นายนิ่งเฉยยืนยันที่จะคุกเข่าต่อนางจึงจำใจลุกขึ้นเนื่องจากไม่สามารถทนต่อการลงโทษได้อีก
“คุณหนูงั้นข้าจะไปนำหมอนรองมานะเ้าคะ คุณหนูคุกเข่าเยี่ยงนี้มาสี่ชั่วยามแล้วนะเ้าคะ”
“พื้นทั้งแข็งทั้งเย็นเช่นนี้เกรงว่านานอีกหน่อย หัวเข่าของคุณหนูอาจรับต่อไม่ไหวนะเ้าคะ” เจี้ยนเอ๋อร์กล่าวเสร็จกำลังลุกขึ้นไปหาหมอนรองให้นาย หากแต่สวี จินเหยียนนั้นกลับรั้งนางไว้
“ไม่ต้องหรอก คนสกุลสวีหาใช่คนอ่อนแอ ศิษย์สิบสามแห่งจวนแม่ทัพใหญ่หากการลงโทษแค่นี้ยังรับไม่ไหวต่อไปวันข้างหน้าจะรับกับความทุกข์ยากที่ต้องเผชิญได้อย่างไร” สวี จินเหยียนเงยหน้ามองสาวใช้ของนางกล่าวพร้อมเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย
แม้นางจะแสดงว่าการลงโทษเช่นนี้เล็กน้อย แต่ร่างกายของนางกลับสั่นเทาออกมาขณะนั้นเองที่สวี จินเชิงผ่านมาพบเข้าพอดีได้ยินประโยคของผู้เป็ศิษย์จึงรู้สึกทั้งภูมิใจทั้งเวทนาต่อนางหากแต่ถ้าไม่ลงโทษเกรงว่าวันข้างหน้าหากนางยังหนีออกไปเที่ยวเล่นเช่นนี้อาจพบอันตรายเข้าได้ เขาค่อยๆ ก้าวย่างเข้ามา
“สำนึกผิดหรือไม่ หากเมื่อคืนเหล่าศิษย์พี่หาเ้าไม่พบสิ่งใดอาจเกิดขึ้นเ้ารู้หรือไม่” สวี จินเชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน
สวี จินเหยียนไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพียงก้มหน้าด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เมื่อวานตอนกลางคืน
“คุณหนูหลบออกมาเช่นนี้จะดีหรือเ้าคะ” เจี้ยนเอ๋อร์กล่าวอย่างพะว้าพวง หันหลังมองของหลังเห็นจวนแม่ทัพใหญ่สวีค่อยๆ หางไปสวี จินเหยียนมองเจี้ยนเอ๋อร์แล้วยิ้มออกมาอย่างมั่นใจพร้อมกล่าว
“นี่ใช่ครั้งแรกเสียเมื่อไหร่ อีกอย่างคณะนิทานชื่อดังเช่นนี้มาแสดงไกลถึงตงโจวประตูฉวนเหมิน”
“เ้าไม่อยากดูหรือไร” สวี จินเหยียนกล่าวก่อนหันไปมองหน้าวใช้อย่างสงสัยปนหยอกล้อเจี้ยนเอ๋อร์เองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยากชมการแสดงเล่านิทานนี่ จึงไม่ได้ขัดผู้เป็นายออกไปเพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยสายตากังวล
ณ ประตูฉวนเหมิน
“เ้าดูสิที่นี่คนตรึงหนาแน่นนัก เราควรไปรอยืนที่ใดดี” สวี จินเหยียนมองสอดส่องหาพื้นที่ยืนชมการแสดงเจี้ยนเอ๋อร์หันไปเห็นโรงเตี้ยมใหญ่มีชานระเบียงยื่นมาเหมาะแกการชมนักจึงได้กล่าวบอกสวี จินเหยียน
“ขึ้นข้างบนดีมั้ยเ้าคะไม่มีใครเบียดบัง”
“เอาสิ” สวี จินเหยียนกล่าวจบ ทั้งสองพากันขึ้นข้างบนชานสั่งชานั่งฟังการแสดงนิทานอยู่นั้น กลับมีชายสามคนมองมาที่เด็กสาวด้วยสายตาเ้าเล่ห์โดยที่เด็กสาวทั้งสองนั้นไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
“พี่ใหญ่ท่านว่าเด็กสองคนนั้นดูท่าทางมาจากตระกูลใหญ่นะขอรับ” หนึ่งในนั้นได้กล่าวขึ้น
“ราคาดีแน่ๆ” ชายอีกคนนึงกล่าว
ผู้ที่ชายทั้งสองเรียกว่าพี่ใหญ่นั้นยังคงมองพินิจที่สวี จินเหยียนอยู่นานไม่ได้กล่าวสิ่งใด หลังการแสดงจบเด็กสาวทั้งสองอยู่ระหว่างเดินทางกลับนั้น ชายสองคนได้ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอีกคนด้านหลังล้อมเอาไว้ เจี้ยนเอ๋อร์จับมือของสวี จินเหยียนไว้แน่นแม้สวี จินเหยียนเองจะกลัวอยู่ไม่น้อยแต่เมื่อตนเห็นเจี้ยนเอ๋อร์หวาดกลัวจึงได้แสดงตนออกมาอย่างกล้าหาญ
“พวกท่านเป็ใคร้าสิ่งใด พวกเราเป็เพียงเด็กสาวได้โปรดปล่อยพวกเราไปเถิด” นางกล่าว
พี่ใหญ่ของกลุ่มชายทั้งสามอย่างเ้าเล่ห์ก่อนกล่าวออกมาอย่างเ็า
“เด็กสาวเช่นนี้เ้ารู้หรือไม่มีค่าเท่าใด” หลังจากกล่าวจบนั้นเขาได้ะโให้ลูกน้อยเข้ามาจับตัวเด็กสาวทั้งสองไว้
เด็กสาวไร้แรงต่อสู้พวกนางจึงทำได้เพียงะโให้ดังที่สุด ก่อนที่สมุนทั้งสองจะเข้ามาถึงตัวสวี จินเหยียนได้บอกให้เจี้ยนเอ๋อร์รีบวิ่งไปที่จวนให้เร็วที่สุดส่วนนางเองนั้นจะล่อกลุ่มโจรไว้เอง เจี้ยนเอ๋อร์ห่วงผู้เป็นายหากแต่ไม่ทำเหตุการณ์ข้างหน้าอาจอันตรายกว่านี้สวี จินเหยียนสองมือจับหนึ่งคน ปากกัดอีกคนเจี้ยนเอ๋อร์ได้โอกาสวิ่งออกไป แต่หัวหน้าโจรกลับไม่ได้ตามเนื่องหากผู้ที่เขาหมายตาแต่แรกคือ สวี จินเหยียนนั้นเอง
เจี้ยนเอ๋อร์วิ่งไปตามทางะโขอความช่วยเหลือกลับไร้ผู้คนสนใจ โชคเข้าข้างที่อี้เจินขี่ม้าตรวจตราผ่านมาพอดีเห็นเจี้ยนเอ๋อร์กำลังหมดแรงลงเขารีบลงม้าไปพยุงนางขึ้นด้วยสีหน้าร้อนใจ
“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดเ้าจึงมาอยู่ที่นี้แล้วสิสามเล่า” อี้เจินถามด้วยสีหน้าจริงจัง เจี้ยนเอ๋อร์ที่กำลังจะหมดแรงกล่าวบอก
“มีชายสามคนจับตัวคุณหนูไว้เ้าค่ะ ประตูฉวนเหมินคุณชายอี้รีบไปช่วยคุณหนูทีเ้าค่ะ” เจี้ยนเอ๋อร์นั้นกล่าวจบ ก็สลบไปอี้เจินได้ยินดังกล่าวจึงสั่งให้ลูกน้องคนสนิทพาตัวนางกลับจวนก่อนที่เขานั้นจะขี่ม้าออกไปอย่างเร่งรีบ
“หาจนทั่วไม่พบเลยขอบรับ” ทหารนายหนึ่งกล่าว ขณะนั้นเอ้อหยางที่ทราบข่าวรีบขี่ม้ามาสมทบอย่างทันการ
“พบหรือไม่ศิษย์พี่” เอ้อหยางเอ่ยถามอย่างร้อนใจ อี้เจินเพียงส่ายหน้าอย่างหัวเสียก่อนจะมีทหารนายนึงเข้ามาแจ้งข่าว ว่ามีคนพบเห็นหลิวจื้อและพวกอีกสองคนมัดตัวเด็กสาวสูงศักดิ์ผู้นึงขึ้นมาไปทางท่าเรือจี้อัน ทั้งสองได้ยินจึงรีบควบม้าออกไปอย่างเร่งรีบ เหตุเพราะรู้ว่าหากหลิวจื้อและพวกขึ้นเรือไปแล้วเหตุบานปลายต้องตามมาอีกแน่ เมื่อพวกเขาไปถึงท่าทั้งสามโจรนั้นกำลังพะลี้พะลัง ขึ้นเรืออี้เจินและเอ้อยางได้ชักกระบี่ออกเพื่อเข้าช่วยเหลือสวี จินเหยียนในตอนนั้นสวี จินเหยียนได้สลบไปแล้วทั้งห้าคนสู้กันอยู่ครู่นึงก่อนที่หลิวจื้อและพวกนั้นจะพลาดท่าให้แก่ศิษย์พี่ทั้งสองของนาง อี้เจินเดินเข้าไปรีบแก้มัดให้สวี จินเหยียนด้วยความเป็ห่วง
“สิบสาม สิบสามเ้าตื่นสิสิบสาม”
สวี จินเหยียนค่อยๆ ลืมตาตื่นมองเห็นเบื่องหน้าคือศิษย์ของนางเองดีใจจนลืมตัว โผกอดอี้เจินจนแน่นมือสองข้างสวมกอดสองตาหยาดน้ำตาไหลรินออกมา นางกอดศิษย์พี่ใหญ่อยู่นานก่อนที่เอ้อหยางจะเดินเข้ามาปลอบ
“ไม่เป็ไรแล้ว พวกข้าอยู่เ้าไม่เป็ไรแล้ว” เอ้อหยางกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยนทำให้สวี จินเหยียนผู้ที่ไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวหรือพี่น้องกลับร้องออกมาหนักกว่าเดิม เอ้อหยางเห็นจึงรู้สึกสงสารทำอะไรไม่ถูก เอ้อหยางผู้นี่แม้ภายนอกดูแข็งกร้าว วาจาตรงกว่าดาบในมือแต่ในใจเองก็ค่อยๆ ยอมรับสิบสามเข้ามาทีละน้อยจนผูกพันเสียแล้ว
เอ้อหยางหันหลังกลับสั่งให้ทหารนำตัวหลิวจื้อและพวกไปที่คุกรอไต่สวนและลงโทษต่อไปศิษย์ทั้งสามเดินทางกลับจวน สวี จินเหยียนทั้งรู้สึกผิดทั้งยังหวาดหวั่นจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาตลอดทางจึงมีแต่ความเงียบระหว่างพวกเขาทั้งสาม มาถึงหน้าจวนสวี จินเชิงที่ทราบเื่รีบเดินทางกลับจากยืนรอหน้าจวนสีหน้าเคร่งเครียด สายตาดุดันสองคิ้วขมวดสวี จินเหยียนเห็นเช่นนั้นจึงไม่กล้าสบตาั์ตาแดงก่ำ อี้เจินค่อยๆ ประคองนางลงจากหลังม้าทั้งสามหยุดอยู่หน้าอาจารย์ ไร้คำกล่าวใดๆ ความเงียบปรากฏอี้เจินทราบดีว่าตอนนี้นั้นอาจารย์กำลังโกรธจริงๆ แต่สิบสามเองก็ยังคงหวาดหวั่นกับสิ่งที่เกิดพบหน้าอาจารย์ตัวสั่นเทาเช่น จึงออกหน้ากล่าวต่ออาจารย์
“อาจารย์สิบสามยังเด็กเื่นี้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันเถิด”
สวี จินเชิงสังเกตเห็นอาการของนางเกิดสงสารดวงตาจากดุดันเปลี่ยนเป็อ่อนลงจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดแล้วจากไปอี้เจินเดินตามเข้าไป ก่อนไปนั้นได้ให้เอ้อหยางพานางไปส่งที่เรือนแทนตนที เอ้อหยางเดินเป็เพื่อนสวี จินเหยียนจนถึงหน้าเรือนนางยังไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดเพียงหันมาคารวะศิษย์พี่ของนางแล้วเดินเข้าห้องไป เอ้อหยางเห็นเช่นนั้นจึงไม่ได้ว่าอะไรแล้วเดินจากไปเช่นกัน
สวี จินเหยียนนั่งอยู่ในห้องเพียงชั่วครู่ก่อนลุกไปยังห้องของเจี้ยนเอ๋อร์เพื่อดูว่านางเป็อย่างไรบ้าง เห็นสาวใช้ของตนนอนหลับอย่างสบายใจแต่เนี้อตัวยังเปรอะเปื้อนหมอมแหม่มจึงได้ไปยกน้ำพร้อมผ้าผืนหนึ่งค่อยๆ เช็ดตัวให้เจี้ยนเอ๋อร์ สวี จินเชิงเดินมาเพื่อดูสวี จินเหยียนที่ห้องแต่ไม่พบจึงได้เห็นนางอยู่ในห้องสาวใช้เช็ดตัวและกล่าวขอโทษที่ทำให้นางเกือบมีอันตรายในคืนนี้อย่างแ่เบา สวี จินเชิงมองดูอย่อย่างนั้นจนสวี จินเหยียนผล็อยหลับไปอยู่ข้างเตียงของเจี้ยนเอ๋อร์จึงได้เดินเข้าไปอย่างเงียบๆ แล้วอุ้มสวี จินเหยียนกลับไปนอนที่ห้องของตนขนาดที่กำลังปล่อยนางลงบนเตียงนั้น เด็กสาวได้ละเมอพูดออกมาอย่างเบาบาง
“ท่านพ่ออย่าตีลูกอีกเลยเ้าค่ะ ลูกรู้ผิดแล้ว” สวี จินเหยียนพูดซ้ำอย่างนั้นเรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆ หยุดไปสวี จินเชิงจ้องมองด้วยเวทนาตัวเขาเองออกจากสกุลสวีแต่เด็กตอนนางเกิดเพียงส่งของยินดีเท่านั้น นางเติบโตมาเช่นไรเขาเองไม่เคยรู้เลย าแในใจของเด็กน้อยมีมากเพียงใดไม่มีใครรู้สวี จินเชิงนั่งอยู่กับเด็กสาวอย่างนั้นจนเช้าก่อนที่เขาจะออกไปที่คุมขังนักโทษ ก่อนออกไปนั้นจึงได้สั่งให้อี้เจินบอกการลงโทษให้นางเมื่อนางตื่นขึ้น แล้วตัวเขาเองก็จากไป
สวี จินเชิงไปถึงนะที่คุมขังนักโทษ เพื่อสอบสวนหลิวจื้อด้วยตัวเองเขารู้สึกแปลกใจที่หลิวจื้อนั้นปล่อยตัวเจี้ยนเอ๋อร์ไปทั้งที่เขาสามารถจับไปได้ทั้งสองคนเหตุที่แท้คืออะไรเขาจึงอยากทราบด้วยตัวเอง
“ทำไมถึงต้องเป็นาง” สวี จินเชิงกล่าวด้วยวาจาเงียบขรึมแต่ยังััได้ถึงความดุดันของเขา
หลิวจื้อไม่ตอบเพียงเผยยิ้มเ้าเล่ห์เพื่อยั่วโมโหของสวี จินเชิงเพียงเท่านั้น สวี จินเชิงเห็นเช่นนั้นจึงได้ยิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อยก่อนบอกให้ผู้คุมนักโทษ
“เช่นนี้คงไม่ต้องสืบให้มากความ ส่งตัวเขาให้กองทัพข้าจะลงโทษเขาด้วยกฎของทหารเอง” สวี จินเชิงกล่าวจบจึงลุกขึ้นจะเดินจากไป หลิวจื้อจึงได้เอ่ยขึ้นด้วยวาจากวนอารมณ์
“นางสำคัญต่อท่านขนาดนั้นหรือ เด็กสาวสูงศักดิ์ตระกูลสวีย่อมได้ราคาดีแค่นางคนเดียวก็พอ” กล่าวเสร็จจึงหัวเราะออกมาอย่างพอใจ สวี จินเชิงได้ยินเช่นจึงเกิดอารมณ์โมโหขึ้นเขาเดินไปจับตัวหลิวจื้อกระแทกกำแพงอย่างแรงก่อนจะกล่าวว่า
“วันนั้นข้าเห็นแก่เ้าและข้าเป็ทหารร่วมสังกัดจึงปล่อยเ้าไป แต่วันนี้ข้าจะให้เ้าได้รู้สึกอยากตายมากกว่าอยู่”
เขากล่าวเสร็จจะเดินจากไปก่อนที่ตัวเขานั้นจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของเขาได้อีกต่อไป หาแต่หลิวจื้อนั้นยังไม่หยุดที่จะยั่วโทสะของสวี จินเชิงต่ออีกว่า
“หากนางสำคัญ อย่าได้ปล่อยให้นางถูกย่ำยีจนต้องโดดหน้าผาตายเฉกเช่นแม่นางหลีล่ะแม่ทัพสวี” แล้วหลิวจื้อก็หัวเราะออกมาอย่างสะใจ
ได้ยินเช่นนั้นสวี จินเชิงจึงได้ชักดาบปลิดชีวิตหลิวจื้อเสียตอนนั้นด้วยสายตาอันโกรธแค้นและอำมหิต
“เ้าค่ะศิษย์รู้ผิดแล้วเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าว
สวี จินเชิงจึงบอกให้นางลุกขึ้นได้เจี้ยนเอ๋อร์เข้าไปพยุงนางขึ้นแต่เนื่องจากคุกเข่าอยู่นานสองขาของนางจึงชาและอ่อนแรงจนไม่สามารถยืนขึ้นได้สวี จินเชิงจึงเข้ามาพยุงด้วยตัวเองแล้วพานางไปนั่งยังโถงเรือนรับรอง
“ข้าไม่ใช่ให้เ้าคุกเข่าที่หอตำราหรือเหตุใดจึงคุกเข่าอยู่ลานหน้าเรือนรับรองเช่นนี้” สวี จินเชิงกล่าวอย่างอ่อนโยน
“เ้าค่ะแต่ข้าเห็นคนทำความสะอาดอยู่จึงไม่ได้ใช้เ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าว ขณะนั้นเจี้ยนเอ๋อร์ก็ได้นำผ้าและน้ำอุ่นเพื่อมาประคบให้แก่ผู้เป็นายสวี จินเชิงเห็นเช่นนั้นได้ขอตัวออกไป
“เดี๋ยวสิเ้าคะ แล้วการลงโทษมีเพียงเท่านี้หรือเ้าคะ” สวี จินเหยียนกล่าวถาม
“คุณหนูยังไม่พออีกหรือเ้าคะอย่าถามเลย” เจี้ยนเอ๋อร์ได้กล่าวขัดขึ้น
สวี จินเชิงได้ยินจึงหยุดเดินแล้วคิดเื่นึ่งขึ้นได้ก่อนจะหันมากล่าว
“วันนี้เท่านี้แหละ ั้แ่พรุ่งนี้ต่อไปข้าจะนำบทลงโทษใหม่มาให้เ้าเพื่อให้เ้าจดจำ” สวี จินเชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแต่ใบหน้าของเขานั้นกลับยิ้มออกมาเล็กน้อย สวี จินเหยียนได้ยินเช่นนั้นจึงมีความคิดมากมายว่าการลงโทษจะเป็เช่นไรแล้วทำไมอาจารย์จึงกล่าวว่า “ั้แ่พรุ่งนี้ไป” เช่นนั้นนางเองก็ไม่เข้าใจในคำพูดของอาจารย์ ตอนนั้นเจี้ยนเอ๋อร์จึงกล่าวขึ้น
“ท่านแม่ทัพสวีก็หาได้ใจดีนะเ้าคะลงโทษเช่นนี้ แล้วยังกล่าวว่าั้แ่พรุ่งนี้อีกพูดราวกับว่าคุณหนูจะโดนลงโทษทุกวันเช่นนั้นแหละเ้าค่ะ”
สวี จินเหยียนฟังคำของเจี้ยนเอ๋อร์แล้วจึงได้แต่คิดแต่นางเองกลับไม่ได้รู้สึกว่าตนจะโดนลงโทษแต่ก็ยังไม่เข้าใจในวาจาของอาจารย์ตัวเอง
วันต่อมาสวี จินเชิงได้ให้สวี จินเหยียนมารอ ณ ลานประลองขณะที่เอ้อหยางกำลังประลองอยู่กับอี้เจินนั้น สวี จินเหยียนมองท่างทางการต่อสู้ของศิษย์พี่ทั้งสองอย่างสนใจ ในใจพลันคิดศิษย์พี่ใหญ่นั้นท่วงท่ายังคงพลิ้วไหวรวดเร็วแต่มั่นคงและออกอาวุธได้อย่างแม่นยำ ขณะเดียวกันนั้นเอ้อหยางกับไม่มีกระบวนท่าที่ไม่แน่นอนคาดเดาไม่ได้ทุกการออกอาวุธล้วนอันตรายแล้วตรงจุดตาย นางมองศิษย์พี่ทั้งสองอยู่พักใหญ่สวี จินเชิงเห็นนางพินิจอยู่จึงได้เอ่ยถาม
“สิบสามเ้าเห็นว่าการต่อสู้ของพวกเขาเป็เช่นไร”
สวี จินเหยียนจึงได้อธิบายดังที่นางคิดออกไปสวี จินเชิงได้ฟังคำดังกล่าวจึงรู้ได้ว่าสิบสามนั้นสายตารวดเร็วมีการคาดเดาสถานการณ์ที่ดีสำหรับคนที่ไม่เคยเรียนวรยุทธ์หรือการต่อสู้นั้นแต่กลับสามารถมองได้ขาดและมองถึงการจับจุดกระบวนท่าได้เป็อย่างจึงได้ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“แต่นี้ต่อไปตอนเช้าฝึกอ่านเขียน ่บ่ายฝึกวรยุทธ์การต่อสู้นี่ถือเป็การลงโทษของเ้า” สวี จนเชิงกล่าวแล้วจึงได้ยื่นกระบี่ไม้ให้นาง ศิษย์พี่ทั้งสองต่างยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“ถ้านายท่านสวีทราบจะไม่เป็ไรหรือเ้าคะคุณหนู” เจี้ยนเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้กระซิบกับนายของนาง
สวี จินเหยียนลังเลอยู่่หนึ่งก่อนยื่นมือออกไปรับกระบี่ในมืออาจารย์แล้วจึงกล่าว
“มีอาจารย์อยู่มีอะไรให้กลัว” กล่าวเสร็จนางจึงได้ส่งยิ้มให้กับสวี จินเชิงอย่างมั่นใจทั้งคู่สบตากันอยู่่หนึ่ง อี้เจินจึงได้กล่าวขึ้น
“เจี้ยนเอ๋อร์เ้าล่ะอยากเรียนหรือไม่”
จบคำกล่าวนี้ของอี้เจินทุกคนต่างเห็นไปมองเจี้ยนเอ๋อร์ เจี้ยนเอ๋อร์นั้นทั้งกลัวเจ็บและกลัวโดนลงโทษจากสวี ไคเฉินจึงได้กล่าวปฏิเสธไป
“ไม่ดีกว่าเ้าค่ะ เจี้ยนเอ๋อร์กลัวเจ็บเ้าค่ะ” จบคำพูดของเจี้ยนเอ๋อร์ทุกคนต่างพากันหัวเราะออกมา