บทที่ 9 เด็กใหม่คนนั้น
ในขณะที่อีกทางหนึ่งยุ่งวุ่นวายกับการทะเลาะวิวาทอยู่นั้น ทางด้านของบัลลังก์กลับเต็มไปด้วยความสงบสุข วันนี้คุณตาคุณยายพาเขามาเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข ทว่าเด็กชายเริ่มเอะใจหลายอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำหน้าที่หลานที่ดีได้ยอดเยี่ยม
“เฮ้อ วันหยุดของพวกเราหมดเวลาแล้วสิ เอาไว้คราวหน้าบัลลังก์มาเที่ยวกับตายายอีกนะลูก” อุดมกล่าวด้วยความเสียดาย ในขณะที่อุ้มหลานชายเดินกลับมาที่รถยนต์
“ผมอยากอยู่ที่นี่กับตายาย” เขาพูดเสียงอ่อยๆ ซบลงบ่นไหล่ของตาอย่างหมดแรง
“พูดแบบนี้คงทะเลาะกับแม่ก่อนมาหาตายายใช่ไหม” ฉัตรเอ่ยขึ้นด้วยความเอ็นดู “การทะเลาะกันเป็เื่ปกติลูก แต่สิ่งสำคัญคือการจัดการกับปัญหานั้นอย่างไรต่างหาก”
“แล้วถ้าพวกเราแก้ปัญหานั้นไม่ได้ล่ะครับ” เขาถามกลับ
ฉัตรอดเอ็นดูหลานชายไม่ได้ เธอยื่นมือไปอุ้มเขามาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม “ยายเชื่อว่าแม่ของหลานมีเหตุผล ลูกสาวของยายไม่มีทางปล่อยให้หลานชายของยายทุกข์ใจแน่นอน”
“ก็ไม่แน่หรอก หึ” อุดมเปล่งเสียงในลำคออย่างไม่พอใจ อยากจะพูดอีกสองสามประโยค ไม่เข้าใจว่า่นี้ลูกสาวของเขาเป็อะไรกันแน่
บัลลังก์พยักหน้ารับเบาๆ ่นี้แม่ของเขาทำตัวแปลกไปจริงๆ ทั้งที่ปกติเธอมักจะทำอะไรรอบคอบและระแวดระวังเสมอ แต่ตอนนี้กลับมุทะลุมากขึ้นหลายเท่าตัว และจู่ๆ ก็ย้ายออกมาจากคฤหาสน์แถมพาตัวลูกติดของชู้พ่อมาดูแลอีก
่นี้แม่ของเขาเป็อะไรกันแน่นะ?
ขณะที่รถยนต์ขับมาจอดที่หน้าประตู เด็กชายลังเลเล็กน้อยที่จะเปิดประตูเข้าไป อีกทั้งยังแอบน้อยใจและเสียใจด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่ทันที่บัลลังก์จะได้ทำอะไรก็ถูกเขมจิราคว้าตัวเข้าไปกอดเสียแล้ว
“แม่ ปล่อยผมได้แล้ว” บัลลังก์พยายามห้ามปราม เขาไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้วนะ แต่แม้จะมีท่าทีต่อต้านทว่าในใจกลับโล่งอกไม่น้อย
“ไปเที่ยวกับคุณตาคุณยายมาสนุกหรือเปล่า” เธอถาม
“สนุกครับ” บัลลังก์ตอบกลับ พร้อมกับใช้มือน้อยคู่นั้นลูบไล้ที่หน้าท้องไปด้วย “แต่ตอนนี้ผมหิวข้าวมาก”
“งั้นก็ไปทานอาหารกันเถอะ แม่เตรียมของที่ลูกชอบไว้ทั้งนั้น”
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังนั่งทานอาหารบัลลังก์แอบสังเกตสิ่งรอบตัวไปด้วย ตอนนี้มีแค่แม่และเขาเท่านั้น ไม่มีเ้าเด็กมูมมามคนนั้นอยู่ด้วย นั่นยิ่งทำให้เขาสงสัยมากขึ้นไปอีก หรือว่าต้นน้ำจะไปอยู่กับญาติแล้วจริงๆ
“ถ้าลูกกำลังมองหาต้นน้ำ ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วล่ะ” เขมจิราตอบคำถามลูกชาย ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยคำถามเสียด้วยซ้ำ
“ผมไม่ได้มองหาเด็กคนนั้นสักหน่อย” เขารีบปฏิเสธ
“เลิกเรียกต้นน้ำว่าเด็กคนนั้นได้แล้ว พวกลูกสองคนอายุเท่ากันนะรู้ไหม” เขมจิราพูดติดตลก อีกทั้งยังรู้สึกขำที่ลูกชายของเธอทำตัวเกินวัยไปมาก
“ผมอายุห้าขวบเพราะอายุมากสุดได้เท่านี้ แต่เขาอายุห้าขวบเพราะเกิดเมื่อห้าปีที่แล้วต่างหาก”
คำพูดดูแคลนของลูกชายเล่นเอาเธอถึงกับต้องกุมขมับ ที่บัลลังก์พูดคงจะหมายถึงแม้จะอายุเท่านี้แต่สติปัญญาและความหลักแหลมนั้นมีมากกว่าเด็กห้าขวบ ทว่าสำหรับต้นน้ำแค่บังเอิญเกิดปีเดียวกันเท่านั้น
นี่ลูกชายของเธอมั่นใจในตัวเองเกินไปหรือเปล่านะ?
“เอาล่ะพ่อคนเก่ง งั้นก็มาคุยเื่สำคัญกันเลยดีกว่า” เขมจิราเริ่มตรงเข้าประเด็นที่ค้างคาเอาไว้เมื่อหลายวันก่อน “ตอนนี้ลูกคงจะรู้แล้วว่าต้นน้ำมีสถานะอะไร แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของเขา สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อของลูกและผู้หญิงคนนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับต้นน้ำ”
“แต่-”
“หากจะให้พูดตามตรงเขาก็เป็เหยื่อไม่ต่างจากเรา”
สิ่งที่แม่ของเขาพูดนั้นถูกต้อง พ่อของเขาและแม่ของต้นน้ำต่างลอบเป็ชู้กัน เด็กอย่างพวกเขาต่างก็เป็เหยื่อในเื่นี้ด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่บัลลังก์ไม่เข้าใจ
“แต่ผมไม่เข้าใจว่าแม่รับเด็กคนนั้นมาดูแลทำไม แม่ออกจากตระกูลเทวราช หันหลังให้กับครอบครัวเพื่อดูแลแค่ต้นน้ำอย่างนั้นเหรอ” บัลลังก์จ้องมองเข้าไปในตาของแม่ พยายามหาความจริง
“ลูกมีความคิดเป็ของตัวเองั้แ่ยังเด็กและที่ถามแบบนี้ก็คงเพราะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว พูดมาเถอะ”
“ความสงสาร” บัลลังก์กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง “แม่สงสารเด็กคนนั้น และหมอนั่นก็ใช้ความสงสารนี้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง หลายวันมานี้หมอนั่นแอบช่วยงานบ้านอย่างลับๆ ก็เพื่อจะให้แม่รู้สึกเห็นใจ และเขาก็มาถูกทางด้วย”
ดูเหมือนว่าความไม่พอใจของบัลลังก์จะฝังรากลึกมากกว่าที่เธอคิด สิ่งที่ต้นน้ำแอบทำหลายวันมานี้เขมจิราเองก็พอจะรู้มาบ้าง
“แม่สงสารหมอนั่น สงสารที่เด็กคนนั้นถูกทารุณ”
“ลูกรู้?” เขมจิราเลิกคิ้วสูง
“ผมรู้อยู่แล้ว แค่มองสภาพภายนอกก็รู้ว่าแม่ของเขาคงเลี้ยงดูไม่ดี”
“งั้นแปลว่าที่ลูกไม่พอใจต้นน้ำมาตลอดก็เพราะว่าอีกฝ่ายใช้ความน่าสงสารเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของตัวเองงั้นเหรอ”
“ใช่ครับ” เขาพยักหน้า
“ไม่ใช่เพราะเขาเป็ลูกของผู้หญิงคนนั้น?”
“ไม่ใช่” บัลลังก์ส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะเริ่มเอ่ยความในใจ “การมีอยู่ของเด็กคนนั้นจะพาความซวยเข้ามาหาพวกเรา ต่อให้แม่จะกล้ารับเลี้ยงเด็กคนนั้น แต่สังคมรอบตัวเราไม่มีใครยอมรับได้หรอก”
สิ่งที่บัลลังก์กล่าวมาถูกต้อง ถึงต่อให้เธอจะไม่สนใจคำวิจารณ์แต่การรับเลี้ยงลูกติดของชู้สามีก็เป็เื่ไม่สมควร และอาจจะถูกเพ่งเล็งได้ง่าย
“ลูกพูดถูกที่บอกว่าไม่มีใครยอมรับเื่แบบนี้ได้ แต่ก็มีเื่ที่ถูกเข้าใจผิดมหันต์อยู่เหมือนกัน” มือเรียวเกลี่ยปลายผมลูกชายอย่างเบามือ
“เื่อะไรครับ” เด็กชายเงยหน้าถาม ยังมีเื่ที่เขาไม่รู้อีกเหรอ?
“ลูกคิดว่าเพราะอะไรต้นน้ำถึงมาอยู่กับพวกเราได้” เธอถามกลับ
“เพราะว่าหมอนั่นไม่มีที่ไปแล้ว”
“ถูกต้อง เพราะว่าต้นน้ำไม่มีที่ไปแล้ว ในตอนนี้ชีวิตของเขาไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ทั้งพ่อแม่ เงินทอง ทรัพย์สินทุกอย่าง ในมุมมองของลูกเขาอาจจะเป็เพียงแค่หมาจนตรอกตัวหนึ่ง” เธอชะงักไปเสี้ยวหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่เขาเหลืออยู่ มันเป็เพียงสิ่งเดียวที่เด็กคนนั้นยึดมั่นถือมั่นมาโดยตลอด”
“เขาไม่มี-”
“ศักดิ์ศรี”
“ศักดิ์ศรี?” บัลลังก์เอ่ยทวนซ้ำอย่างไม่เข้าใจ
“นั่นเป็สิ่งเดียวที่ต้นน้ำมีอยู่และเขาจะไม่มีวันยอมทิ้งสิ่งนี้เด็ดขาด”
“ผมไม่เข้าใจ”
“เขาไม่มีอะไรจะเสียแล้วบัลลังก์” เธอเอ่ยเตือน “การที่ลูกมองว่าอีกฝ่ายเอาความสงสารนั้นมาใช้ประโยชน์ มันเหมือนกับการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของต้นน้ำ”
“แม่ก็รู้ว่าผมไม่ได้หมายความแบบนั้น” เขาแย้ง
“แม่รู้ว่าลูกไม่ได้หมายความแบบนั้น แต่หากยังปล่อยให้ความคิดเ่าั้ครอบงำลูกต่อไป ไม่นานก็จะกลายเป็จริง”
บัลลังก์เกลียดการทรยศหักหลัง ส่วนต้นน้ำเกลียดการเหยียดหยามเป็ที่สุด หากวันหนึ่งมีใครสักคนเผลอล่วงเกินเื่ใดเื่หนึ่ง วันนั้นทั้งสองคนคงจะมองหน้ากันไม่ติดไปตลอดกาล
เขมจิราเห็นลูกชายเงียบไปก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก “ศักดิ์ศรีเป็สิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่ และเขาคงไม่้าให้ใครมาดูถูกทำลายทั้งนั้น”
ดังนั้นหากการที่ต้นน้ำจะเอาความสงสารมาใช้ประโยชน์ นั่นคงจะเป็เหมือนการทำลายศักดิ์ศรีเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่
หากไม่มีศักดิ์ศรีให้ยึดมั่น แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร
“สิ่งที่แม่ทำไปทั้งหมดไม่ใช่ความสงสาร และสิ่งที่ต้นน้ำทำไปก็ไม่ใช่เพราะ้าความสงสารเช่นเดียวกัน”
“แล้วหมอนั่นแอบทำเื่พวกนั้นไปเพื่ออะไร” ทั้งแอบล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน รดน้ำต้นไม้
“คงเพราะเป็สิ่งเดียวที่เขาจะสามารถทำได้ในตอนนี้”
บัลลังก์นิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยิน ดูเหมือนว่าสิ่งที่เคยคิดเอาไว้จะผิดไปจากความเป็จริง เด็กคนนั้นอาจจะไม่ได้แย่เกินกว่าที่เขาคิด
“ตอนนี้ลูกคงจะเข้าใจเื่ที่จะสื่อแล้ว” เขมจิราลอบยิ้ม รู้สึกโล่งใจที่ได้คลายความข้อข้องใจนี้ “แต่ก็อย่างว่า มีเื่ที่ลูกคาดเดาถูกว่าหลายคนคงรับไม่ได้เื่การเลี้ยงดูต้นน้ำ ตอนนี้พวกเราเลยไม่ได้เลี้ยงดูต้นน้ำอีกต่อไปแล้ว”
“จริงเหรอครับ” บัลลังก์รีบถามทันควัน
“จริงสิ ตอนนี้มีคนอื่นมารับเขาไปดูแลแล้ว” เขมจิราแอบสังเกตสีหน้าโล่งอกของลูกชายได้เป็อย่างดี ถึงตอนนี้เขาจะยอมรับต้นน้ำมากขึ้น แต่ก็คงต้องใช้เวลาเปิดใจ “แล้วนี่ไม่อยากรู้เหรอว่าต้นน้ำไปอยู่ที่ไหน”
“ไม่! ผมไม่สนใจหมอนั่นหรอก” บัลลังก์รีบปฏิเสธ ะโลงจากตักแม่อย่างรวดเร็ว ไม่อยากเห็นหน้าหรือได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับต้นน้ำอีก
เขมจิราไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไรออกมา แม้จะเห็นว่าลูกชายมีท่าทีไม่สนใจแต่ถึงอย่างไรโชคชะตาก็นำพาให้สองคนต้องกลับมาพบกันอีก
แต่มันจะเร็วเกินไปหรือเปล่า?
เพราะเช้าวันต่อมา ทันทีที่เดินเข้ามาในห้องเรียนกลับพบว่ามีเด็กใหม่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว มองดูจากด้านหลังรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาไม่น้อย แต่เด็กคนนั้นกลับไม่มีผมสักเส้นเดียว
บัลลังก์ขมวดคิ้วสงสัย เมื่อเดินเข้ามาใกล้อีกหน่อยก็รู้สึกชัดเจนมากยิ่งขึ้น คนที่เขาเกลียดเข้าไส้ ตอนนี้ดันมาเรียนที่เดียวกัน แถมยังห้องเรียนเดียวกันอีก
ต้นน้ำ!