ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ช่องทางขาเข้าประเทศไทยเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย แต่คนที่โดดเด่นที่สุดสามารถสะกดทุกๆ สายตาให้หยุดนิ่งที่เขาเป็จุดเดียว
ชายหนุ่มที่มีดีกรีความหล่อขั้นเทพตัวสูงใหญ่ ผิวขาวสะอาด ั์ตาคมเข้มน่าหลงใหล ธีรพัฒน์ รัตนศิลานนท์ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ไฟแรงจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ เมื่อศึกษาจบก็ได้เข้าทำงานหาประสบการณ์กับบริษัทสาขาในเครือที่ต่างประเทศอยู่หลายปีจนกระทั่งวันนี้ เขาพร้อมที่จะกลับมาเมืองไทยและสืบทอดตำแหน่งประธานบริหารสูงสุดของ T-Group อย่างภาคภูมิใจและเต็มความสามารถ
“สวัสดีครับคุณแม่” ธีรพัฒน์ ยกมือไหว้มารดาพร้อมเข้ากระชับอ้อมกอดที่อบอุ่นแสนคิดถึงไว้แน่น ทำให้คนเป็แม่อดน้ำตาไหลไม่ได้เพราะความตื้นตันที่ลูกชายแสนรักเพียงคนเดียวได้กลับสู่อ้อมกอดอีกครั้ง
“สวัสดีลูก” คุณหญิงเพ็ญพักตร์ ตอบรับพร้อมทั้งกอดลูกชายไว้แน่นน้ำตาไหลด้วยความคิดถึง
“คุณแม่สบายดีหรือเปล่าครับ ผมคิดถึงคุณแม่มากที่สุดเลย” คนเป็ลูกหอมแก้มมารดาให้ชื่นใจเสียฟอดใหญ่และส่งวาจาออดอ้อนผู้เป็แม่ได้ชื่นใจ
“แม่สบายดี แล้วลูกล่ะ”
“ ไหน ให้แม่ดูชัดๆ หน่อย ว่าลูกชายของแม่โตแค่ไหนแล้ว” คุณหญิงเพ็ญพักตร์ พูดพร้อมขยับตัวออกห่างเพื่อมองบุตรชายให้เต็มๆั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะอมยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ที่ลูกชายของตัวเองทั้งสูงทั้งหล่อ สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติจริงๆ
“โธ่... พูดเหมือนผมเป็เด็กๆ ไปได้ ผมน่ะ 34แล้วนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวยิ้มๆแล้วเข้าไปประคองมารดาให้เดินไปด้วยกัน
“คุณแม่ไม่น่าลำบากมารับผมเองเลย ความจริงให้ลุงสมปองมารับก็ได้” เขาอดเป็ห่วงมารดาไม่ได้ อยากให้ท่านพักผ่อนเยอะๆแค่ทำงานเพื่อเขาทุกวันนี้ก็เหนื่อยมากพอแล้ว
“ก็แม่ทนคิดถึงลูกไม่ไหวน่ะสิ อยากจะเจอหน้าเร็วๆ” คนเป็แม่หันไปมองหน้าลูกชายอย่างรักใคร่พร้อมชี้ไปยังรถที่สมปองรออยู่
“นั่นไง รถเราจอดอยู่ตรงนั้น เรารีบไปกันเถอะ ธีร์จะได้พักผ่อน”
“ครับ”
เช้าวันทำงานที่แสนวุ่นวายของใครหลายๆ คนไม่เว้นแม้แต่เลขาสาวคนสวยของท่านประธานใหญ่ T-Group
แพรวาปรียากรโสภณ หรือ แพรกำลังก้มหน้าก้มตาจัดเตรียมเอกสารอยู่บนโต๊ะทำงานของตัวเองเนื่องจากมีคำสั่งจากท่านประธานว่าให้นำเอกสารไปให้ท่านเซ็นที่บ้านจนไม่ทันสังเกตว่ามีใครคนหนึ่งมายืนมองเธออยู่นานแล้ว
ดวงตาคมจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาหวานซึ้งจนปิดไม่มิดเธอผู้มีใบหน้าหวานล้ำ นวลเนียนสะอาดหมดจดทุกอย่างที่รวมเป็เธอล้วนดูสวยงามไม่มีที่ติพวงแก้มขาวผ่องถูกแต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางบางเบาดูเป็ธรรมชาติยิ่งทำให้เธอดูน่ารัก สดใส เหมือนเด็กสาวในวัยแรกรุ่น รูปร่างสมสัดส่วนแม้จะดูตัวเล็กและบอบบางไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอดูด้อยไปกว่าใครเลย
ร่างสูงยืนสำรวจอยู่นานจนหญิงสาวหันไปเห็นพอดี จึงเอ่ยทัก
“อ้าว สวัสดีค่ะคุณกร มานานแล้วเหรอคะ” หญิงสาวยิ้มจนตาหยีเพราะไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้นานหรือยัง ซึ่งเธอก็ไม่ทันสังเกต
ทินกร ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ผิวเข้ม รับกับใบหน้าคมสันแต่กลับมีั์ตาหวานปนเศร้ามีเสน่ห์ ที่ขัดกับบุคลิกขี้เล่นอารมณ์ดีของเขาไม่ว่าใครอยู่ใกล้ก็ต้องยิ้ม และหัวเราะไปกับเขาได้ไม่หยุด ที่สำคัญเขาคือหลานแท้ๆของท่านประธาน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปรวมถึงรับหน้าที่เป็ทนายความประจำบริษัทด้วย
“สวัสดีครับคุณแพร ผมมาได้สักครู่แล้วครับ แต่เห็นคุณแพรกำลังยุ่งๆก็เลยไม่อยากรบกวน” คนแอบมองตื่นจากภวังค์แล้วยิ้มกว้างให้เธออย่างเป็มิตร
“นี่คุณแพรเตรียมเอกสารจะไปไหนหรือครับ” ทินกรเอ่ยถามพร้อมกับนึกชื่นชมหญิงสาวตรงหน้าด้วยความหลงใหล แพรวา เธอเป็คนสวย อ่อนหวาน และน่ารักแสนดีเพียบพร้อมไปด้วยกุลสตรีทุกประการคงไม่มีผู้ชายคนไหนที่ได้อยู่ใกล้เธอแล้วจะไม่เผลอใจอย่างน้อยก็เขานี่แหละคนหนึ่งละ นี่ถ้าเธอไม่ได้มีตำแหน่งให้มานั่งอยู่ตรงนี้ละก็หนุ่มๆ ในบริษัทคงตามจีบกันให้วุ่นแน่ๆ แต่เพราะเธอเป็เลขาของท่านประธาน ที่ใครๆ ต่างก็รู้กันดีว่าท่านทั้งรักและเอ็นดูเลขาสาวคนนี้ขนาดไหน จึงไม่มีใครกล้าแตะต้อง
“แพรจะนำเอกสารไปให้ท่านประธานเซ็นที่บ้านน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับยิ้มหวานตอบรับไมตรีที่อีกฝ่ายยื่นให้
“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” คนมีน้ำใจบอกและก้าวเข้าไปใกล้ร่างบางอีกนิด
“ไม่เป็ไรค่ะ แพรเตรียมจะเสร็จแล้ว ว่าแต่คุณกรมาหาท่านประธานหรือคะหรือว่ามีอะไรให้แพรทำ”
แพรวาเงยหน้าจากเอกสารแล้วหันมาถามชายหนุ่มด้วยความสงสัยเพราะปกติทินกรจะไม่มาที่นี่บ่อยนัก นอกจากจะมาพบท่านประธาน
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกครับ ตอนแรกก็ว่าจะมาหาท่านประธานนั่นแหละแต่ในเมื่อเป็แบบนี้ ผมคงต้องไปพบท่านที่บ้านแล้วหละ” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆแม้ในใจอยากจะบอกเหลือเกินว่า ที่มาเนี่ยก็เพราะจะมารับเธอไปบ้านท่านประธานด้วยกัน
เมื่อเช้าเขาได้คุยกับท่านแล้ว จึงรู้ว่าท่านให้เลขานำเอกสารเข้ามาให้ที่บ้านและรู้ด้วยว่านายธีร์เพื่อนสนิทหรือญาติของเขานั่นแหละกลับมาจากต่างประเทศแล้วก็เลยอยากจะไปทักทายหน่อย เพราะไม่ได้เจอกันนานมากแล้วแม้จะติดต่อกันอยู่ตลอดเวลาทั้งทางอีเมลบ้าง โทรศัพท์บ้าง ตามโอกาส
“แล้วคุณแพรเตรียมเอกสารเสร็จหรือยังครับ เราจะได้ไปพร้อมกันเลย” ทินกรออกปากชวนหญิงสาว และแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าเธอจะตอบตกลง
“เอ่อ... คือ แพร เกรงใจน่ะค่ะ เดี๋ยวแพรนั่งแท็กซี่ไปเองดีกว่า” แพรวาอึกอัก เพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้ารู้สึกอย่างไรกับเธอทางที่ดีอยู่ห่างๆ กันไว้จะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังเพราะทั้งเขาและเธอต่างกันมาก ต่างกันจนเธอไม่อาจเอื้อมและไม่อยากให้ใครมองว่าเธอหวังจะจับเขาเพื่อความสบายหรือรวยทางลัดแค่นี้เธอก็โดนใครๆ นินทาว่าหว่านเสน่ห์ให้ผู้ชายไปทั่ว ทั้งๆ ที่เธอเองก็ทำแต่งานไม่เคยมองใครด้วยซ้ำ
“เกรงใจอะไรกัน ผมกำลังจะไปบ้านท่านพอดี คุณก็แค่ติดรถผมไปทางเดียวกันที่เดียวกัน ประหยัดด้วยนะครับ”
คนมีน้ำใจหาทางหว่านล้อมจนหญิงสาวยอมไปกับเขาแต่โดยดี
“ค่ะ อย่างนั้นก็ได้ค่ะ” แพรวายิ้มเจือนๆไม่รู้จะหาทางหลีกเลี่ยงยังไง เพราะที่เขาพูดก็ถูกแล้ว
ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่นาน หนุ่มสาวทั้งสองก็มาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่บนพื้นที่กว้างขวางย่านชานเมืองประตูรั้วอัลลอยสีสวยเปิดต้อนรับโดยอัตโนมัติเหมือนรู้ว่ามีรถกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณท่าน” แพรวายกมือไหว้ผู้เป็เ้านายที่เคารพรัก
“สวัสดีครับคุณป้า” ทินกรกล่าวทักทายญาติผู้ใหญ่ที่เป็เ้านายด้วยเช่นกัน
“อ้าว สวัสดีจ้ะ ทั้งสองคน เชิญนั่งก่อน” คุณหญิงเพ็ญพักตร์บอกหนุ่มสาวทั้งสองให้นั่งลงที่เก้าอี้รับแขกพลางแอบมองทั้งคู่ด้วยความชื่นชมในความเหมาะสมซึ่งหากทินกรมีความสนใจในตัวเลขาคนสวยของนางจริงๆ นางก็ยินดีจะเป็แม่สื่อให้
แพรวาเป็เด็กนิสัยดี กิริยามารยาทเรียบร้อยนางรับแพรวาเข้ามาเป็เลขาั้แ่แพรวามาฝึกงานที่นี่จนกระทั่งเรียนจบด้วยความสามารถทั้งทางด้านการศึกษาที่เธอได้เกียรตินิยมอันดับ 1 และได้ทดลองงานกับนางจนนางเกิดความพอใจ จึงรับเข้าทำงานด้วยแถมแพรวายังเป็เพื่อนสนิทของลูกสาวคุณนายกมลวรรณ เ้าของกิจการร้านเพชรเพื่อนรักของนางอีกด้วย
“กร มีธุระอะไรจะคุยกับป้าหรือเปล่าจ๊ะ ถึงมาหาป้าที่บ้าน” ประมุขใหญ่แห่ง T-Group ถามอย่างนึกสงสัยว่าหลานชายมีธุระอะไรจะปรึกษากับนางอีกหรือเปล่าเพราะเมื่อเช้าก็ได้คุยทางโทรศัพท์กันไปหมดแล้ว หรือว่าตั้งใจจะมาส่งเลขาคนสวยของนางกันแน่คนเป็ป้าคิดอย่างรู้ทัน
จู่ๆ คนสงสัยก็คิดได้ แล้วก็ตอบคำถามให้ตัวเองไปเรียบร้อยก่อนจะเหลือบตาไปมองเลขาคนสวยที่ตอนนี้นั่งก้มหน้าก้มตาจัดเอกสารให้นางอยู่เงียบๆโดยไม่ได้สนใจการสนทนาของคนทั้งสอง
“อ่อ ผมอยากมาหานายธีร์น่ะครับ เห็นว่ากลับมาแล้วก็เลยแวะมาทักทายหน่อย”ทินกรบอกแก้เก้อเพราะถือว่าเป็ข้ออ้างที่ลงตัวที่สุดแล้วในตอนนี้จากนั้นก็ถามถึงคนที่อ้างถึงทันทีพร้อมกับแหงนหน้าขึ้นไปมองยังชั้นบน
“ว่าแต่... นายธีร์ยังไม่ตื่นหรือครับ”
คำพูดของทินกรทำให้คนที่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่นั้นอดไม่ได้ที่จะสะดุดเล็กน้อย มือที่หยิบจับเรียงเอกสารอยู่กลับนิ่งไปชั่วขณะเพราะนึกถึงคนที่เธอเคยเห็นแต่ในรูปบนโต๊ะทำงานของท่านประธาน รวมถึงตามมุมต่างๆภายในบ้านหลังนี้และยังคอยตามหลอกหลอนเธออยู่ทุกที่ไม่ว่าจะเป็ในชีวิตจริงหรือในความฝัน
ชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา คิ้วหนาคมเข้ม รับกับจมูกโด่งเป็สันั์ตาสีนิลนั้นฉายแววเ้าเล่ห์ชวนหลงใหล รูปร่างสูงใหญ่ ดูภูมิฐานสง่างามทุกอย่างล้วนลงตัวเหมาะเจาะไปหมดราวกับพระเ้าจับวางสร้างเทพบุตรองค์นี้ให้ลงมาเดินบนโลกมนุษย์หรือไร
“โอ๊ย... รายนั้นไม่ต้องถามถึงเวลานี้หรอก ถ้าไม่หิวข้าวเที่ยงก็ไม่ยอมลุกจากเตียงง่ายๆ แน่” คุณหญิงเพ็ญพักตร์ว่าพลางส่ายหน้าอย่างนึกระอาแต่ก็ยิ้มด้วยความเอ็นดูในตัวบุตรชาย ที่ตื่นสายเป็ประจำอยู่แล้วั้แ่เด็กๆแม้ว่าตอนนี้จะโตเป็หนุ่มใหญ่แล้วก็ตาม
“ครับ สงสัยยังไม่ชินกับเวลาในเมืองไทยมั้งครับ อีกหน่อยก็คงปรับตัวได้เอง”คนเป็หลานกล่าวอย่างสุภาพกับผู้เป็ป้า อดขำเล็กๆกับเพื่อนสนิทคนนี้ไม่ได้ ที่โตป่านนี้แล้วยังนอนตื่นสายชนิดที่ว่าถ้าไม่มีคนไปปลุกหรือไม่หิวก็จะไม่ตื่นง่ายๆ
แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้พูดคุยอะไรกันต่อ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนที่กำลังเดินลงมาจากข้างบนพอดี
“อ้าว นั่นไง คนโดนนินทาจนร้อนนอนไม่ได้ เดินลงมาแล้ว” คุณหญิงเพ็ญพักตร์พูดยิ้มๆบอกให้แขกทั้งสองที่นั่งหันหลังให้กับทางลงบันไดได้รับรู้
ทินกรลุกขึ้นเตรียมจะเดินไปหาเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันนานส่วนอีกหนึ่งสาวก็นั่งตัวเกร็งด้วยความตื่นเต้นดีใจและประหม่าจนความรู้สึกสับสนปนเปกันไปหมดเพราะแค่คิดว่าคนที่เธอเฝ้าฝันถึงนั้นกำลังยืนอยู่ข้างหลังใบหน้าหวานก็ร้อนผ่าวเขินอายขึ้นมาจนไม่กล้าหันไปมอง ทั้งๆที่ในใจอยากจะเห็นเขาตัวเป็ๆ ชัดๆ ว่าจะหล่อเหลาสง่างามเหมือนในรูปที่เธอเคยเห็นหรือเปล่าแต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้หันไปมองก็ต้องเจอกับน้ำเสียงและคำพูดที่แสนร้ายกาจออกมาจากปากผู้ชายที่เธอแอบชอบซะก่อน
“ไง! กร นี่ทนคิดถึงฉันไม่ไหว ถึงกับหอบหิ้วเมียมาหาฉันถึงบ้านเลยเหรอวะ”
ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มที่เดินลงมาจากข้างบน ทำให้ทุกคนถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออกเหมือนเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะและดูเหมือนคนที่ช็อกที่สุดจะเป็หญิงสาวอายุน้อยกว่าใครตรงนี้ที่ใจนแฟ้มงานหลุดจากมือแล้วหล่นลงพื้นจนเกิดเสียงดังและนั่นก็ทำให้ทุกคนตื่นจากภวังค์กันหมด
“เห้ย! ไม่ใช่ ฉันยังไม่ได้แต่งงาน นี่คุณแพรวา เลขาของแม่นายนั่นแหละ”
คนร้อนตัวรีบตอบกลับทันควันเพราะกลัวหญิงสาวที่เขาหมายปองจะเสียภาพพจน์ แม้ว่าตัวเองจะหวังให้เป็เหมือนที่เพื่อนพูดก็ตามส่งผลให้คนปากจัดชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่วายพ่นวาจาร้ายกาจออกไปอีก
“อ้าว เลขาของคุณแม่เองเหรอครับ ไหนๆ ดูซิ๊ ใช่ป้าแก่ๆ ใส่แว่นกระโปรงคลุมหน้าแข้งหรือเปล่า” ยังไม่วายคนปากเสียก็ส่งวาจาดูถูกทิ่มแทงถากถางไปอีกพร้อมทั้งหันไปมองหญิงสาวที่เมื่อกี้ทำแฟ้มงานหล่นลงพื้นเธอจึงก้มลงไปเก็บเอกสารให้เรียบร้อยแล้วนำมาวางบนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันมาเผชิญหน้ากับผู้ชายปากจัดที่เป็ลูกชายสุดที่รักของเ้านายรวมถึงเป็ผู้ชายในฝันของเธอด้วยแต่เพราะความโกรธจึงทำให้ใบหน้าหวานติดจะบึ้งตึงเล็กน้อย อย่างคนที่ไม่สบอารมณ์นักเพราะโดนวาจาร้ายๆ ว่าใส่ถึงสองครั้งสองคราในเวลาติดๆ กัน นี่น่ะเหรอผู้ชายที่เธอแอบหลงใหลได้ปลื้มนักหนา ทำไมถึงปากจัดและไร้มารยาทแบบนี้นะ
“สวัสดีค่ะ คุณธีร์พัฒน์” แพรวายกมือไหว้อย่างนอบน้อมแม้ในใจจะแสนกรุ่นโกรธ
เธอรู้ชื่อเขาเพราะคุณหญิงเพ็ญพักตร์บอกให้เธอรู้ และอีกไม่นานคนๆนี้ก็จะมาเป็เ้านายคนใหม่ของเธอด้วย แถมเขายังมีอายุมากกว่าเธอหลายปีนัก จะมาหาว่าเธอแก่ได้ยังไงกัน
ธีรพัฒน์มองหญิงสาวเหมือนกับต้องมนต์สะกดเขายอมรับว่าเธอเป็ผู้หญิงที่สวย สวยอย่างไม่มีที่ติจริงๆใบหน้าเนียนหวานล้ำดูเหมาะเจาะ ดวงตากลมโตที่ถึงแม้จะจ้องมองเขาอย่างโกรธๆแต่ก็สดใสไม่น้อย จมูกเชิดรั้นรับกับคิ้วโค้งสวยได้รูป แพขนตายาวงอนงามทำให้ใบหน้านั้นดูหวานยิ่งขึ้น ผิวขาวใสน่าทะนุถนอม เรียวปากบางจิ้มลิ้มน่าััพอคิดถึงตรงนี้ทำให้ธีรพัฒน์ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่และก่อนที่เขาจะสำรวจเรือนร่างของเลขาสาวแสนสวยเลยเถิดไปไหนต่อไปเสียงของคุณหญิงเพ็ญพักตร์แม่ของเขาก็ดังขึ้นขัดจังหวะทำให้ทั้งสองตื่นจากภวังค์
“ตาธีร์! ไปว่าหนูแพรเขาแบบนั้นได้ยังไงกันลูกคนนี้ไม่ดูตาม้าตาเรือซะบ้างเลย ปะ ปะ หนูแพร เราเข้าไปในห้องทำงานกันเถอะปล่อยสองหนุ่มเขาคุยกันให้สบายใจ”
คุณหญิงเพ็ญพักตร์กล่าวตำหนิบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนที่ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านอะไรสักนิดก่อนจะเอ่ยชวนเลขาสาวเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง
เมื่อเข้ามาในห้องทำงานที่เงียบสงบแล้วคุณหญิงเพ็ญพักตร์ก็กล่าวขอโทษกับเลขาสาวแทนบุตรชายในความปากเสียและไร้มารยาททันที
“เอ่อ... ฉันต้องขอโทษแทนลูกชายฉันด้วยนะ ที่ปากเสียกับเธอแบบนั้นหวังว่าเธอคงไม่โกรธลูกชายฉันนะ”
คุณหญิงเพ็ญพักตร์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนทำให้หญิงสาวตรงหน้ารู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูกหรือเพราะเธอกำพร้าทั้งพ่อและแม่เธอจึงมองว่ารอยยิ้มของผู้มีพระคุณคนนี้ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้รับจากแม่จริงๆ
“ไม่ค่ะ แพรไม่ได้คิดอะไร คุณธีร์เธอคงจะพูดเล่นไม่ได้ตั้งใจจะว่าแพรจริงจังหรอกค่ะ”
หญิงสาวรีบปรับสีหน้าให้ดีขึ้นไม่อยากเอาความโกรธที่อยู่ในใจแสดงออกมาให้ผู้เป็เ้านายได้รับรู้แล้วจะไม่สบายใจ เพราะก่อนหน้านี้ท่านก็มีความหวั่นใจอยู่แล้วว่าเธอจะสามารถร่วมงานกับธีรพัฒน์ได้หรือเปล่า เพราะเขาค่อนข้างใจร้อน เอาแต่ใจและขี้โมโหฉุนเฉียวง่าย ที่สำคัญยังปากจัดเป็ที่สุดอีกด้วย
“อย่างนั้นฉันก็สบายใจ ถ้าเธอเข้าใจตาธีร์แบบนี้อีกหน่อยทำงานร่วมกันจะได้ไม่มีปัญหาเพราะเ้าลูกชายฉันเขาก็เป็แบบนี้มาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว ไอ้เื่ปากเสียปากจัดเนี่ย แก้ยังไงก็ไม่หาย”
คุณหญิงเพ็ญพักตร์พูดอย่างเอือมระอาในพฤติกรรมของบุตรชายซึ่งเป็เหมือนกิจวัตรประจำวันที่ผู้เป็เ้านายจะบ่นถึงลูกชายสุดที่รักให้เลขาคนสนิทฟังอยู่บ่อยๆจนเธอจดจำและซึมซับพฤติกรรมของเขาไปโดยปริยาย
ระหว่างที่เ้านายกับเลขาเข้าห้องทำงานกันไปแล้วสองหนุ่มก็ชวนกันออกไปนั่งคุยที่ศาลากลางสวนหลังบ้านที่มีความร่มรื่นของต้นไม้ใบหญ้า และดอกไม้สีสวยนานาพรรณทำให้บริเวณนี้มีอากาศบริสุทธิ์สดชื่น เหมาะกับการพักผ่อน
“กลับมาคราวนี้ แกคงอยู่ยาวเลยสิ”
ทินกรเอ่ยถามเพื่อน ซึ่งได้คำตอบจากธีรพัฒน์เป็การพยักหน้า
“ใช่ ฉันอยากให้คุณแม่ท่านพักผ่อนได้แล้วหลังจากที่ท่านตรากตรำทำงานหนักเพื่อฉันมามากและวันนี้ฉันก็พร้อมแล้วที่จะกลับมารับหน้าที่อันใหญ่หลวงนี้แทนท่าน” ธีรพัฒน์กล่าวด้วยวาจามุ่งมั่น แสดงถึงความตั้งใจอย่างจริงจังและแววตาที่บ่งบอกถึงความห่วงใยในตัวมารดาเป็ที่สุด
เขาตั้งใจที่จะสานต่องานของมารดาให้บริษัทประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไปในอนาคตหลังจากทำให้สาขาในอเมริกาประสบความสำเร็จมาแล้วด้วยฝีมือการบริหารของเขาเองจึงทำให้เขาเป็นักธุรกิจที่โด่งดังและเป็ที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะนี้
“แล้วนี่ ยอดยาหยีของแกกลับมาด้วยหรือเปล่า” ทินกรถามถึงคู่ควงคนล่าสุดของเพื่อนที่มักจะได้ยินข่าวควงกันไปไหนต่อไหนอยู่บ่อยๆเธอที่ควบตำแหน่งทั้งเลขาส่วนตัวและคู่ควงในเวลาเดียวกัน... คุ้มจริงๆ
“ใครวะ ยอดยาหยีของฉัน” ธีรพัฒน์ย้อนถามหน้าตายด้วยความไม่เข้าใจเพราะคิดว่าตัวเองไม่เคยมีแฟน หรือคนรักที่ไหนสักคน จะมีก็แต่เพื่อนกันทั้งนั้น
“เอ้า! ไอ้นี่” คนถามส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอติดจะรำคาญในความแกล้งไขสือของเพื่อน
“ก็คุณเมนี่ ยอดยาหยีของแกนั่นไง เห็นตัวติดกันตลอดเวลา เป็ทั้งคู่ขาคู่ควง พ่วงด้วยตำแหน่งเลขา คุ้มเลยไหมล่ะ”
ทินกรเฉลยให้คนแกล้งไขสือด้วยความหมั่นไส้ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องยังจะมาทำหน้าตายไม่รู้ไม่ชี้อีก อย่างนี้มันน่าถวายบาทานัก
“อ่อ กลับมาสิ ก็เธอเป็คนไทย บ้านเกิดเมืองนอนของเธอก็อยู่ที่นี่ไม่ให้เธอกลับประเทศไทยแล้วแกจะให้เธอไปอยู่ไหนล่ะ” ธีรพัฒน์ตอบลอยหน้าลอยตาตีรวนกวนประสาทเพื่อนกลับไป
“แล้วแกจะแต่งงานกับเธอหรือเปล่า” คนตั้งคำถามยังคงถามไม่เลิก
“ฉันไม่ได้คิด แกก็รู้ว่าฉันไม่เคยคิดจะแต่งงาน” ธีรพัฒน์มีใบหน้านิ่งเรียบไม่สะทกสะท้านเหมือนมันเป็เื่ธรรมดาๆ เพราะเขาก็หมายความอย่างที่พูดจริงๆ
เขารู้จักกับเมนี่ที่อเมริกาั้แ่สมัยเรียน จนกระทั่งทำงานเมนี่ก็ตามติดเขาเป็เงาตามตัว จะด้วยความเหงา หรือความชอบจริงๆเขาก็ไม่อาจรู้ใจตัวเองได้ แต่ที่แน่ๆ เขาไม่เคยคิดจะแต่งงานไม่ว่ากับผู้หญิงคนไหน เขาเกลียดการผูกมัดและเขาก็เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของเขาล้วน้าแค่ชื่อเสียงและเงินทองของเขาเท่านั้น ไม่ใช่อยากได้หัวใจของเขาจริงๆ
“แล้วคุณเมนี่ล่ะ เขาคิดเหมือนแกหรือเปล่า”
ทินกรเอ่ยถามด้วยความสงสัยก็ในเมื่อการแสดงออกบ่งบอกชัดเจนว่าธีรพัฒน์กับเมธินี มีอะไรๆเกินเลยไปกว่าเพื่อนและเลขาแน่นอน
“ฉันไม่รู้ และไม่มีความจำเป็ที่ฉันจะต้องรู้ด้วยนี่หว่าเขาจะคิดยังไงก็เื่ของเขา” น้ำเสียงที่เริ่มขุ่นเข้มนั้นบ่งบอกได้ว่าเขาเริ่มไม่สบอารมณ์กับคำถามของเพื่อนคนนี้ซะแล้ว เพราะดูเหมือนว่ายิ่งถามมาก ตัวเขาเองก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้นเหมือนกับว่าชีวิตอิสระและความโสดของเขากำลังจะหายไป
“ว่าแต่แกเหอะ มาถามแต่เื่ของฉัน เมื่อไรจะแต่งการแต่งงานซะทีหะพ่อทนายความหน้าหยก”
ธีรพัฒน์ได้ทีย้อนเพื่อนบ้าง ส่งผลให้คนตรงหน้านิ่งงันออกอาการหน้าแดงเห่อขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงใบหน้าหญิงสาวในดวงใจที่ยังไม่ได้บอกให้เ้าตัวได้รับรู้สักทีและอาการเขินอายนั้นก็ทำให้ธีรพัฒน์เข้าใจว่าเพื่อนสนิทหรือญาติของเขาคนนี้กำลังอยู่ใน่ของความรักแน่นอนกว่าจะรู้ตัวว่าเผลอแสดงอาการแปลกๆ ออกไปก็ถูกเพื่อนรักทำหน้าล้อเลียนเหมือนรู้ทันซะแล้ว หากจะแก้ตัวตอนนี้ก็คงไม่ทันเพราะตอนนี้ไอ้เพื่อนกวนประสาทกำลังจ้องเขาตาเป็มัน พร้อมจะเค้นเอาความจริงให้ได้หากไม่มีเสียง์ดังมาช่วยชีวิตเขาไว้ซะก่อน
“คุณผู้หญิงให้มาเชิญไปรับประทานอาหารกลางวันค่ะ” เสียงของสำอางสาวใช้ในบ้านดังขึ้นในจังหวะที่ทินกรกำลัง้าความช่วยเหลือพอดีเพราะเขาเองยังไม่อยากให้เพื่อนรู้จนกว่าเขาจะแน่ใจว่าเธอคนนั้นมีใจตรงกันกับเขาเสียก่อน หลังจากได้รับคำเชิญสองหนุ่มก็พากันเข้าบ้านแล้วไปที่ห้องอาหารทันที
......................................
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
^_^