ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็เป็นพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อกันอยู่ดีแม้แต่การตอบสนองของสมองยังรวดเร็วเหมือนกันด้วยซ้ำ!
พวกนางเพิ่งตัดสินใจหาวิธีได้ซ่งหยวนหยวนหันมาก็เห็นเฉินจิ้งเจียและซูหว่านซีเดินมาทางตน
นางรีบสะกิดซ่งฟางฟางเต็มแรง“พี่หญิง พวกนางมาแล้ว พวกนางกำลังมาแล้ว!”
ท่าทางดังกล่าวเสมือนกับเห็นมหันตภัยร้ายแรงอันใหญ่หลวงถาโถมเข้ามาอย่างไรอย่างนั้น
ซ่งฟางฟางยังไม่ทันได้ตั้งตัวถามว่ามีอะไรก็ได้ยินเสียงเฉินจิ้งเจียดังขึ้นจากด้านหลังแล้ว
“คุณหนูซ่งคงไม่ถือสาหากเราสองพี่น้องนั่งตรงนี้ใช่หรือไม่?”
ซ่งฟางฟางหันกลับไปด้วยสภาพตัวแข็งทื่อมองเฉินจิ้งเจียแวบหนึ่ง จากนั้นมองซูหว่านซีข้างกายนาง “ไม่ถือสาอันใดเจ้าค่ะเชิญทั้งสอง”
ทั้งสี่คนนั่งตรงบริเวณหนึ่งแต่กลับทำให้เหล่าคุณหนูอื่นๆ ทั้งหลายอดมองมาด้วยความฉงนใจเต็มประดาเสียมิได้
“ไฉนคุณหนูจวนอัครเสนาบดีถึงได้ไปปะปนกับพวกเด็กป่าเถื่อนจวนเสนาบดีกรมโยธากัน?” บางคนโพล่งถามความสงสัยในใจอย่างอดเอาไว้ไม่อยู่
“พูดยากทีเดียวหากคุณหนูจวนป๋อชางโหวผู้นั้นคิดเอาเรื่องขึ้นมาเล่า? อย่างไรเสียเมื่อครู่คุณหนูใหญ่เฉินก็กล่าวขอโทษซ่งฟางฟางต่อหน้าฝูงชนตั้งมากมายนี่นา!” บ้างก็ออกความเห็นต่างออกไป
เหล่าธารกำนัลทั้งหลายล้วนตั้งตารอการปะทะของสองพี่น้องสกุลซ่งหากแต่อีกฝั่งกลับพากันนั่งอย่างสงบเงียบกระทั่งพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เริ่มเทศนาธรรมถึงได้ตามหาที่นั่งแถวหน้าในโถงตำหนักใหญ่
เฉินจิ้งโหรวได้ยินคนรอบด้านพูดแต่เรื่องเฉินจิ้งเจียและสองพี่น้องสกุลซ่งแต่ตัวนางกลับถูกลืมเลือนไปอยู่มุมใดแล้วไม่รู้นั่นทำเอาหญิงสาวต้องขมวดคิ้วเคร่งอย่างไม่พอใจ
โอกาสดีเช่นนี้โดนเฉินจิ้งเจียทำลายไปอีกแล้ว!
หลังจากการเทศนาเสร็จสิ้นครานี้พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้มิได้เรียกรั้งใครสนทนาตามลำพังอีกแล้วการโดนพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เรียกชื่อนั้นกลายเป็นกิตติมศักดิ์สูงสุดของเฉินจิ้งเจียและเฉินจิ้งโหรวไปโดยปริยาย
แม้ว่าเฉินจิ้งโหรวจะถูกซ่งหยวนหยวนจี้จุดว่าแสร้งแกล้งลำบากใจจนเหล่าฮูหยินบางส่วนกีดกันนางออกไปแล้วทว่าก็ยังมีฮูหยินอีกไม่น้อยที่จำคำพูดนางได้คำพูดที่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้กล่าวไว้นั่นเอง
คุณหนูแห่งจวนป๋อชางโหวจะโชคดีชั่วนิรันดร์
เพราะเรื่องนี้เฉินจิ้งโหรวอุตส่าห์หลงระเริงดีใจทว่าป๋อชางโหวและเฉินอี้เหอที่ได้ยินข่าวคราวนี้กลับสีหน้าย่ำแย่แทนเสียอย่างนั้น
ป๋อชางโหวนั่งด้านบนถัดลงมาคือเฉินอี้เหอ เดิมทีทั้งสองทรงอำนาจน่ายำเกรงอยู่แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงยามอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เลย
“พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้พูดอะไรกันแน่?” ป๋อชางโหวเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามน้ำเสียงดุดันคร่ำเคร่งทำเอาเฉินจิ้งโหรวตัวสั่นระริก
นางเงยหน้าเหลือบสายตามองป๋อชางโหวครั้นเห็นสีหน้าเยือกเย็น ก็รีบก้มหน้างุดอย่างรวดเร็ว
“พระอาจารย์ใหญ่บอกว่าคุณหนูของจวนป๋อชางโหว จะโชคดีชั่วนิรันดร์...” นางเพิ่งเอ่ยถึงตรงนี้ป๋อชางโหวพลันฟาดโต๊ะข้างกายทันใด “เจ้ายังไม่พูดความจริงอีกหรือ?!”
เฉินจิ้งโหรวเข่าอ่อนทรุดตัวลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงทันที“ลูก ลูกมิได้พูดจา ซี้ซั้วนะเจ้าคะพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้กล่าวไว้เช่นนี้จริงไม่ผิดแผกเจ้าค่ะ”
ชั่วเวลานั้นเฉินจิ้งเจียเพิ่งกลับจากข้างนอกมาพอดีชุดกระโปรงสะบัดคล้อยตามฝีเท้าหญิงสาว สะบัดผ่านสายตาเฉินจิ้งโหรวไปทั้งอย่างนั้น
“ท่านพ่อ”เฉินจิ้งเจียเรียก
น้ำเสียงคร่ำเคร่งแสนดุดันเมื่อครู่ของป๋อชางโหวพลันอ่อนโยนลงในบัดดล“เจียเอ๋อร์มาได้อย่างไรกัน ไม่ไปพักผ่อนสักหน่อยหรือ วันนี้ฟังเทศนามาทั้งวันเหนื่อยหรือไม่?”
เฉินจิ้งเจียยกยิ้ม“ลูกไม่เหนื่อยเจ้าค่ะเพียงแต่เรื่องที่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เรียกพวกเราสองพี่น้องไว้นั้นลูกก็คิดจะกลับมาบอกท่านเช่นกันเจ้าค่ะ”
“เจียเอ๋อร์ช่างรู้งานจริงๆ”ป๋อชางโหวเอ่ย สายตาเปี่ยมล้นด้วยความรักความเอ็นดู บุตรสาวของเขากับอาเหยานั้นว่าอย่างไรก็ประเสริฐไปทั้งสิ้น
หากแต่เฉินจิ้งโหรวที่นั่งบนพื้นกลับกัดฟันกรามกรอดทั้งที่เป็นบุตรสาวเฉกเช่นเดียวกันทว่าไฉนการปฏิบัติถึงต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้
ขณะนางกำลังครุ่นคิดเสียงบางเบาของเฉินจิ้งเจียพลันดังแทรกเข้าหูนาง “น้องหญิงพูดถูกเจ้าค่ะหากแต่น้องหญิงลืมไปจุดหนึ่งหรือไม่ เมื่อยามเที่ยงข้าเพิ่งเตือนน้องหญิงไปลืมแล้วหรือ?”
เฉินจิ้งโหรวใจสะท้านวูบหนึ่งเริ่มโกรธกริ้วพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ขึ้นอีกครั้ง หากเรียกนางไว้แค่คนเดียวไหนเลยเฉินจิ้งเจียจะมีโอกาสทำลายเวทีของตนอยู่ร่ำไปเช่นนี้?
หากแต่นางกลับไม่คาดคิดถึงอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวว่าเดิมทีแล้วพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้แค่ต้องการเรียกเฉินจิ้งเจียไว้คนเดียวเท่านั้นหากไม่มีเฉินจิ้งเจีย ตัวเฉินจิ้งโหรวเองก็มิได้ถูกเรียกไว้ตามลำพังอยู่ดี
“ไม่ข้ามิได้ลืมเจ้าค่ะพระอาจารย์ใหญ่บอกว่าคุณหนูแห่งจวนป๋อชางโหวจะโชคดีชั่วนิรันดร์ทว่าก็ต้องรู้จักพอถึงจะประสบสุข” เฉินจิ้งโหรวเอ่ย
เฉินอี้เหอขมวดคิ้ว“หมายความว่าอย่างไรกัน?”
ทว่าเฉินจิ้งเจียกลับเป็นฝ่ายหัวเราะเสียงดังดวงตาที่จดจ้องเฉินจิ้งโหรวแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นในเสี้ยววินาที“นับว่าน้องหญิงเลือกจำเอาทีเดียวพระอาจารย์ใหญ่บอกว่าคนที่จะโชคดีชั่วนิรันดร์คือข้าแต่เป็นเพราะน้องหญิงเอาแต่เค้นถามพระอาจารย์ใหญ่ พระอาจารย์ใหญ่ถึงได้บอกให้เจ้ารู้จักพอถึงจะประสบสุขเป็นอะไรไป น้องหญิงจำไม่ค่อยได้หรืออย่างไร?”
เมื่อได้ยินดังว่าเฉินอี้เหอยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าที่เคย “เจ้าช่างพูดทีเดียวนี่เห็นชัดว่าใจความแยกกันเป็นสองคนแต่พอเจ้าเอ่ยกลับกลายเป็นดูเสมอเหมือนกันไปเสียได้ ใช้ได้ทีเดียวนี่!”
เมื่อได้ยินเฉินอี้เหอพูดเช่นนี้เฉินจิ้งโหรวเป็นอันตัวเริ่มสั่นระริกไม่รู้เช่นกันว่าพื้นเย็นเกินไปหรือเฉินอี้เหอน่าสะพรึงกลัวเกินคาดกันแน่
“เฉินจิ้งโหรวเจ้ากำลังหลงระเริงตนสินะคิดว่าตนได้ออกหน้าออกตาต่อหน้าเหล่าฮูหยินทั้งหลายแล้วสินะ?” เฉินจิ้งเจียเอ่ยจี้จุดในใจเฉินจิ้งโหรวโดยตรง
“โง่เง่า!ในเมืองหลวงนี้อำนาจยศศักดิ์ของจวนป๋อชางโหวของเราก็สูงส่งเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วเดิมทีควรเก็บดาบไว้ในฝักซ่อนคม เพื่อเลี่ยงความหวาดระแวงจากราชวงศ์ แต่เจ้ากลับเร่งรีบบอกจุดอ่อนไปก่อนเสียได้!” ป๋อชางโหวบันดาลโทสะเกรี้ยวกราดในบัดดล
ตัวเขาในยามนี้มิกล้าบอกปัดก้าวร้าวต่อราชวงศ์ให้เกิดความกระทบกระทั่งกันด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าจะถูกใครจับจุดอ่อนได้ ต่อให้เขาจะไม่มีความดีความชอบใดๆยังดีกว่าเอาคุณูปการเข้าตัวเป็นหลักแล้วปล่อยให้ครอบครัวล่มจมแทน
หากแต่ไหนเลยเฉินจิ้งโหรวจะนึกถึงเรื่องเหล่านี้นางเงยหน้ามองทั้งสามคนเบื้องหน้าอย่างล่องลอยนางพูดก็เพื่อเป็นการดีต่อจวนป๋อชางโหว แต่ไฉนพวกเขาถึงบอกว่าตนผิดกัน?
ถ้านางไม่ทำเช่นนี้จะมีสักกี่คนที่เห็นหัวคุณหนูรองลูกอนุอย่างตน?
แม้ต้องบอกว่าผลลัพธ์ไม่เป็นดั่งที่นางคาดไว้ทว่าท้ายที่สุดเฉินจิ้งโหรวก็อยู่ในสายตาเหล่าฮูหยินไม่น้อยเช่นกันอนาคตของนางเริ่มมีหวังขึ้นแล้ว
แม้ไม่พอใจยิ่งทว่าเฉินจิ้งโหรวกลับมิกล้าโต้ตอบป๋อชางโหวทำได้เพียงนั่งคุกเข่าอย่างเชื่อฟังเท่านั้น
“ช่างเถอะช่างเถอะเจ้ากลับไปหาจ้าวอี๋เหนียงเสีย”ป๋อชางโหวในตอนนี้แค่เห็นหน้าเฉินจิ้งโหรวก็หงุดหงิดเต็มประดาแล้วมือไม้โบกไล่เฉินจิ้งโหรว
คอยกระทั่งเจ้าตัวไปเขาจึงหันมองบุตรชายของตน “อี้เหอ เจ้าว่าเรื่องนี้เราควรทำอย่างไร?”
ทำอย่างไร? ยังจะทำอันใดได้อีก นอกเสียจากเจียมเนื้อเจียมตัวน่ะสิ!
เมื่อเห็นอาการของเฉินอี้เหอเฉินจิ้งเจียและป๋อชางโหวก็รู้ได้ทันใด การถามเรื่องแบบนี้กับเขายังมีประโยชน์มิสู้ถามเด็กสามขวบด้วยซ้ำ
แม้ว่าเฉินอี้เหอจะเข้าใจเค้าโครงเรื่องราวตัดสินดีชั่วได้ แต่กลับหาวิธีแก้ไขที่ถูกที่ควรไม่ได้เสียอย่างนั้น
“ท่านพ่อตอนน้องโหรวเอ๋อร์พูดเช่นนั้นออกมา ข้าก็ช่วยหาข้อแก้ต่างเสริมให้แล้วทว่าเรื่องราวได้แพร่สะพัดไปแล้ว...”
แพร่สะพัดออกไปเป็นอย่างไรฝูงชนทั้งหลายที่ได้ยินจะคิดเช่นไรนั้น เป็นสิ่งที่ใครก็มิอาจควบคุมได้
“มิเช่นนั้นให้เรียกเผยฉางชิงมาถามดีหรือไม่?” เฉินอี้เหอโพล่งขึ้น