หลังจากหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะสภาพร่างกายมาหลายครั้ง
ในที่สุด “อาจารย์เต๋า” ที่เฝ้ารอก็มาถึงเสียที
ต่อให้ใจจะผิดหวังกับสภาพของอาจารย์ไปเสียหน่อยก็ตาม
คนที่ติดอยู่ในจินตนาการมาเกือบครึ่งเดือน ยามเมื่อเขาอยู่ตรงหน้าก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาในการหควบคุมกล้ามเนื้อที่กระตุกบนใบหน้า คำว่าเร่ร่อนหรือพเนจรที่ได้ยินมา อาจจะยังไม่สามารถใช้บรรยายเกี่ยวกับอาจารย์เต๋าผู้นี้ได้ครบถ้วนนัก
คนที่นั่งบนเตียงหินและกำลังเผชิญหน้ากัน เป็ชายผู้หนึ่งทั้งผม คิ้ว และหนวด ล้วนกลายเป็สีขาว ร่องรอยความยับย่นของิักลับตึงเต่งผ่องใสไปเสียหมด ไม่ใช่เพราะไม่ชราภาพ แต่เพราะเขาค่อนข้าง... เ้าเนื้อไปสักหน่อย เรียกว่าถ้าเอาขึ้นเขียงในตลาดสามร้อยจินกะประมาณมากน้อยกว่านี้ให้สักห้าสิบจินน่าจะกำลังพอดี
“ยัยหนู เ้ากำลังด่าข้าในใจหรือเปล่า?” ตาเฒ่านั่นทำทีเป็สำรวจ ใบหน้าขยับเข้าออกดูแล้วพิลึกพิลั่นนัก ไหนจะยื่นมือมาถ่างเปลือกตาของนางขึ้นราวกับกำลังสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน นิ้วกลมป้อมแม้ไม่ลงแรงแต่ก็กินพื้นที่ดวงตาไปไม่น้อย เช่นนั้นแล้วต่อให้จะถลึงตาใส่ ก็น่าจะเป็ภาพที่น่าขันจนชายชราหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ขยับตัวขึ้นกล่าวกับฉินซื่อและสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านหลังไม่ห่าง “แก้วตาใส่ ไม่ขุ่นเหมือนคนมีเคราะห์แต่ดูเหมือนจะสร้างเคราะห์ให้คนอื่นเสียมากกว่า ดวงตาสดใสดูเหมือนจะด่าคนได้สักร้อยประโยค” ประโยคหลังตาเฒ่านั่นกดเสียงเบาลงจงใจพูดให้คนไข้ได้ยินแค่คนเดียว “ส่วนกำลังกายไหลเวียนดี สีลิ้นสีเหงือกสวย ดูภายนอกไม่มีปัญหาเื่ธาตุเป็พิษ ไม่ตายแล้ว ๆ” พูดไปก็หัวเราะกว้าง สร้อยทองคำบนคอกระเพื่อมไหวเป็จังหวะเดียวกับพุงที่ยื่นล้ำมาข้างหน้า เจี้ยนหนิงหรี่ตาสู้กับชายที่มีลักษณะตรงข้ามกับคำว่าเร่ร่อนแล้วก็ถอนหายใจออกมา
ไม่รู้ว่าชะตาของบุตรสาวของตระกูลมู่หรงนั้นเป็ต้นร้ายปลายดีหรือเป็ที่อาจารย์เต๋าผู้นี้ดวงดีเกินคน ยื้อคนกลับมาได้แบบวาสนาหม่าล่าเนื้อ จู่ ๆ เงินทองก็ตกใส่หน้า ชื่อเสียงเลื่องลือไม่หยุด หลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนตระกูลมู่หรงเองก็ตอบแทนกลับไปไม่น้อย ถ้าวันแรกที่ก้าวข้ามประตูใหญ่สีแดงของจวนสกุลมู่เขาคืออูฐที่กำลังหิวโซและใกล้จะอดตาย ถัดมาให้หลังอีกสิบเอ็ดปี เขาก็คืออูฐที่ประดับยศด้วยทองคำแหละถังน้ำ อุดมสมบูรณ์ไม่มีวันสิ้นสุด
ระหว่างที่เจี้ยนหนิงกับตาเฒ่าผู้นั้นกำลังสนทนากันอย่างเผ็ดร้อนกันผ่านสายตา ประเภทว่าลืมตาขึ้นมามองหน้าเ้าข้าก็รู้สึกอยากกลั่นแกล้งอย่างไม่มีเหตุผล ฉินซื่อก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา ขอบคุณอาจารย์เต๋าผู้นั้นเป็การใหญ่ “เช่นนั้นแล้ว ร่างกายของหนิงเอ๋อร์ภายหลังก็จะไม่มีปัญหาแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ แล้วเื่อย่างเช่น คลอดบุตร เอ่ะ! ลูกข้า!!”
ฉินซื่อยังพูดไม่ทันจบ น้ำลายของเจี้ยนหนิงก็ติดคอซะก่อนจนหลิวมามต้องรินน้ำชามาให้ ลุกขึ้นนั่งเองยังไม่ดี เดินไปหยิบน้ำเองยังทำไม่ได้ นี่เริ่มแล้วก็จะคลอดเลยหรือ เพ่ยๆๆๆๆ เ้าช่วยข้ามาทำไม! เ้าลูกเต่าเต๋าบัดซบ
“อั้ยยะ ฮูหยินน้อย! ท่านวางใจได้ เื่นั้นสบายมาก คลอดสักแปดคนสิบคนก็ยังไหว ดีเยี่ยม ยอดไปเลย ศักดิ์สิทธิ์เหนือใครแน่นอน!”
ให้แม่แกคลอดเถอะ! บัดซบเอ้ย แปดคน สิบคน ข้าเป็แม่หมูหรือยังไง! ชาตินี้อย่าได้หวังจากข้าสักคนเลย เ้ารอข้าตั้งตัวได้ก่อน คนแรกที่ข้าจะคิดบัญชีคือเ้า! ดูเหมือนสายตาของนางจะชัดเจนเกินไป เ้าลูกเต่านั่นถึงกับหัวเราะลั่นห้องโถง พอปาดน้ำตาจากความบันเทิงเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ได้ เขาก็ให้คนทั้งหมดออกไปโดยอ้างว่า้าสมาธิเพื่อลองตรวจสอบเกี่ยวกับพลังยุทธและเส้นลมปราณในร่าง
“ยามนี้ยัยหนูนี่ฟื้นตัวดีแล้วก็จริง แต่สำหรับการฝึกยุทธ์ข้าจำเป็ต้องตรวจสอบ ขอเวลาให้ข้าสักครู่เถิดฮูหยินน้อย”
ฉินซื่อรับคำ คำพูดของอาจารย์เต๋า ต่อให้พิสดารเพียงใดที่นางก็ไม่กล้าจะไม่เชื่อ ไม่นานหลังจากนั้นโถงถ้ำก็เงียบลง เหลือเพียงคนต่างวัยที่นั่งประจันหน้ากัน แต่ท่าทีของตาเฒ่านั่นกลับเป็งานเป็การขึ้น
“ตอบข้ามาตามตรง เส้นลมปราณของเ้าเป็อย่างไร?”
“ท่านไม่ใช่จะตรวจข้าเหรอ?” การพูดของนางคล่องขึ้นแล้ว ถึงไม่ได้พูดกับใครก็บ่นกับตัวเองการออกเสียงก็ไม่นับว่าแย่นัก เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ
“อั้ยยะ! ยัยหนู ร่างกายนี้ของเ้าเหล่าฟู่ไม่อาจล่วงล้ำ ด้านในซับซ้อนเกินไป! ”
มู่หรงเจี้ยนหนิงขมวดคิ้วตาเฒ่าที่ส่ายหัวไปมานี่พูดเกินจริงไปหน่อยหรือไม่? แต่เส้นลมปราณและสิ่งที่เกี่ยวกับการฝึกยุทธล้วนควรเป็ความลับ ยิ่งไม่ควรให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาในเขตแดนเส้นลมปราณหากปราศจากเหตุอันสุดวิสัย นางหลุบตาต่ำ เงียบไปครู่หนึ่งนั้นเป็เพราะกำลังไตร่ตรอง เกี่ยวกับสัดส่วนความจริงว่าควรจะพูดสักกี่ส่วน แต่ความคิดอันวุ่นวายของนางก็กลับถูกทำให้สงบลงด้วยประโยคที่ก็เห็นจะจริงเช่นนั้น “ข้าคิดว่าเ้าไม่ควรปกปิดความจริงเหล่าฟู่ผู้รักษาเ้าหรอกนะยัยหนู”
“ไม่ใช่” นางเงียบไปอีกพักก่อนจะถอนหายใจ “ข้าแค่อธิบายไม่ถูก” พูดกันตามจริงแล้วนางก็เป็เพียงิญญาไม่รู้ที่มาที่ไปซึ่งได้โอกาสเข้ามาในร่างนี้ แต่เดิมร่างกายนี้เป็อย่างไรก็ไม่อาจออกความเห็น แต่ยามนี้เส้นทางลมปราณ ตันเถียน และรากิญญา ที่เคยรู้สึกในยามที่ฝันหรือจริงยังแยกได้ยาก การสูบพลังอยากโหยหาเช่นนั้น ความรู้สึกที่ต่อให้เ็ปจนจิติญญาจะแตกสลายแต่ก็ไม่ยอมปล่อยเช่นนั้น สุดท้ายเมื่อมันเหมือนราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ก็เผลอเสียดายที่ตนฝันดีเกินไปจนน่าตาย เมื่อเป็เช่นนั้นแล้ว เื่นี้ควรถูกอธิบายอย่างไร พูดว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลยในใจก็รู้สึกอึดอัดขัดเคือง บรรยายไม่ออกเอาเสียเลย
ชายชราลูบเคราสีขาว เห็นเด็กหญิงคิดจนชิ้นส่วนบนใบหน้าแทบจะมารวมกันตรงกลาง “เอาแค่ ยามนี้ เป็อย่างไร?”
ยามนี้... “ผู้ไร้ยุทธ” นางตอบลอดไรฟัน ไม่อยากตัดใจจากสีสันสดใสของรากิญญาในความทรงจำได้เลย
“ก่อนหน้านี้?”
เจี้ยนหนิงถอนหายใจ ย้อนกลับไปถึงคิดพลังอันรุ่งโรจน์เ่าั้ “ตันเถียน เส้นลมปราณ ประสานกันได้เป็อย่างดี ไอขุ่นมัวแรกของหลอมรวมเพื่อการกะเทาะเลื่อนระดับเหลืออีกเพียงส่วนเดียวก็จะสำเร็จ กระทั่งรากิญญาก็ยังเติบใหญ่อยู่ภายใน สีของมัน... สว่าง” นางสงวนสีของรากิญญาเอาไว้ในใจ สีของรากิญญาคือฐานของธาตุิญญา สีของมันสำคัญเพราะมันมีไว้เพื่อกำหนดเส้นทางการฝึกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็เื่ที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็เพียงฝันตื่นหนึ่ง ก็ไม่ใช่เื่ที่ควรจะเอ่ยปากบอกกับผู้ใดก่อนที่ความสามารถของรากิญญาจะกำหนดจนกลายเป็พลังประจำกาย
“รากิญญา ...เช่นนั้นหรือ?” ชายชราตาโตนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะให้นางชูมือทั้งสองข้างขึ้นมา เมื่อมองเห็นแหวนที่เริ่มมีลวดลายและประกายหยาดน้ำ ก็นิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “ดี ดีจริง ๆ” ไม่รู้ว่าลักษณะการหัวเราะแฝงนัยอะไรไว้ แต่เสียงหัวเราะนั่นคล้ายกับมีบางอย่างในความรู้สึกของชายชราที่ผ่อนคลายลง “เ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไร?” ชายชราชี้นิ้วกลมป้อมไปที่แหวนที่ติดอยู่บนนิ้วชี้ข้างซ้ายของเจี้ยนหนิง แต่คิดเท่าไหร่นางก็คิดไม่ออก เพราะไม่เคยสังเกตมาก่อนว่ามีมันอยู่
“เหล่าฟูจะบอกข้อความสำคัญให้เ้าอย่างหนึ่ง แหวนวงนี้คือหนึ่งในสมบัติล้ำค่า ด้านในของมันยังซ่อนสมบัติที่มีค่าควรเมืองบางประการเอาไว้เพียงแต่เงื่อนไขในการเปิด เ้าต้องตามหาด้วยตนเอง เหล่าฟูไม่อาจเปิดเผยเกินจำเป็”
นางมองแหวนวงนั้น มันสวมอยู่ที่นิ้วชี้ข้างซ้าย อัญมณีทรงหัวเป็ดสีฟ้าอมเขียว สีนี้เป็สีที่คล้ายรากิญญาต้นในนั้นความทรงจำ แม้จะหม่นหมองกว่ามาก ตัวอัญมณีถูกล้อมรอบด้วยเพชรขนาดใหญ่เล็กเรียงกันรอบวงอย่างเป็ระเบียง มีแบบบแผน ตัวเรือนเป็เส้นสายสีเงินเหมือนจะสว่าง รวมแล้วยังคงเป็แหวนวงหนึ่งถึงแม้จะงดงามแต่กลับหม่นหมองไม่สดใสเท่าที่ควรนัก แต่เมื่อสังเกตให้ดีอีกครั้งก็จะเริ่มพบว่าเส้นสายเ่าั้ราวกับมี ฟองอากาศ? หรือวงน้ำเคลื่อนไหวไปโดยรอบ?
“อืม... ยังต้องใช้เวลา ๆ” เขาพึมพำครั้งนี้น้ำเสียเจือความเสียดาย “มันหลับใหลมานานเกินไป”
เจี้ยนหนิงขมวดคิ้ว หลับใหล? สิ่งของที่หลับใหล? คำนี้ทำให้นางถึงกับต้องขมวดคิ้ว อาวุธ สิ่งของ หรือของวิเศษชิ้นใดจะมีสิทธิหลับใหลได้ก็ต่อเมื่อมันมีพันธกิจ มีเจตจำนง และผู้มันมีหน้าที่จะต้องตอบสนองเจตจำนงเ่าั้เพื่อให้สภาพจิตภายในของมันเลื่อนระดับสูงสุดทางจิติญญาให้ได้ แต่ตอนนี้แม้กระทั่งััพลังของมันยังทำไม่ได้ มันหลับใหลมานานเกินไป คำว่านานนี้หมายถึงกี่มากน้อย เจตจำนงของมันคือสิ่งใด แต่ไม่ว่ามันจะปรารถนาสิ่งใด ของเช่นนี้คือความยุ่งยากและภาระมากกว่าจะเป็ตัวช่วยที่ดี การตอบสนองต่อสิ่งสูงค่าเช่นนี้เจี้ยนหนิงไม่คิดว่านางจะเป็ผู้คู่ควรจะมัน
“อั้ยยะ ดูข้าซิ! พูดมากไปแล้ว!” ชายชราถอยห่างจากแหวน ตั้งใจเอ่ยกำชับกับเด็กหญิง “เื่นี้ยังไม่รีบ แต่มีเื่ที่ข้าจะต้องเตือนเ้าเอาไว้สักหน่อย แท้จริงแล้วเหล่าฟูไม่อาจก้าวก่ายเื่ภายใน แต่ตระกูลใหญ่เช่นนี้ต่อให้ไม่ใช่ถ้ำเสือบึงั ก็เป็ดงเสือที่กินคนไม่คายกระดูก ในฐานะหมอ ร่างกายของเ้ายามนี้อย่าว่าแต่จะยืนหยัดให้มั่นคงในตระกูลแต่แม้เื่จะปกป้องตัวเองยังทำได้ยาก คนร้ายในครานั้นที่วางยาพิษเ้ากับมารดา ก็ยังไม่ถูกชี้ตัว”
หมายความว่าไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ใครก็ยังคงถูกตระกูลมู่หรงซ่อนเอาไว้ ไม่มีข่าวเล็ดลอดออกมาถึงภายนอก เพราะเหตุนี้จึงไม่สามารถพูดได้ว่ารู้ตัวหรือจับผู้กระทำผิดมาลงโทษแล้วหรือยัง คนผู้นั้นอาจจะยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างดี หรือเป็ใครสักคนที่แม้กระทั่งชีวิตของฉินซื่อที่ยืนอยู่หน้าประตูปรโลก ก็ยังมีผลักดันไม่มากพอจะลากคอมันออกมา “เมื่อเป็เช่นนั้นความลับเื่การตื่นขึ้นของเส้นลมปราณและพลังยุทธนี้เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าต้องทำเช่นไร?”
นางหรี่ตามองชายชราตรงหน้า ตกลงนางมีมันหรือ? ถึงเป็เช่นนั้นนางก็ไม่ได้ถามให้มากความอีก เพราะเื่สำคัญตอนนี้ก็คือการที่จะต้องทำให้ร่างกายที่อ่อนแอราวกับเมื่อต้องลมก็จะปลิวไปติดกำแพงนี้แข็งแรงขึ้นให้ได้ก่อน “อืม ข้ารู้แล้ว”
“เฮ้อ รู้แล้วก็ดี เื่ใดในชาตินี้ก็อย่าได้เผลอคิดว่าจะง่ายดายอย่างตาเห็น นอกจากเื่ภายในเรือนแล้ว เส้นสายที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกันผ่านความสัมพันธ์ของหกตระกูลใหญ่ในดินแดนซางฉือนี้ ต่อให้ไม่ยากแต่ก็ไม่มีทางง่าย จากนี้แต่ละก้าวล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย สมดุลกับราคาที่ได้รับ เหล่าฟูเพียงต้องเตือนให้เ้าเห็นทั้งสองด้าน ด้านอันงดงามและรักใคร่นั้นรอบตัวเ้าต่อจากนี้คงมีพร้อมไม่ขาด แต่กับเื่ราคาที่ต้องจ่ายให้กับการยืนอยู่ในจุดนั้น ก็อย่าได้เผลอคิดว่าเป็สิ่งที่ได้มาเปล่าอย่างเด็ดขาด” ชายชรายังคงลูบหนวดเคราตัวเองพลางใช้ความคิด เจี้ยนหนิงเองก็จมอยู่กับความคิด “เก็บตัวให้เงียบ ฟื้นฟูร่างกายให้ดี ส่วนเื่พลังยุทธ์นั้นหากฝึกได้ก็ฝึก ฝึกไม่ได้วันหน้าก็ต้องฝึก”
“หะ?” ตาเฒ่านี่พูดจาอะไรพิลึกหูนักน่ะ
“ฮั้ยยะ นังหนูนี่เหล่าฟูไม่ชอบคนโง่หรอกนะ”
“ข้า?” ข้าน่ะนะ? “จะ ...”
นางคลึงขมับมองตาเฒ่าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวก็พูดเื่จริงจังเดี๋ยวก็ทำท่าทางวางท่าเอาแต่ใจ “เอาน่ะ บางเื่มันพูดตอนนี้ไม่ได้จริง ๆ ๆ ๆ ”
นางละอยากบีบคอตาเฒ่านี่จริง ๆ ไม่พูดก็ไม่พูด พอพูดแล้วก็ทำคนอื่นอยากรู้แต่ก็พูดออกมาไม่หมด ท่าทางไม่รู้ว่าเป็คนเก็บความลับไม่อยู่จริง ๆ หรือเป็แค่ตาแก่ที่กวนคนเล่นแล้วเห็นเป็เื่สนุกไปวัน ๆ
แต่สุดท้ายนางก็ตัดใจต้องเอนหลัง แค่หงุดหงิดใจนิดหน่อยก็เหมือนปอดกับหัวใจจะทำงานไม่สมดุล เหนื่อยง่ายจนนอกจากหงุดหงิดก็กลายเป็โมโห แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดแก่ใจนั่นคือเื่ราวของมู่หรงเจี้ยนหนิงไม่ง่ายอย่างที่คิดจริงเสียด้วย ไม่มีเื่ดีแบบใดที่จะตกลงหัวคนแบบได้เปล่า นางจ้องมองไปที่ชายชรา มีคำถามสองสามคำถามที่สำคัญแต่ไม่รู้ว่าจะถามออกมาอย่างไร
“อืม ดูท่าเหมือนธาตุไฟจะเข้าแทรกตรงหัวใจ ไว้เหล่าฟูจะจัดยาบำรุงให้ก็แล้วกัน เฮ้อ คนอย่างข้านั้นมันจิตใจดีงามเกินจะกล่าว มีเพียงสรวง์เท่านั้นถึงจะคู่ควรให้เหล่าฟูขึ้นไปอาศัย”
“... “ก็ถ้าเ้าสบายใจจะคิดเช่นนั้นละก็นะ
“อั้ยยะ เช่นนั้นเมื่อข้าช่วยชีวิตเ้าให้รอดมาจนถึงตอนนี้แล้ว เ้าควรเรียกข้าว่าอาจารย์สักคำหรือไม่ลูกศิษย์ตัวน้อย?”
ก่อนที่จะจากไป นอกจากคะยั้นคะยอให้นางเรียกเขาว่าอาจารย์ (ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สมปรารถนา)
ก็มีเพียงย้ำให้จำคำของเขาเอาไว้ให้ดี พบกันครั้งหน้า คงเป็ที่เรือนหลักตระกูลมู่หรง
เจี้ยนหนิงมองแหวนที่ประดับอยู่บนนิ้วชี้ข้างซ้าย มันติดอยู่กับนิ้วดูพอดิบพอดีไม่คับไม่หลวมจนน่าประหลาดใจ มือของนางแทบจะเป็เนื้อติดกระดูก เมื่อยามลองพยายามถอดออกดูก็พบว่าถอดไม่ออก? เอาเถอะ ของพันนี้ให้ดีอย่าได้มีไว้ในจะดีกว่า ภาระน้อยลงหน่อยจะได้เอาสมองไปสนใจเื่ความเป็ความตายที่แท้จริงต่อให้ตาเฒ่าคนนั้นพูดจาเพ้อเจ้ออย่างไรแต่ก็เป็ไปตามหลักการ เื่ที่ว่าภายในตระกูลมู่หรงหาได้ง่ายดายนั้นก็เป็เื่ที่นางเองก็เคยคิด การอยู่ในตระกูลใหญ่ไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติที่แล้วก็ล้วนแต่ราวกับเดินบนแผ่นน้ำแข็งทั้งสิ้น
แต่หากให้พูดว่าตระกูลสวี่หนึ่งในแปดตระกูลป้อมปราการของแผ่นดินโหมวเทียน หรือตระกูลมู่หรงหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของดินแดนซางฉือมีอำนาจมากกว่ากัน โดยลึกแล้วนางรู้ดีว่าอำนาจของตระกูลมู่หรงเพียงแค่ปลายนิ้วก็อาจจัดการตระกูลสวี่ให้หายไปได้ภายในเจ็ดวันครึ่งเดือนแม้จะอยู่คนละฝั่งทวีป
ตัวตนของตระกูลมู่หรงสำหรับสายตาของผู้มีอำนาจทวีปอื่นจะมีความเห็นเช่นไรก็ยากจะคาดเดา แต่สำหรับดินแดนชางฉือเอง ตระกูลมู่หรงคือไม้ใหญ่ที่ไม่มีวันล้ม เป็ูเาที่ต้านไว้ได้ทั้งลมและพายุ แม้กระทั่งบรรดาศักดิ์ของราชวงศ์ยังไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขา อำนาจของผู้ถือครองทรัพยากรที่ผู้ฝึกยุทธทุกคนไม่อาจข้ามได้ ทุกการเลื่อนขั้น ทุกการเลื่อนระดับพลัง หรือแม้แต่อาวุธของพวกเขา ไม่มีสักสิ่งที่จะไม่เกี่ยวเนื่องกับหินพลังงานก่อกำเนิด อำนาจของตระกูลที่ได้ถือครองสิทธิ์ขาดในทรัพยากรสำคัญเช่นนี้ จึงเรียกได้ว่าน่ากลัวอย่างแท้จริง จริงเสียยิ่งกว่าเงินทองหรือของวิเศษ ไม่รวมถึงการรวมกลุ่มกองทัพที่ได้รับอนุญาตจากอำนาจสูงสุดอย่างเป็ทางการ ไม่ต้องเป็ตระกูลมู่หรง ไม่ว่าจะตระกูลหมูตระกูลหมาที่ไหน ก็ผงาดขึ้นมาเป็มหาอำนาจแห่งหนึ่งของโลกนี้ได้เพียงพริบตา
คิดถึงความทรงจำเกี่ยวกับตระกูลมู่หรงจากข่าวสารน้อยนิดจากดินแดนซางฉือที่ได้รับชาติที่แล้ว สามราชวงศ์และอีกสองกลุ่มอำนาจ ก็พยายามแย่งสิทธิ์ในการถือครองทรัพยากรหินพลังงานมาจากตระกูลมู่หรงอยู่อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่พวกเขายังไม่ชนะ ยังพยายามอย่างไม่ลดละ เพราะรู้ดีถึงความคุ้มค่าของการชนะเพียงสักครั้ง
การต้องอยู่ในครอบครัวที่ถือครองทั้งอำนาจและศัตรูเช่นนี้จะง่ายดายได้อย่างไร?
และจะเรียกว่าครอบครัวได้หรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้แม้กระทั่งตัวนางก็ยังสุดจะรู้ สุดท้ายก็ทำได้เพียงทำใจค่อย ๆ เดินก้าวหนึ่งดูก้าวหนึ่งอย่างไม่เร่งร้อนไปก็แล้วกัน อย่างไรเสียชีวิตนี้ก็ได้เปล่ามา หากจะต้องตายอีกครั้ง ก็ไม่ใช่เื่จะต้องมานั่งเสียดาย ร่างกายนี้ไม่ใช่ของนาง ส่วนจิติญญาที่อยู่นี่จะต้องไปพบเจออะไรบ้าง ก็จะนับว่าเป็อะไรได้สำหรับคนที่เคยตัดสินใจไม่เอาชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง
นางเผลอขมวดคิ้วเมื่อย้อนความไปนึกถึงเื่ของคุณหนูผู้บุกรุกผู้นั้น ได้รับการลงโทษไปแล้ว? หรือยังอยู่สุขสบายดี? ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ไต่ถามและก็ยังไม่ถึงเวลาต้องรู้ หากเป็ญาติกันดั่งที่เข้าใจ ช้าเร็วก็จะต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอน และถ้าวันนั้นอีกฝ่ายเข้ามาหาเื่กันอีก แม้กระทั่งหยิบปิ่นที่อยู่บนหัวของยัยหนูห้าไปปักที่คอเ้าของมันไม่ได้ นางก็คงรู้สึกแย่น่าดู
ยามจวนตัวตอนนั้นที่ชุ่ยจูหน้าบวมเป็แก้มหมู แล้วยอมให้เด็กคนนั้นพุ่งเข้ามาพัวพัน เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะอ่อนแอไร้ทางสู้ แต่บางทีการที่ศัตรูก้าวเข้ามาเขตแดนของตนเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้สังหาร สายตาของนางในวันนั้นเล็งปิ่นทองระย้าที่โอ้อวดบนหัวของเด็กหญิงเอาไว้แล้ว หากคุณหนูห้าผู้นั้นเกิดเหตุไม่คาดคิดถึงแก่ชีวิตขึ้นมาจริงก็คงเป็เพียงอุบัติเหตุ ชุ่ยจูเป็สาวใช้สินเดิมของฉินซื่อ คำพูดย่อมมีน้ำหนักกว่าแม่นมและบ่าวรับใช้งานหยาบ และหากรวมว่านางเป็ผู้ที่แม้แต่แรงจะเชือดไก่ยังไม่มี การตายนี้ก็คือว่ายุติธรรมไปเกินครึ่ง รังแกคนไม่มีทางสู้ แต่กลับพ่ายแพ้จนถึงแก่ชีวิต ในดินแดนที่ กำลัง อำนาจ เป็สิ่งสำคัญ คนที่ชนะในใจของผู้คนก็จะเป็มู่หรงเจี้ยนหนิงตลอดไป
ส่วนบ่าวรับใช้ที่ติดตามมาพวกนั้นก็คงไม่ใช่แค่ขาย หรืออาจไม่ใช่แค่ตาย นอกจากเื่ปกป้องเ้านายไม่ได้ แล้วยังรวมหัวเพื่อรังแกเ้านายอีกคน ไม่ห้ามปราม ไม่รู้ดีรู้ชั่ว การที่จะให้อยู่ไม่สู้ตายไปชั่วชีวิต ในตระกูลใหญ่ก็คงมีนับร้อยวิธี
แต่เสียดายที่วันนั้นยัยเด็กนั่นดันโชคดี
นางเดาะลิ้นอย่างหยาบคาย มองไปทางแสงสว่างน้อยนิดที่ลอดเข้ามา ในใจเริ่มจินตนาการถึงบางเื่อย่างนึกสนุก ราวกับจะลืมคำเตือนที่เพิ่งได้รับมาเมื่อครู่นี้ไปชั่วขณะหนึ่ง
เมื่อได้รับการยืนยันจาก ตาเฒ่าพิลึก
ฉินซื่อก็ให้คนเตรียมย้ายบุตรสาวคนเล็กกลับตระกูลด้วยรถหม้าเป่า
รถม้าประดับอัญมณีทั้งคัน ตัวรถทำจากไม้หนานมู่สีทองแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์ออกมาจาง ๆ ตัวรถฝังประดับด้วยหยกขาวมันแพะและโมราสีชาด แกะสลักเป็ลวดลายบุปผา แต่ละจุดที่วางล้วนพอดิบพอดีและสวยงามตระการตาเป็อย่างยิ่ง เมื่อยามล้อรถบดไปตามแผ่นหิน ม่านไข่มุกทะเลใต้ ที่แขวนบังหน้าต่างพัดแกว่งไกว สะท้อนแสงตะวันเป็ประกายระยิบระยับ พร้อมส่งเสียงกระทบกันประหนึ่งท่วงทำนอง์ ทั้งม่านกั้นและม่านเล็กข้างหน้าต่างก็ยังต้องถ่วงด้วยตุ้มทองคำประดับรวมกับมุกทะเล ด้านในบุนวมด้วยขนชั้นในของหมีเขี้ยวไฟจากดินแดนทางเหนือ แล้วเย็บภายนอกด้วยขนของจิ้งจอกหก์ นอกจากนุ่มแล้วยังอุ่นกำลังดี
แม้รถคันนี้จะใช้ม้าเทียมเพียงหกตัว แต่ม้าทุกตัวเป็ม้าศึกชั้นยอดจากสกุลหม่า รูปร่างสูงใหญ่ฝีเท้าเป็เลิศ วันนี้พวกมันถูกจับตกแต่งด้วยสารพัดของล้ำค่าที่ล้วนแต่มีความหมายมงคล รวมถึงสาวใช้หกคนที่เดินขนาบข้างรถหม้าเป่าก็ยังถือขนมมงคลแจกไปก็อวยพรไปตลอดทาง และเมื่อมีคนถามพวกนางก็จะบอกด้วยรอยยิ้มงดงามว่าขบวนรถหม้าเป่าคันนี้เดินทางเพื่อไปรับคุณหนูสี่กลับจวน
ขบวนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้แม้แต่ขบวนรับเ้าสาวของราชวงศ์ ยังต้องดูหม่นหมองลงไปหากเทียบกันแล้ว
แต่รถที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ กลับออกเดินทางไปเพื่อรับคนที่เป็คนไม่ถึงครึ่งคน?
ยามเมื่อรถหม้าเป่าคันนี้ออกจากตระกูลมู่หรง ก็ไม่วายทำให้ผู้คนตะลึงจนเกือบลืมหายใจ ก่อนความเงียบงับจะกลายเป็เสียงลือที่แพร่สะพัดไปทั่วอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น คุณหนูสี่? เด็กที่เกิดมาแล้วนอนเป็ผักมาตลอดสิบเอ็ดปีน่ะหรือ? คนที่เป็คนก็ไม่ใช่เป็ผีก็ไม่เชิงผู้นั้นน่ะหรือ? นี่ไม่ใช่ว่าเป็เื่น่าตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าเื่เล่าของนักเล่านิทานที่ประจำอยู่หัวมุมถนน หรือสนุกกว่าละครร้องที่มาจากต่างถิ่นเสียอีกหรือ?
มู่หรงเจี้ยนหนิงผู้นี้ในใจของชาวบ้านจะนับเป็ตัวอะไรได้? เกิดมาก็ทำให้มารดาไม่อาจมีบุตรได้อีก ที่ผ่านมาต่อให้ฉินซื่อและนายท่านเสวียนจะทุ่มเทแค่ไหน ร่างกายของนางก็ยังคงไม่อาจตอบสนอง แม้กระทั่งเปลือกตาก็ยังลืมไม่ขึ้นแต่วันนี้กลับนำรถหม้าเป่าล้ำค่าเช่นนี้ไปพูดว่าจะรับกลับมา คุณหนูที่ไม่เคยลืมตามาเลยสิบเอ็ดจะสิบสองปี จู่ ๆ บอกจะรับกลับมาก็รับกลับมาง่าย ๆ เช่นนี้น่ะหรือ? คงทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะเอาเสียแล้ว ความเชื่อหรือความไม่เชื่อของชาวบ้านยามนี้กองอยู่บนโต๊ะพนันในโรงพนันที่เต็มไปด้วยผู้คน ดูคึกคักเป็พิเศษ ข้างหนึ่งเป็รับคนกลับบ้าน อีกข้างเป็รับศพกลับบ้าน ทั้งสองข้างมีแต้มพนันต่างกันชัดเจน และเสียงะโคำว่าศพ คนตาย ยิ่งนานยิ่งเพิ่มทวีขึ้น ราวกับไม่ได้อยากรู้ว่าความจริงคืออะไร เพียงแค่้าสนุกและได้เห็นผู้ที่คิดเหมือนกันและแสดงออกแบบเดียวกันเช่นนั้นก็พอแล้ว บนท้องถนนมีคนกล่าวคำพูดไม่น่าฟังอีกหลายคำ เวลาผ่านไปยิ่งนานโต๊ะพนันที่เอียงข้างก็ยิ่งคึกคักขึ้น
ไม่ว่าจะเื่ดีหรือแย่ ขอเพียงเป็เื่ของตระกูลใหญ่ ผู้คนย่อมชมชอบจะวิจารณ์นัก บางคนก็หัวเราะขำขัน บางคนก็พอจะมีความเห็นอกเห็นใจให้บ้าง ชาติตระกูลของคุณหนูสี่ผู้นี้สูงส่งแต่กลับไม่มีวาสนาได้เสพสุข บ้างก็ว่าอาจจะหายดีจากอาการป่วยแล้วก็เป็ได้ แต่ข้อสันนิษฐานนี้ต่อให้เป็จริงก็เชื่อได้ยากที่สุด สิบกว่าปีที่ผ่านมาแม้กระทั่งคนร้ายที่วางยาฉินซื่อในยามนั้นตระกูลมู่หรงยังสืบหาตัวคนไม่ได้
ตลอดเส้นนอกจากชาวบ้านร้านตลาดที่โจษจันกันให้เซ็งแซ่ แม้แต่เหล่ากลุ่มอิทธิพลในดินแดนซางฉือ ทั้งสำนักยุทธ์ ราชวงศ์ รวมถึงเหล่าผู้พิทักษ์ ก็จับจ้องการเดินทางโอ้อวดครั้งนี้อย่างไม่วางตา นี่จะเป็การปรากฏของหมากที่ไม่เคยอยู่ในกระดาน แต่กลุ่มอิทธิพลย่อมมองเื่นี้ต่างจากชาวบ้านร้านตลาด หากแต่มองที่ท่าทีของตระกูลมู่หรงและฉินซื่อ การ รับกลับบ้าน ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมสะท้อนว่าฉินซื่อและตระกูลมู่หรงสนับสนุนคุณหนูสี่ผู้นี้อย่างไม่มีข้อแม้ ไม่เพียงแค่ตระกูลมู่หรง แม้กระทั่งตระกูลฝ่ายมารดาตระกูลฉินเอง เมื่อไม่ห้ามปรามย่อมหมายความว่าตระกูลฉินไม่มีความเห็นเป็อื่น
การเดินทางตลอดเส้นทางล้วนปิดความยินดีเอาไว้ไม่มิด ขนมมงคลแจกจ่ายรายทางทั้งอวยพรและได้รับคำอวยพรไม่จบสิ้น ระยะทางของคนปกติเดินทางได้เร็วที่สุดจะใช้เวลาถึงสามวัน แต่ทั้งม้าและบ่าวรับใช้ครานี้ล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธและเร่งเดินทางเต็มฝีเท้า แม้จะมองด้วยตาเปล่าไม่สังเกตเห็น แต่ก็เป็ความเร็วที่คงที่มั่นคง ทั้งขาไปและกลับจึงลดเวลาลงเหลือเพียงวันเดียว รถออกั้แ่ตะวันยังไม่ทันขึ้นดี ยามกลับถึงหน้าจวนก็เป็่ย่ำค่ำ ยามฆ้องโมงตีบอกเวลาปลายยามชวี่ รถหม้าเป่าก็จอดตรงทางเข้าประตูจวนโดยมีฉินซื่อยืนต้อนรับอยู่หน้าจวนด้วยตนเอง พร้อมบ่าวไพร่อีกกลุ่มหนึ่ง
ฮูหยินน้อยฉินผู้นี้นับั้แ่แต่งเข้าตระกูลมู่หรงก็ประหยัดมัธยัสถ์ ทุกอย่างก้าวล้วนคำนวณอย่างรอบคอบ เสื้อผ้าอาภรณ์ยังประดับแค่พอกับฐานะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป แต่ยามนี้รถหม้าเป่าคันนี้กับราวกับกำลังะโความร่ำรวยและล้ำค่าออกมาอย่างไม่อ่อนน้อม โอ้อวดอย่างไม่ยินยอมให้ผู้ใดเป็หนึ่งยกเว้นบุตรสาวของตน สถานการณ์เช่นนี้ผู้คนล้วนใครรู้ยิ่งนัก
แต่ใครรู้แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะยามบ่าวรับใช้สินเดิมของฉินซื่อประคองร่างของเด็กหญิงออกมาจากรถม้า คนที่พวกเขาเฝ้าตั้งตามองั้แ่หัวจรดเท้ากลับถูกปกคลุมด้วยอาภรณ์ชั้นดี แม้อัญมณีที่กระทบแสงจันทร์และแสงโคมไฟหน้าจวนจะส่องประกายแต่ก็ไม่อาจทะลุหมวกปีกกว้างซึ่งสานจากไม้ไผ่ชั้นดี หุ้มทั้งด้วยผ้าไหมหิมะเนื้อโปร่งสีขาวทั้งใบ ปลายผ้าแต่ละส่วนถักดิ้นถ่วงยึดเอาไว้ด้วยทองคำตีจนเป็เส้นเรียวเล็กราวกับเชือก เพื่อให้ผ้าคลุมด้านนอกพอมีน้ำหนักยังประดับเพิ่มด้วยไข่มุกเม็ดเล็กตรงปลายอีกเส้นละสี่เม็ด และทำรอบหมวกถึงแปดเส้นจึงทำให้ผ้าคลุมทิ้งตัวอย่างงดงามแม้ยามต้องลม สิ่งที่เหลือจะเชื่อยิ่งกว่าคือด้านในยังมีผ้าไหมหิมะอีกชั้น เพื่อปิดใบหน้าเล็ก ๆ ที่เหลือนั้นเอาไว้ด้วย
คราแรกที่นางปรากฏตัวต่อให้ผู้ต่างคนอยากจะมองใบหน้าของคุณหนูผู้นี้ให้ชัด ให้สมกับที่รอคอยอย่างจดจ่อมาั้แ่เช้าจนค่ำมืด แต่กลับถูกความงดงามของหมวกปีกกว้างและเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงผู้นั้นแย่งความสนใจไปจนหมดสิ้น แล้วเมื่อนางเดินเข้าประตูจวน สาวใช้ดึงซองแดงขึ้นมาแจกพวกเขาถึงได้สติกรูเข้าไปแย่งซองกันให้ภาพความครึกครื้นวุ่นวายดีเหลือเกิน หากไม่ติดว่ายามนี้ค่ำมืดแล้ว เกรงว่าหน้าจวนคงจะมีประทัดสักพันนัด ความชุลมุนนั้นดำเนินต่อไป จนกระทั่งประตูสีแดงบานใหญ่ปิดลงเสียงดังปัง!
เพราะไม่มีใครเห็น เลยไม่มีใครรู้ว่าใบหน้าภายใต้ผ้าบางของ มู่หรงเจี้ยนหนิง นั้นทดท้อเพียงใด
ตาเฒ่าผู้นั้นกำชับให้นางใช้ชีวิตให้เงียบ
แต่คงจะลืมไปว่าคนที่เขาควรบอกไม่ใช่นาง!