เมืองชิงซีเป็เมืองที่ผู้ฝึกตนบนยอดเขาและปุถุชนเบื้องล่างใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืนแม้จะมิได้มีสำนักใหญ่โตโอ่อ่าตั้งตระหง่านดั่งเช่นในเมืองหลวง ทว่าด้วยภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็หนึ่งในเมืองท่าสำคัญ มีสายน้ำทอดยาวเป็เส้นเืใหญ่เชื่อมต่อไปยังอาณาจักรชิงเหอ เมืองชิงซีจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและสินค้าหลากชนิด เมื่อการค้าเฟื่องฟู อิทธิพลของกลุ่มพ่อค้าอย่าง สมาคมไป๋ซาง (สมาคมร้อยพาณิชย์) จึงแผ่ขยายเข้ามา สมาคมไป๋ซางแห่งนี้ไม่เพียงกุมอำนาจด้านการค้าขาย แต่ยังก้าวขึ้นมาเป็ผู้คอยดูแลกฎระเบียบและความเรียบร้อยของเหล่าผู้ฝึกตนในเมืองชิงซีอีกด้วย
เมื่อทหารยามเฝ้าประตูเมืองสังเกตเห็นธงสีเขียวปักอักษร ‘ิเจ๋อ’ โบกสะบัดพริ้วไหวอยู่บนหลังคารถม้าคันแรกสุด ท่าทีแข็งกร้าวก็เปลี่ยนเป็นอบน้อม พวกเขาสั่งการให้เปิดทางและค้อมศีรษะส่งขบวนรถให้เคลื่อนผ่านเข้าไปอย่างราบรื่น
“ท่านิเจ๋อมีอิทธิพลกว้างขวางถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” ต้าจินที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ลอบกระซิบถามบัณฑิตชุดขาวด้วยความทึ่ง
“ท่านิเจ๋อเป็ถึงหนึ่งในคณะกรรมการบริหารแห่งสมาคมไป๋ซางเชียวนะ เ้าลองคิดดูสิ ทั้งสมาคมมีกลุ่มพ่อค้าสังกัดอยู่มากกว่าร้อยกลุ่ม แต่ตำแหน่งคณะกรรมการกลับมีเพียงแค่สิบเอ็ดที่นั่งเท่านั้น” ไป๋เซียวเฟิงอธิบายพลางยิ้มบาง
“ถ้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดถึงมีผู้คุ้มกันเดินทางมาด้วยน้อยนัก…” ต้าจินบ่นอุบอิบ
“ขบวนรถม้าที่มีผู้ฝึกตนระดับขอบเขตที่แปดคอยคุ้มกัน ในอาณาจักรชิงอวิ๋นแห่งนี้มีไม่เยอะหรอกนะ ต่อให้มองกว้างไปถึงทั่วทั้งแคว้นิก็ใช่ว่าจะมีให้เห็นเกลื่อนกลาด ข้าว่าเื่นี้ต้องตั้งข้อสงสัยไปที่กลุ่มมือสังหารที่กล้ามาลอบโจมตีพวกเราเสียมากกว่า ว่าพวกมันเป็ใครมาจากไหนกันแน่” ไป๋เซียวเฟิงตั้งข้อสงสัย
ทั่วทั้งแคว้นิ แม้ผู้ฝึกตนระดับขอบเขตที่แปดจะมิได้หายากดั่งขนหงส์เขากิเลน ทว่าไม่ว่าจะย่างกรายไปที่ใดก็ล้วนได้รับการเคารพยกย่อง ยิ่งมิต้องกล่าวถึงผู้าุโเฉินที่เป็ถึงผู้ฝึกตนขอบเขตเก้าครึ่งก้าว ด้วยตบะบารมีระดับนี้ หากคิดจะสร้างรากฐานก่อตั้งสำนักเป็ของตนเอง ขึ้นเป็เ้าสำนัก ก็สามารถทำได้อย่างสง่าผ่าเผยโดยไร้ซึ่งข้อครหาใดๆ
“ว่าไปแล้ว… มือสังหารที่เราจับมาได้ควรทำเช่นไรดี? ส่งให้ทางการหรือ?” เซิ่งมู่ที่เอนหลังพักผ่อนอยู่ตรงที่นั่งข้างสารถีเอ่ยถามขึ้น
“เ้าหมายถึงผู้ฝึกยุทธ์สามคนที่เ้าตีจนสลบเหมือดพวกนั้นน่ะหรือ?” ไป๋เซียวเฟิงเลิกคิ้วถาม
ในศึก ณ หุบเขาหลงโถวก่อนหน้านี้ เซิ่งมู่มิได้ลงมือพรากชีวิตศัตรูเลยแม้แต่คนเดียว ผู้ฝึกยุทธขอบเขตที่สามและขอบเขตที่สี่ที่ถูกเขาลอบโจมตี ล้วนจบลงด้วยการหมดสติไปทั้งสิ้น นั่นทำให้บัดนี้ ภายในรถม้าบรรทุกสินค้า นอกจากเสบียงและของมีค่าแล้ว ยังมีร่างของผู้ลอบสังหารสามคนนอนสลบไสลไม่ได้สติรวมอยู่ด้วย
ต้องขอบคุณหลิวจื่ออี้ที่คอยปรุงโอสถกรอกปากทั้งสามคน ทำให้ด้วยความสามารถของทั้งสามคนที่ควรจะได้สตินานแล้วกลับยังหลับไหลไม่ได้สติอยู่เช่นเดิม
“ข้าคิดว่าท่านิเจ๋อน่าจะส่งต่อให้สมาคมไป๋ซางเป็ผู้สอบสวนนะ” บัณฑิตชุดขาวเอ่ยตอบ
เซิ่งมู่จึงพยักหน้าโดยไม่คิดอะไรมาก ระหว่างที่รถม้าเคลื่อนไปตามถนนที่ปูด้วยหินแผ่นเรียบ เขาก็ทอดสายตาสำรวจทัศนียภาพของเมืองชิงซีไปพลาง
เมืองชิงซีถูกแบ่งเป็สามเขตคล้ายเมืองเล็ก เขตชั้นนอกสุดคือพื้นที่ของผู้อยู่อาศัยที่เป็เพียงคนธรรมดาและเป็ที่ตั้งของสำนักวรยุทธเล็กๆ อีกหลายแห่ง ซุนกัง ผู้คุ้มกันรับจ้างที่ใช้ทวนก็เป็ศิษย์ตัวเล็กๆ จากสำนักชั้นนอกเหล่านี้ ส่วนเถิงไห่และถังเห่อเป็ศิษย์จากอีกสำนักในชิงซี พวกเขาทั้งสามคนมักจะรับงานคุ้มกันกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางผ่านหุบเขาหลงโถว
จากที่เดิมคาดไว้ว่า อย่างมากก็คงเจอเพียงโจรูเาที่พอมีวรยุทธติดตัวบ้าง ทว่าไหนเลยจะคาดคิดว่าครานี้ชะตาอัปโชคนัก ก้าวออกบ้านไม่ได้เปิดปฏิทินเหลืองฟาดเคราะห์ พาพวกเขามาเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหารระดับพระกาฬ
เฉินจื้อเยว่จึงคิดจะมอบค่าจ้างพิเศษให้พวกเขาคนละหนึ่งเหรียญเซียนพิภพ มากพอที่จะทำให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเขตเมืองชั้นนอกได้นานนับสิบปี
ถัดเข้ามาคือ เขตเมืองชั้นกลางเป็พื้นที่ของผู้ฝึกตนบนูเา ทว่าเนื่องจากเมืองชิงซีไม่ได้มีหุบเขามากมายเท่าไหร่นัก ทำให้ผู้ฝึกตนในชิงซีจึงต้องจำใจตั้งสำนักบนที่ราบสูงแทนูเาสูง นอกจากเป็เขตของผู้ฝึกตนแล้ว เขตเมืองชั้นกลางยังเต็มไปด้วยสีสันทางโลก ทั้งหอนางโลมที่ประดับประดาด้วยโคมแดง เหลาสุราขนาดใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วถนน รวมถึงสนามประลองวรยุทธที่ดึงดูดผู้คนล้นหลาม สิ่งเหล่านี้ทำให้คนธรรมดาใจกล้าหลายคน เลือกที่จะเข้ามาเสี่ยงโชคแสวงหาความมั่งคั่งในเขตนี้
และลึกเข้าไปคือ เขตชั้นใน ศูนย์กลางอำนาจอันเป็ที่ตั้งของที่ว่าการเมืองชิงซี อีกทั้งยังเป็ที่ตั้งตำหนักผู้ตรวจการณ์ของสี่ตระกูล สามสำนัก และหนึ่งราชสำนัก
สมาคมไป๋ซางที่กุมบังเหียนการค้าขายระหว่างอาณาจักร ก็ตั้งหอหลักอันโอ่อ่าไว้ในเขตชั้นในนี้เช่นเดียวกัน
เมื่อขบวนรถม้าเดินทางมาถึงหน้าสำนักวรยุทธ์เล็กๆ แห่งหนึ่งที่ป้ายหน้าประตูเขียนว่า ‘สำนักทวนล่องลอย’ ซุนกังก็ประสานมือขอตัวเพื่อกลับไปรายงานตัวกับอาจารย์ของตน ส่วนผู้คุ้มกันอีกสองคนที่ยังาเ็สาหัสนั้น ท่านิเจ๋อได้รับปากว่าจะจัดหาหมอยาฝีมือดีมารักษาให้ และเมื่อาแหายสนิท จะจัดส่งตัวกลับสำนักพร้อมกับเงินค่าจ้างพิเศษ
เฉินชิงชิงก้าวออกมาเบื้องหน้า ก่อนจะหยิบเหรียญเซียนระดับพิภพหนึ่งเหรียญส่งมอบให้ซุนกังตามคำสั่ง แล้วจึงกล่าวคำอำลา
เซิ่งมู่ที่เพิ่งเคยเห็นเหรียญเซียนครั้งแรกจึงตั้งใจจับรายละเอียดอย่างใจจดใจจ่อ เหรียญเซียนพิภพมีขนาดไม่ต่างจากเหรียญทองแดงที่คนปกติใช้
จุดแตกต่างคือเหรียญทองแดงปกติจะเขียนคำว่า ิทงเป่า (明通寶=รัชศกิ) แต่เหรียญเซียนกลับเขียนคำว่าเชิงซวนทงเป่า (圣玄通寶=รัชศกเชิงซวน) ยิ่งไปกว่านั้น ลวดลายัพาดผ่านด้านหลังเหรียญธรรมดา กลับถูกแทนที่ด้วยภาพสลักนูนต่ำของยอดเขาสูงตระหง่านหลายลูกที่ดูแฝงไปด้วยกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์
“เ้ายากจนขนาดนั้นเลยหรือ?” เฉินจื้อเยว่หยอกล้อ
เซิ่งมู่ทั้งส่ายหน้าและพยักหน้า “ถ้าของกินของใช้ก็มิขาดแคลน แต่ถ้าเ้าหมายถึงเหรียญเซียนพวกนี้ละก็… ข้ายอมรับตามตรงว่าไม่เคยมีเก็บไว้เลยสักเหรียญเดียว”
เฉินจื้อเยว่ยกแขนเสื้อขึ้นปิดปาก หัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปรั้งตำแหน่งหัวหน้าขบวน
ไป๋เซียวเฟิงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ส่ายหัวไปมา “สตรีผู้นี้นิสัยเสียไม่เปลี่ยนจริงๆ น้องเซิ่ง เ้าอย่าได้เก็บเอาคำพูดนางมาใส่ใจให้กังวลไปเลย ถึงพวกเราจะยากจนติดดิน ทว่าศักดิ์ศรีลูกผู้ชายอย่างเรานั้นมิเคยน้อย”
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ก่อนหันไปสนใจภูมิทัศน์บ้านเมืองรอบกายต่อ การก้าวเท้าออกจากเมืองเล็กที่ห่างไกลในครานี้ เปิดโลกทัศน์ให้เขาได้เห็นสิ่งแปลกใหม่มากมาย หากเขาตั้งใจศึกษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนภายนอกไว้ ย่อมเป็ประโยชน์ต่อเส้นทางของตนในภายภาคหน้า
…
หอการค้าของสมาคมไป๋ซาง เป็กลุ่มอาณาคารตำหนักขนาดมหึมาที่กินพื้นที่กว้างขวางมากกว่าร้อยจั้ง เฉพาะเรือนหลักเพียงหลังเดียวก็เป็หอสูงตระหง่านถึงสิบจั้ง ประดับประดาด้วยชายผ้าไหมหลากสีสันที่ปลิวไสวตามสายลม โดดเด่นเป็สง่าเหนือหอสูงตึกรามบ้านช่องใดๆ ในอาณาเขตชั้นใน
“พวกข้าต้องนำเื่การลอบโจมตีที่หุบเขาหลงโถวไปรายงานต่อสมาคม หากพวกเ้าขาดเหลือหรือ้าสิ่งใด ก็จงเรียกหาผู้ดูแลได้ทุกเมื่อ” ิเจ๋อกล่าวจบก็ส่งตราสีเงินแทนตัวให้หลิวจื่ออี้ ก่อนพาผู้าุโเฉินและสุยอู๋ซินเดินเข้าเรือนหลักไป
เซิ่งมู่และสหายที่เหลือกันเพียงสามคน จึงเดินตามผู้ดูแลไปยังพื้นที่เรือนรับรอง
ก่อนที่จะเดินทางมาถึงสมาคมไป๋ซาง สมาชิกจากตระกูลเฉิน รวมถึงไป๋เซียวเฟิง ได้ขอตัวแยกย้ายกลับไปยังตำหนักประจำตระกูลของตน
ด้วยเหตุการณ์ลอบสังหารที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทำให้เฉินจื้อเยว่ต้องรีบเร่งไปยังตำหนักตระกูลเฉิน เพื่อส่งสารเร็วบอกเล่าสถานการณ์ไปยังเมืองหลวง นางจึงนัดหมายว่าจะกลับมาสมทบกับพวกเขาที่สมาคมไป๋ซางในอีกห้าวันข้างหน้า
ส่วนทางฝั่งไป๋เซียวเฟิงนั้นยุ่งยากกว่ามาก ด้วยความที่เป็คนของตระกูลสุยครึ่งตัว หลังจากที่จัดการส่งสารด่วนแจ้งเหตุไปยังตระกูลไป๋เสร็จสิ้น เขายังต้องเร่งเดินทางข้ามเมืองไปยังตำหนักตระกูลสุยที่ตั้งอยู่อีกฟาก เพื่อส่งข่าวสารให้แก่มารดาของตนที่พำนักอยู่ในเมืองหลวงด้วย แม้เขาจะอยากล้มตัวลงนอนพักผ่อนที่เรือนรับรองของสมาคมเพียงใด ก็จำต้องข่มความเหนื่อยล้าและออกเดินทางต่อ
เซิ่งมู่ที่เดินเข้ามาในเรือนรับรองก็ผ่อนคลายลงมา เพราะการจัดวางพื้นที่ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับบ้านในเมืองเล็กของเขา แม้จะมีสภาพที่ดีกว่าก็ตาม
“แล้วทีนี้พวกเราจะเอายังไงกันต่อดี” ต้าจินที่ทิ้งตัวลงเอนหลังบนเก้าอี้ไม้ไผ่ เอ่ยปากถามทำลายความเงียบ
เนื่องจากหลิวจื่ออี้กำลังตั้งใจดูแลแผลของเซิ่งมู่อยู่ นางจึงมิได้เอ่ยปากตอบคำถามนั้น
“หากาแสมานตัวดีแล้ว ข้าก็อยากจะลองแวะไปเปิดหูเปิดตาที่ลานประลองของเมืองนี้ดูสักครั้ง…” เซิ่งมู่เปิดปากเอ่ย
“เ้าคงไม่ได้คิดจะลงไปประลองหรอกกระมัง?” หลิวจื่ออี้ได้ยินดังนั้นก็ช้อนสายตาขึ้นมองพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
เซิ่งมู่จึงส่ายหน้ารัวเร็ว “ข้ามิได้บ้าบิ่นถึงเพียงนั้นหรอกนะ” กล่าวจบเขาก็นึกถึงสิ่งหนึ่งมาได้ จึงเรียกเทียบสั่งยาแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่งขึ้นมา
“เ้ามียาตามนี้หรือไม่? ข้าคิดว่าหากให้ข้าแช่ถังสมุนไพรเหมือนตอนที่อยู่เมืองเล็ก ขาดแผลข้าคงสมานตัวได้ไวขึ้นเป็แน่” เซิ่งมู่เอ่ยถาม
หลิวจื่ออี้รับเทียบยามาดู ก่อนพยักหน้าเบาๆ “ข้าก็คิดไว้อยู่แล้วแหละว่าเ้าอาจใช้วิธีนี้ ก่อนเดินทางออกมาข้าจึงขอสมุนไพรบางส่วนมาจากท่านปู่ไว้ด้วย”
“ถ้าเช่นนั้น เดี๋ยวข้าจะออกไปขอให้ผู้ดูแลจัดเตรียมถังไม้แช่ตัวมาให้เ้าก็แล้วกัน” ต้าจินที่ได้ยินบทสนทนา จึงเสนอตัวช่วยพร้อมเดินออกไป
“ข้าจะไปเตรียมต้มยา เ้าพักผ่อนก่อนเถอะ ศึกครั้งนี้เ้าาเ็หนักที่สุด อย่าเพิ่งขยับตัวเยอะนักจะเป็การดีกว่า” กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินตรงเข้าไปในห้องครัว ไม่นานนัก กลิ่นหอมสดชื่นของยาต้มที่ถูกเคี่ยวด้วยสมุนไพรหลากชนิดก็ลอยโชยมาแตะจมูกเซิ่งมู่
“ลมวสันต์แปรเปลี่ยน ทิ้งไว้เพียงความคะนึงหา ไร้สิ้นลมวสันต์ กลับหลงเหลือกลิ่นสารทฤดู” เซิ่งมู่พึมพำเบาๆ ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เมื่อรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังเหม่อลอย เขาก็ระบายลมหายใจออกมายืดยาว “เอื้อมมือหมายคว้าแสงจันทร์ในเงาน้ำเสียจริง”
ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ไผ่อย่างช้าๆ แม้ร่างกายจะยังเ็ป แต่เขาก็เริ่มขยับแขนขาร่ายรำกระบวนท่าหมัดอย่างเชื่องช้า ทบทวนข้อบกพร่องและทำความเข้าใจถึงแก่นแท้วิชาหมัดจากศึกที่เพิ่งผ่านพ้นมา
…
“ท่านพี่หลิงเอ๋อร์ นั่งดูป้ายไม้ไผ่อีกแล้วหรือ?” ปี้ชิงเหยากลิ้งไปมาบนเตียงในห้องพลางหันหน้ามาถาม “ข้าขอแลกเปลี่ยนป้ายไม้ไผ่กับท่านได้หรือไม่?”
โจวหลิงเอ๋อร์จึงเก็บป้ายไม้ไผ่เข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนจะเลิกคิ้วถามกลับ “แล้วแผ่นที่อยู่กับเ้าเล่า เ้ามิชอบมันหรอกหรือ?”
ปี้ชิงเหยาทำหน้ามุ่ย “ชอบ… แต่ข้าว่ามันไม่เหมาะกับข้าเอาเสียเลย เ้าคนแซ่เซิ่งทำอย่างกับว่าข้าเป็เทพเซียนเอาเสียอย่างนั้น”
โจวหลิงเอ๋อร์จึงหัวเราะออกมาเบาๆ
“แล้วของท่านพี่โจวหลิงเอ๋อร์เล่า? ท่านชอบบทกลอนที่เขาสลักให้หรือเปล่า?” เด็กสาวตากลมโตถามซักไซ้ต่อ
โจวหลิงเอ๋อร์มิได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา นางเพียงแค่แย้มยิ้มบางๆ เป็คำตอบ ก่อนที่จะมีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก
“ท่านผู้าุโเดินทางมาถึงเมืองอวิ๋นสุ่ยแล้วขอรับ” โจวหลิงเอ๋อร์และแม่นางน้อยจึงเดินไปเปิดประตู เผยให้เห็นบุรุษหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาสดใส ที่ข้างเอวห้อยป้ายหยกอักษร 碧 กับป้ายไม้ไผ่เล็กๆ อันหนึ่งยืนรออยู่
“ “ชิงเหยา เ้าอย่าไปกวนใจท่านผู้าุโให้มากนักจะได้ไหม? หัดสำรวมบ้าง เ้ามิใช่เด็กหญิงตัวเล็กๆ แล้วนะ” ปี้อวิ๋นหลานกล่าวดุน้องสาวของตน
“หากท่านยอมแลกป้ายไม้ไผ่ของเซิ่งมู่กับข้า ข้าจะยอมทำตัวเรียบร้อยตามที่ท่านสั่งทุกอย่างเลย” นางเอ่ยพลางยื่นป้ายไม้ไผ่ในมือตนให้บุรุษหนุ่ม
ปี้อวิ๋นหลานจึงส่ายหน้า พร้อมโบกมือปัด “ป้ายที่เซิ่งมู่ให้เ้าเขียนได้ยอดเยี่ยมแล้ว ตอนนี้เ้าอาจไม่ชอบใจ แต่หากในอนาคตเ้าเจอคอขวดในการบำเพ็ญเมื่อไหร่ ป้ายนี้จะช่วยเ้าได้ น้องเซิ่งไม่ได้เขียนอะไรที่ยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ทุกประโยคที่เขาเขียนล้วนเต็มไปด้วยเจตจำนงที่น้องเซิ่งมีให้เ้าทั้งนั้น นั่นหมายถึงน้องเซิ่งคาดหวังว่าเ้าจะเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งในอนาคต เก็บรักษาไว้ให้ดี”
เมื่อปี้ชิงเหยาได้ยินคำเทศนายืดยาวราวกับบทสวด นางก็แสร้งทำตัวอ่อนปวกเปียก โงนเงนคล้ายคนจะเป็ลม ก่อนจะทิ้งตัวลงไปพิงกับเสาเรือ
“ก็ข้ายังมิเจอคอขวดเสียหน่อย…” นางบ่นพึมพำเบาๆ
ปี้อวิ๋นหลานหยิบกลอนไม้ไผ่ในมือมาพลิกเล่น “ไม่งั้นเ้าก็รอให้เขาถึงเมืองหลวง ค่อยขอแผ่นใหม่จากเขาแล้วกัน”
แต่แม่นางน้อยก็ยิงมิชอบความคิดนั้นเท่าใดนัก
ในขณะที่เรือบินโดยสารลำั์กำลังค่อยๆ ลดระดับลงเพื่อเทียบท่า ณ ท่าเรือเมืองอวิ๋นสุ่ย สายตาของปี้อวิ๋นหลานก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติเบื้องล่าง บนท่าเทียบเรือเต็มไปด้วยฝูงชนที่กำลังวิ่งวุ่นโกลาหล บ้างก็ใช้วิชาตัวเบาทะยานร่างพุ่งออกจากท่าเรือด้วยความเร่งรีบ บ้างก็เพิ่งเหาะเหินลงมาถึงด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย เมื่อลงจากเรือ ก่อนดึงเสื้อผู้ดูแลที่อยู่บนท่ามาถามไถ่
“เกิดเหตุอันใดขึ้น? เหตุใดที่นี่จึงได้วุ่นวายเพียงนี้?”
ผู้ดูแลที่จู่ๆ ก็ถูกดึงตัวไปมีท่าทีหงุดหงิดเตรียมจะเปิดปากด่าทอ ทว่าเมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับ 'ตราหยก' ที่ห้อยอยู่ข้างเอว สีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็ซีดเผือด พร้อมรีบปรับท่าทีให้นอบน้อม
“เรียนคุณชาย… ทางเมืองหลวงเพิ่งได้รับสารด่วนแจ้งมาว่า กลุ่มขบวนพ่อค้าิเจ๋อ ซึ่งมีคุณหนูตระกูลเฉิน คุณชายรองสุยและคุณชายไป๋ร่วมเดินทางไปด้วย พบเจอกลุ่มมือสังหารเข้าโจมตีที่หุบเขาหลงโถว ตอนนี้ทั้งสามตระกูลใหญ่จึงวิ่งวุ่นกับการส่งกำลังคนไปคุ้มกันขอรับ” ผู้ดูแลวัยกลางคนกล่าวตอบอย่างนอบน้อม
ปี้อวิ๋นหลานได้ยินก็ดวงตาเบิกโพลงด้วยความใ “มีผู้ได้รับาเ็หรือไม่?”
“ข้าไม่ทราบข่าวแน่ชัดนัก แต่จากที่ได้ยินมา แม้จะได้รับาเ็กันไปบ้าง แต่สามารถหนีรอดจากการล้อมสังหารมาได้ขอรับ” ผู้ดูแลกล่าวตอบ
“แล้วรู้หรือไม่ว่ากลุ่มมือสังหารพวกนั้นเป็คนของฝ่ายใด?” ชายหนุ่มถามต่อ แต่ผู้ดูแลทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เห็นดังนั้น ปี้อวิ๋นหลานจึงพยักหน้าเป็เชิงขอบคุณ ก่อนจะดีดเหรียญเซียนทองแดงระดับพิภพให้หนึ่งเหรียญเป็ค่าตอบแทน
“เกิดเื่อันใดขึ้นหรือ?” โจวหลิงเอ๋อร์เอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียด
“กลุ่มขบวนรถม้าของท่านิเจ๋อโดนโจมตีขอรับ แม้ไม่ทราบว่าเป็กลุ่มใด แต่เหมือนจะไม่มีความเสียหายเท่าใดนัก” ปี้อวิ๋นหลานตอบกลับ
“เช่นนั้นเ้ารีบกลับสำนักไปก่อนเถิด ข้าจะไปสอบถามผู้าุโตระกูลเฉินเอง” สตรีชุดขาวกล่าวสั่งการ
ปี้อวิ๋นหลานประสานมือค้อมตัวทำความเคารพอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทะยานร่างพุ่งไปอย่างเร่งร้อน
“ท่านพี่จื่ออี้จะปลอดภัยหรือไม่?” เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงกังวล
โจวหลิงเอ๋อร์ยกมือขึ้นลูบศีรษะของแม่นางน้อยอย่างอ่อนโยน “มีท่านิเจ๋อร่วมขบวนอยู่ด้วยทั้งคน พวกเขาคงไม่เป็อันตรายถึงชีวิตหรอก... เ้าอย่าได้กังวลไปเลย”