บทที่ 2
การแต่งงานและค่ำคืนแรก
เป็เวลาครู่ใหญ่ที่ไลลาเดินออกไปจากโต๊ะ กันต์ที่เห็นผู้เป็นายยังไม่กลับมาจึงเริ่มเดินออกตามหา แต่ภาพตรงหน้าทำให้เขารีบประกบเข้าหาไลลาทันที
หลังจากที่ชายวัยกลางคนสลบเหมือดไปลูกน้องด้านข้างก็รู้งานนำผ้าขนหนูสีครามยื่นให้ภวิศเช็ดมือที่เปื้อนไปด้วยเื เขาเช็ดสองมือนั้นอย่างไม่รู้สึกรู้สาและเดินเข้ามาหาเธอปล่อยให้ลูกน้องด้านหลังจัดการสิ่งที่เหลือต่อ
“ขอโทษนะครับที่ให้มาเห็นอะไรแบบนี้”
รอยยิ้มนั้นยังคงดูไร้พิษภัยแต่ทว่าเมื่อเห็นภาพตรงหน้าคงไม่อาจจะคิดได้ดังเดิม
“ทำไมคุณถึงทำแบบนี้...?”
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มบนหน้าเขาหุบลง สายตาที่เป็มิตรก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็เย็นเยียบ
“....ให้ตายสิกะว่าจะเล่นด้วยอีกสักหน่อยแท้ๆ คนคนนั้นน่ะนะเขาก็แค่ไม่มีตังค์จ่ายหนี้..แถมยังหนีไปซ่อนตัวอีก ผลมันก็เลยเป็แบบนี้น่ะครับ"
ใบหน้าหล่อเหล่าเรียบนิ่งราวแม่น้ำที่ไร้ลมพัดผ่าน คำพูดที่ออกมาทำเอาหญิงที่อยู่ตรงหน้ารู้สึกขนลุกทั่วทั้งตัว แต่ว่า...
“หากเสร็จธุระแล้ว งั้นเราจะกลับไปทานอาหารกันต่อเลยไหมคะ?”
นั่นก็ใช่ว่าเธอไม่ได้คิดเผื่อสถานการณ์แบบนี้เอาไว้
ในเมื่อเธอรู้ตัวแล้วว่าตระกูลที่เธอจะแต่งเข้าไปนั้นมิใช่ตระกูลที่ขาวสะอาด มีหรือจะคิดโลกสวยว่าคนในตระกูลจะมีมือที่ไม่สกปรก แม้จะใกับสิ่งที่เห็นอยู่ไม่น้อยแต่สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้คือดึงสติให้สุขุมเยือกเย็นและควบคุมสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด
“โอ้~ คุณนี่น่าสนใจจริงๆ”
เขายกยิ้มพึมพำกับตนเองเสียงเบาก่อนจะเดินมาหาหญิงที่แสดงใบหน้าเรียบเฉยต่างจากตอนแรกที่ยังตระหนกกับเหตุการณ์เมื่อครู่
“คุณหนู...”
“ไม่เป็ไร ฉันบอกไปแล้วใช่ไหมว่าเขาน่ะไม่สามารถทำอันตรายฉันได้”
เธอพูดเนิบๆแต่แววเฉียบขาดในน้ำเสียง แม้จะไม่อยากให้เธออยู่ใกล้ชายอันตรายคนนี้แต่หากเป็คำสั่งย่อมเด็ดขาด
“ครับ”
ดินเนอร์มื้อดึกนี้ดำเนินต่อไปอย่างยาวนาน อาหารเลิศรสถูกจัดเสิร์ฟไม่ขาดสาย เสียงดนตรีบวกกับบรรยากาศทำให้ไลลาที่นั่งอยู่เริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้น แต่ก็ไม่คลายกิริยาสง่าที่แสดงออก
“หลังทานเสร็จให้ผมเป็คนไปส่งนะครับ”
“ฉันไม่อยากรบกวนเวลาของคุณภวิศหรอกค่ะ...อีกอย่างคุณเหมือนจะมีอะไรที่ต้องรีบสะสางอยู่อีก”
“รบกงรบกวนอะไรกันละครับอีกไม่นานคุณก็จะเป็ภรรยาของผมแล้ว อะไรจะสำคัญไปกว่าภรรยาอีกละ จริงไหม?” ภวิศพูดทั้งยิ้มคำพูดนั้นดูอบอุ่นนุ่มนวลแต่กลับแฝงความน่ากลัวบางอย่าง
“ถ้างั้นคงต้องรบกวนคุณแล้วล่ะค่ะ”
ในเมื่อลองเชิงปฏิเสธไปแล้วรอบหนึ่งแต่กลับไร้ผลในครั้งนี้เธอคงต้องยอมตามน้ำไป
หลังทานอาหารเสร็จไลลาและภวิศก็ลุกออกจากโต๊ะอาหาร ช่างเหมาะสมเมื่อยืนเคียงคู่กัน...ไม่ว่าใครก็คงคิดแบบนี้เมื่อพบเห็น แต่หารู้ไม่ถึงความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขา
มันไร้ซึ่งคำที่เรียกว่ารักหากแต่มีเพียงความหวาดกลัวที่เธอััได้
“จะว่าไปคุณลุงธนัทกับคุณป้าวิไลเป็อย่างไงบ้างครับ? ั้แ่กลับมาผมยังไม่ได้เข้าไปเจอพวกท่านซะด้วยสิ” ภวิศเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
ภายในรถสีดำคันหรูมีเพียงเธอและเขากับคนขับรถอีกคนเท่านั้น เรียกได้ว่าแทบจะเป็ส่วนตัวอย่างมากสำหรับรถที่มีคนใหญ่คนโตอย่างเขานั่งอยู่
“พวกท่านสบายดีค่ะถึง่นี้จะดูยุ่งๆไปหน่อยแต่คงสู้คุณลุงชัยกรกับป้าแก้วไม่ได้”
“ฮ่าๆนั่นสินะครับ พวกท่านตั้งใจกับงานแต่งนี้มากโดยเฉพาะแม่...ขนาดผมเองยังแทบจะรอให้ถึงไม่ไหว”
“...”
“ฮึฮึ อย่าใส่ใจที่ผมพูดไปเลยครับ แต่จะว่าไปวันนี้คุณทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจนะครับเนี่ย... ไม่คิดว่าคุณหนูแบบคุณเห็นแบบนั้นจะยังสงบนิ่งได้ขนาดนี้”
ใบหน้าเดาอารมณ์ไม่ออกแต่แววตากลับฉายแววสนใจเล็กๆ เขาคงไม่คิดว่าเธอที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างคุณหนูผู้เพียบพร้อม เห็นสิ่งที่เขาทำจะยังคงสติได้
“ฮึฮึ โลกภายนอกมันโหดร้าย...และฉันก็ไม่ใช่คนที่อ่อนแอขนาดนั้น”
เสียงนุ่มนวลแ่เบาแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวในคำพูด เรียวตาสวยเหลือบมองชายด้านข้างไม่สามารถหยั่งรู้ได้ เขาเองก็ดูพอใจกับสายตาที่ส่งมาแม้มันจะไม่ใช่ในความหมายที่ดีกับเขาเลยก็ตาม
“มาถึงแล้วครับ แล้วเอาไว้เรามาเจอกันใหม่ จุ๊บ”
เมื่อมาถึงภวิศก็เดินมาส่งเธอถึงที่ เขาจับเรียวมือน้อยยกขึ้นจูบแ่เบาเป็การร่ำลาผู้ที่จะมาเป็ภรรยาในอนาคต แต่ก่อนกลับก็ไม่วายเหลือบมองบอดี้การ์ดหนุ่มที่เดินมาอยู่ด้านข้างไลลา
“คุณหนูไม่เป็ไรใช่ไหมครับ” เมื่อภวิศออกไปกันต์ก็เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“ฉันไม่เป็ไรเป็ห่วงเกินไปแล้ว” ไลลายิ้มบางๆให้บอดี้การ์ดส่วนตัว
“....ถ้าเป็อย่างงั้นก็ดีแล้วครับ”
“เป็อย่างไงมั่งเหรอคะ ภรรยาในอนาคตของคุณ” เสียงหวานชื่นของหญิงสาวคนหนึ่งดังออกมาจากเตียงใหญ่สีขาวนวลในสภาพเปลือยเปล่า
“ฮึฮึ ถือว่าน่าสนใจกว่าที่ฉันคิดไว้มาก”
ร่างแกร่งกำยำเดินเข้าใกล้หญิงที่อยู่บนเตียง พันธนาการของเขาถูกปลดออกโดยหญิงตรงข้ามอย่างเย้ายวน เรียวมือยาวลูบวนที่อกแน่นนั้นเร่งเร้า้า
“คุณใกล้จะแต่งงานแล้วแบบนี้ ฉัน...ยังจะมาหาคุณอีกได้ไหมน้า~”
น้ำเสียงนุ่มนวลคล้ายออดอ้อนเจื้อยแจ้วอยู่หน้าแผ่นอกของเขา
“แล้วเธอคิดว่าคุณหนูคนนั้นจะเอาฉันอยู่ไหมล่ะ?”
สายตาคมดำสนิทจับจ้องไปที่หญิงตรงหน้าเกินคาดเดา เธอเองก็มองยิ้มไปทางเขาแต่สองตาประสานกันไม่เท่าไหร่
“อ่ะ!...คุณภวิศ”
“ฉันไม่ชอบการรอคอย”
เธอถูกมือหนานั้นผลักลงเตียงอย่างไม่รีรอ เขาไม่มีความอดทนมากนักและยังไม่อ่อนโยนเสียอีกด้วย
“อ้าา...อือ....อ๊า..าา”
เสียงครวญครางดังสนั่นไปทั่วห้องอย่างไม่สนใครที่ไหนจะได้ยิน จังหวะที่รุนแรงและดุดันไม่อาจสงบลงโดยง่ายในค่ำคืน....
.
.
.
และแล้วก็มาถึงวันที่หญิงสาวมากมายต่างก็ใฝ่ฝัน ผ้าซาตินสีขาวที่ผ่านการถักทออย่างประณีต ถูกจัดเตรียมไว้ให้ไลลาได้นั่งดูเตรียมตัวก่อนจะถึงเวลาที่จะได้สวมใส่จริง ชุดแต่งงานที่สาวๆต่างเฝ้าฝันอยากที่จะสวมใส่แต่หาได้ใช่เธอ
สายตาที่ทอดมองมันนั้นไร้ซึ่งความรู้สึกดีใจมีเพียงความเฉยชา
“คุณหนูคะใกล้ถึงเวลาต้องเตรียมตัวแล้วนะคะ.... คนเป็เ้าสาวกลับเอาแต่ทำหน้าซังกะตายแบบนี้ั้แ่ในวันแต่งงานชีวิตคู่จะไม่ราบรื่นเอานะคะ”
มายาเดินมาหาผู้เป็นายด้วยความเป็ห่วง แม้รู้อยู่เต็มอกว่าการแต่งงานนี้ไร้ซึ่งความรักแต่ก็ไม่อาจจะช่วยอะไรเธอได้ เธออายุมากกว่าไลลาสามปีและทำงานกับไลลามาสี่ปีก่อนกันต์ผู้มาเป็บอดี้การ์ดเสียอีก
“ขอบคุณค่ะพี่ งั้นฉันไปเตรียมตัวก่อนนะ”
ช่างแต่งหน้ามากมายรายล้อมรอบตัวเธอ ใบหน้าที่สวยสดถูกแต่งเติมราวกับเทพธิดาลงมาจุติ ชุดแต่งงานที่แสนอลังการถูกประดับประดาไปด้วยเพชรพลอยแสนหรู
เมื่อได้มองดูราวกับเ้าหญิงในเทพนิยาย
“ไลลาถึงเวลาแล้วนะลูก” เสียงวิไลรัตน์ผู้เป็แม่ดังลอดผ่านช่องประตูเข้ามา
ก่อนจะเปิดเผยให้เห็นพ่อของเธอที่อยู่ข้างๆและกันต์ ั์ตาดำเข้มของเขาจ้องมองมาที่ไลลาไม่วางโดยใบหน้าเรียบเฉย
“ไปกันเถอะ” ธนัทเอ่ยบอกผู้เป็ลูก แม้น้ำเสียงที่ส่งมาจะดูสุขุมเยือกเย็นแต่ลึกๆเธอกลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเล็กๆที่แสนอบอุ่น
พิธีถูกจัดอย่างหรูหราภายใต้โรงแรมในเครือตระกูลของเธอ การตกแต่งช่างเหมาะสมกับสองตระกูลร่ำรวยที่ตกลงเกี่ยวดองกัน ผู้คนในงานล้วนเป็ผู้มีอิทธิพลทั้งด้านมืดและสว่างปะปนกันไป คนที่เคยเห็นผ่านทีวี คนที่เป็นักการเมืองหรือจะเป็คนที่ไม่ค่อยปรากฏตัวที่ไหนกลับมาพบเจอได้ที่นี่
ชายในชุดสูทสีดำยืนรอเธออยู่ด้านหน้า สายตาที่ลุ่มลึกกลับหวั่นไหวเหมือนน้ำที่หยดลงผืนวารีที่นิ่งเรียบ
หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าช่างสวยดั่งดอกไม้แรกแย้ม ชุดที่แต่งประดับและท่วงท่าที่สง่ามันช่างทำให้เธอดูล้ำค่ายิ่ง
“คุณสวยมาก” คำพูดหลุดออกจากปากของภวิศโดยยั้งคิด
“คุณก็ดูดีมากค่ะ”
ถ้อยคำที่พึ่งพูดออกไปนั้นหาได้โกหก ใบหน้าหล่อคมเข้มนั้นยากที่จะหาใครเหมือน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสาวๆในสต๊อกของเขาต้องมีเยอะจนนับไม่ถ้วน แบบนี้ไม่ต้องรอให้เรียกหาก็คงมีสาวมาประเคนให้ถึงที่
พิธีถูกจัดขึ้นอย่างราบรื่นจนมาถึงการจูบสาบานของผู้เป็สามีและภรรยา
“ขอเรียนเชิญเ้าบ่าวและเ้าสาวจูบกันได้เลยครับ”
ถึงแม้จะเตรียมใจมาแล้วก็ตามแต่เมื่อถึงเวลาจริงๆหัวใจเ้ากรรมกลับเต้นไม่หยุด
แม้ไลลาจะพยายามสุขุมข่มตัวเองเอาไว้แต่เหมือนว่าอาการของเธอจะไม่หลุดพ้นสายตาของภวิศผู้เป็สามี ่ชีวิตนี้เธอไม่สันทัดกับเื่รักๆใคร่ๆเลยหากแต่ต้องจำใจแต่งด้วยหน้าที่
“คุณประหม่างั้นเหรอ?” เขากระตุกยิ้มบางๆมองมาทางเธอ
ยังไม่ทันที่เ้าสาวจะตอบอะไรกลับออกไป เขาก็รุกเข้ามาโอบร่างบางไว้ ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงประกบริมฝีปากอวบอิ่มแน่น
รสจูบนี้มันช่างแสนร้อนราวไฟที่แผดเผา ริมฝีปากเล็กได้รูปมันนุ่มและดึงดูดให้เขาอยากที่จะััมันให้มากกว่านี้ ่วินาทีที่ลิ้นร้อนกำลังจะรุกล้ำเข้าไปในโพรงปาก ไลลาก็สะดุ้งดันตัวออกอย่างว่องไว
ใบหน้าคมคลายยกยิ้มออกมา พร้อมเสียงปรบมือแสดงความยินดีที่ดังสนั่น แต่ถึงอย่างนั้นภวิศก็หาได้สนใจเสียงรอบๆ
ในเมื่อตอนนี้สิ่งที่ดึงดูดให้เขามองมีเพียงสาวตรงหน้าที่กำลังหน้าแดง แม้ปกติจะเป็คนที่เยือกเย็นเสมอแต่พอเป็เื่แบบนี้กลับดูอ่อนประสบการณ์กว่าที่เขาคิดเอาไว้
เมื่อกี้เขาเกือบจะเอาลิ้นเข้ามาแล้วใช่ไหม!?
“ขอแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวด้วย”
แก้วไวน์ขาวถูกยกขึ้นเหนือศีรษะ คนในงานต่างจ้องมองไปยังต้นเสียง ไตรเทพชายสูงอายุเอ่ยน้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความหยิ่งผยองและเย้ยหยัน
“งั้นผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยอีกคน”
อีกคนที่ยืนขึ้นยกไวน์ในมือเหนือศีรษะก็คือจอมเดชชายที่ดูทรงอำนาจเมื่อพบเจอ ดูจากหน้าตาเขาคงจะอายุมากกว่าพ่อของเธออยู่ไม่น้อย
หลังจากชายทั้งสองลุกยืนขึ้นงานก็เริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบกัน จากเสียงเล็กเสียงน้อยก่อให้เกิดความดังที่ก่อนหน้านี้ไม่มี ภวิศชายที่อยู่ด้านข้างกระชับตัวเข้าโอบร่างเธออีกครั้งแต่ในครั้งนี้ดูเหมือนเขาจะอยากให้เธออยู่ใกล้ๆเขาเข้าไว้ ไลลาเองก็ไม่ได้โง่เธอรู้จักสองคนนั้นดี
ไตรเทพ ชายที่มีอำนาจสูงสุดในตระกูลไกรศรีตราประจำตระกูลคือสิงห์ เขาจะมีอายุที่ค่อนข้างมากแล้ว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขายังคงไม่ละมือจากวงการมืด แม้หลานชายคนเดียวจะขึ้นสืบทอดแล้วก็ตาม
ส่วนอีกคนที่ยืนอยู่คือ จอมเดช คนของตระกูลนาคราชตราประจำกลุ่มคืองู ในตอนนี้เขาให้ลูกชายคนโตสืบทอดตระกูลอยู่แต่ตนเองก็ยังไม่ได้ออกจากวงการ จอมเดชชายผู้เ้าเล่ห์ใครๆก็ต่างเรียกเขาแบบนั้น
จะมีใครบ้างที่ไม่รู้จักสามตระกูลใหญ่แห่งวงการมืดล่ะ....
ส่วนอีกตระกูลก็ไม่ต้องสงสัยว่าเป็ใคร ตระกูลราพณาสูรตราประจำกลุ่มคือั์
นั่นก็คือตระกูลที่เธอกำลังจะแต่งเข้าไปนั่นเอง
ภวิศที่อายุไล่ๆกับเธอเขาพึ่งจะขึ้นมาเป็เ้าตระกูลได้ไม่นาน...แต่นั่นก็แค่ในนาม ตัวเขาคลุกคลีกับวงการนี้มาั้แ่จำความได้ ดังนั้นเื่ประสบการณ์ไม่ต้องสงสัยเคลือบแคลงเลยว่ามันเป็ของจริงไหม
“เป็เกียรติอย่างยิ่งที่มีมหาอำนาจทั้งสองมาร่วมยินดี”
ภวิศโอบเอวคอดเข้าหาตัวน้ำเสียงเจือรอยยิ้มที่ร้ายกาจแฝงอยู่ แววตานั้นดูยากเกินจะคาดเดาแต่ก็ไม่ต่างจากอีกสองที่ยืนแสดงความยินดีอยู่นัก
“ฮึฮึ มันเริ่มแล้วสินะ”
ชัยกรพูดกับตัวเองเสียงเบาใบหน้านั้นแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าหวาดกลัว เขาดูมีความสุขกับสิ่งที่เห็นทั้งที่ผู้เป็ลูกชายกำลังเจอกับผู้มีอำนาจของสองตระกูลใหญ่