ด้วยรสชาติอาหารที่ล้ำเลิศ อีกทั้งราคาสมเหตุสมผลจึงส่งผลให้หอน้ำชาเทียนเซียงในแคว้นหลิวหั่วเป็นที่นิยมของบรรดาประชาชนชาวบ้านทั่วไปมีแขกเหรื่อหลั่งไหลมาเยี่ยมกิจการตลอดทั้งปีเป็นหนึ่งในหอน้ำชาที่มีปริมาณแขกหมุนเวียนมาเยี่ยมเยือนมากที่สุด
ทว่าน้อยครั้งนักที่ลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ซึ่งประเมินตนสูงส่งเช่นไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉจะมากินอาหารในหอน้ำชาประเภทนี้พวกเขาต่างรู้สึกว่านี่เป็นการดึงรั้งรสนิยมและสถานะของพวกเขาให้ต่ำเตี้ยลง
แต่วันนี้พวกเขากลับมาเยือนหอน้ำชาแห่งนี้โดยมิได้นัดหมายด้วยเหตุว่าหอน้ำชาแห่งนี้อยู่ตรงข้ามกับร้านขายยันต์ที่เสิ่นจื่อโยวมักเข้าไปอยู่เป็นนิจ
พวกเขายังสั่งให้เสี่ยวเอ้อจัดที่นั่งริมหน้าต่างให้เป็นพิเศษเช่นนี้แล้วเพียงวันนี้เสิ่นจื่อโยวเดินทางมาขายยันต์พวกเขาก็จะสามารถดักพบนางได้ทันที
ความคิดที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นเหล่านี้ของไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉไม่มีผู้ใดล่วงรู้พวกเขากระทั่งหลงนึกว่ามีเพียงตนเท่านั้นที่เกิดความคิดเช่นนี้กับเสิ่นจื่อโยว
ดังนั้นเมื่อสองสหายรักดุจพี่น้องได้มาพบกันในหอเทียนเซียงโดยไม่คาดคิดใบหน้าจึงปรากฏร่องรอยความตกใจและประหม่าที่ยากกลบเกลื่อนกระทั่งยังแสดงถึงความคิดที่เก็บซ่อนอยู่ในหัวใจของตนเองออกมา
“จื่อหางคาดไม่ถึงว่าเจ้าจะมากินอาหารที่หอน้ำชาพรรค์นี้” อู๋จวินไฉแค่นเสียงหัวเราะแห้ง
“ถูกต้องได้ยินรั่วเจียกล่าวว่าอาหารที่หอน้ำชาแห่งนี้รสชาติไม่เลวจึงได้มาลิ้มลองสักครั้ง”ไป๋จื่อหางยกถ้วยน้ำชาขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาตินักเขายกขึ้นจิบอึกหนึ่งเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกประหม่าในใจ
อู๋จวินไฉจะเชื่อคำพูดของเขาหรือ แน่นอนว่าย่อมไม่เชื่อหอน้ำชาพรรค์นี้แม้แต่พวกเขายังไม่คิดมาเหยียบย่ำแล้วไป๋รั่วเจียที่รักหน้ายิ่งกว่าพวกตนจะมาได้อย่างไร
เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าพอจะคาดเดาถึงจุดประสงค์ในการมาที่นี่ของไป๋จื่อหางได้แล้วครั้นคิดถึงตรงนี้ความรู้สึกดำดิ่งและไม่สบอารมณ์ก็บังเกิดขึ้นในใจ
ราวกับสิ่งที่ตนชอบกำลังถูกสหายรักดุจพี่น้องเพ่งเล็งอยู่เช่นเดียวกัน
อู๋จวินไฉรู้สึกไม่สบอารมณ์แล้วมีหรือที่ไป๋จื่อหางจะไม่เป็นเช่นนั้น? เขาไม่อยากยอมรับว่าตนเองกำลังลุ่มหลงในตัวเสิ่นจื่อโยวแต่ก็อดไม่ได้ที่จะมาที่นี่พร้อมความหวังเพ้อฝันที่โอบกอดไว้
เดิมทีเขาก็ทุกข์ทรมานกับความย้อนแย้งในความคิดมากพอแล้วยามนี้ยังมีคนที่มีความคิดเช่นเดียวกับเขาปรากฏตัวขึ้นมาอีกคน แล้วคนผู้นี้ยังเป็นสหายรักดุจพี่น้องของเขาทั้งยังเป็นคู่หมั้นของน้องสาวตน...
เมื่อทุกสิ่งกอปรเข้าด้วยกันความไม่สบอารมณ์ในหัวใจของไป๋จื่อหางจึงพุ่งสูงกว่าอู๋จวินไฉอยู่ขั้นหนึ่ง
“จวินฉายหลายวันมานี้น้องสาวของข้าคิดถึงเจ้ายิ่งนักทั้งยังกังวลถึงอาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างมากหากมีเวลาเจ้าก็ไปเยี่ยมนางที่จวนของพวกเราบ้าง นางจะได้วางใจ”
น้ำเสียงของไป๋จื่อหางฟังดูเย็นชาเล็กน้อยคล้ายกำลังเอ่ยเตือนสหายรักว่าเขากับน้องสาวของตนมีสัญญาหมั้นหมายกันอยู่ไม่ควรถวิลหาสตรีอื่นอีก
อู๋จวินไฉถูกเขากระตุกเช่นนี้อารมณ์ที่เดิมถูกข่มกลั้นไว้จึงพลันปะทุออกมา
“มีสัญญาหมั้นหมายแล้วอย่างไร มิใช่ว่าจะถอนหมั้นไม่ได้ไป๋จื่อหาง เจ้าอย่าเอาแต่แขวนสัญญาการหมั้นหมายของน้องสาวเจ้ากับข้าไว้ที่ปากอักษรเลขแปดยังไม่ทันตวัดสักพู่กัน!”
ไป๋จื่อหางตบมือลงบนโต๊ะทันที “อู๋จวินไฉหากเจ้ากล้าทำผิดต่อน้องสาวข้า ข้าจะเอาเรื่องกับเจ้าให้ถึงที่สุด!”
“ไป๋จื่อหางข้าไม่เชื่อว่าประโยคที่เจ้าตะโกนออกมานี้มีจุดประสงค์เพื่อไป๋รั่วเจียเจ้าเพียงต้องการปกปิดความรู้สึกที่มีต่อใครบางคนที่เจ้าไม่อาจเปิดเผยก็เท่านั้นเจ้ากับข้าต่างก็เป็นพวกครึ่งชั่งแปดตำลึง[1]”
อู๋จวินไฉกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเปิดโปงความคิดที่แท้จริงของไป๋จื่อหาง
สีหน้าของไป๋จื่อหางประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวขาวเขาพุ่งตัวเข้าหาอู๋จวินไฉด้วยความโกรธและอับอาย หมายต่อยเข้าที่ใบหน้าของอู๋จวินไฉ
“พี่ใหญ่ พวกท่านกำลังทำอะไร?!”
เสียงของไป๋รั่วเจียพลันดังขึ้นหยุดยั้งการต่อสู้นี้ได้ทันการ
เดิมนางกำลังเดินเลือกซื้อของกับเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและเสิ่นเชียนซีครั้นได้ยินพวกบ่าวไพร่กล่าวว่าไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉอยู่ที่นี่นางจึงรีบวิ่งเข้ามาด้วยความปิติยินดี
นางไม่ได้พบกับพี่จวินฉายเกือบหนึ่งเดือนแล้วนางคิดถึงเขานัก
คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเข้ามาในหอน้ำชาก็พบกับภาพเหตุการณ์ที่ไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉกำลังจะแลกเปลี่ยนหมัดกัน
“ท่านพี่แต่ก่อนท่านกับพี่ชายจวินฉายแม้แต่เหตุการณ์โต้คารมก็ยังน้อยนักเหตุใดวันนี้จึงได้โมโหรุนแรงถึงขั้นนี้ มีสิ่งใดไม่สามารถพูดจากันดี ๆ ได้หรือ” ไป๋รั่วเจียกล่าวอย่างไม่พอใจจิตใจเอนเอียงไปทางคู่หมั้น
โทสะในใจพลุ่งพล่านทว่าความลับที่ซ่อนเร้นในใจนั้นทำให้ไป๋จื่อหางไม่สามารถกล่าวออกมาได้
เขาตระหนักดีว่าไป๋รั่วเจียไม่ชอบเสิ่นจื่อโยวหากนางล่วงรู้ถึงความในใจของเขากับอู๋จวินไฉก็ไม่แน่ว่านางจะสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรออกมานางอาจจะก่อความวุ่นวายจนไก่บินสุนัขกระโดด[2]ไปทั่วตระกูลไป๋
ในยามนี้ไป๋จื่อหางจึงได้ค้นพบเสิ่นเชียนซีที่กำลังยืนอยู่ข้างกายไป๋รั่วเจียนางกำลังจ้องมองมาที่เขา
เสิ่นเชียนซีไม่ชอบไป๋จื่อหางเพราะนางมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ที่จะขึ้นเป็นพระชายาเอกแห่งองค์รัชทายาท
ทว่าไป๋จื่อหางตามตอแยนางนักกอปรกลับไป๋จื่อหางมักเลือดร้อนชักจูงได้ง่ายการหลอกใช้คนพรรค์นี้ให้จัดการเรื่องขัดหูขัดตาถือเป็นความคิดที่ดีที่สุด
ดังนั้นทุกคราที่นางพบกับไป๋จื่อหางนางจึงแสร้งปั้นท่ามีอารมณ์ลึกซึ้งต่อเขาและทุกคราไป๋จื่อหางก็จะหลงกลในกลยุทธ์นี้
เสิ่นเชียนซีหลงคิดว่าไป๋จื่อหางในวันนี้ก็จะเป็นเช่นในอดีตที่สบตานางด้วยความหลงใหลคาดไม่ถึงว่าไป๋จื่อหางจะมีเพียงสายตาสับสนซับซ้อนมองมาที่นางเท่านั้นนัยน์ตาไร้ซึ่งความลุ่มหลงใด ๆ
นี่มันเรื่องอะไรกัน เสิ่นเชียนซีบิดผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น
ไป๋จื่อหางเองก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไรแต่ไรมาทันทีที่เขาได้พบเสิ่นเชียนซีหัวใจก็จะเต้นเร็วรัวอย่างไม่อาจสะกดกลั้นแทบอดรนทนไม่ไหวที่จะรั้งตัวนางเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อมอบไออุ่นละเมียดละไมให้แก่นาง
ทว่าวันนี้เมื่อเขาได้พบกับใบหน้างดงามชวนตะลึงของเสิ่นเชียนซีในหัวของเขากลับปรากฏเป็นอีกใบหน้าหนึ่ง
...ใบหน้าของเสิ่นจื่อโยว
ไม่อาจไม่ยอมรับว่าหลังจากที่ปานบนใบหน้าของเสิ่นจื่อโยวหายไปรูปโฉมของนางถึงขั้นกล่าวได้ว่างดงามยิ่งกว่าเสิ่นเชียนซีสมกับที่เป็นบุตรสาวโดยสายเลือดของซูหวั่นเยว่โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงในปีนั้น
คลื่นอารมณ์หงุดหงิดบังเกิดขึ้นในใจของไป๋จื่อหาง
หากในคราแรกเขารู้ว่าเมื่อปานบนใบหน้าของเสิ่นจื่อโยวหายไปนางจะมีรูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้เขาก็คงไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและนางต้องตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้
ในเวลานี้เองเสียงอุทานต่ำของไป๋รั่วเจียก็ดังขึ้นทำลายความคิดของเขาลง
“เฉี่ยวเหลียนเชียนซีพวกเจ้ารีบดูนั่นสิคนที่อยู่หน้าร้านขายยันต์ตรงข้ามคือเสิ่นจื่อโยวใช่หรือไม่?!”
แทบจะในเวลาเดียวกันสายตาห้าคู่ก็มองไปยังฝั่งตรงข้ามโดยพร้อมเพรียงทว่าความนัยที่แฝงอยู่กลับต่างออกไป
ทั้งไป๋จื่อหางและอู๋จวินไฉต่างรู้สึกตื่นเต้นยินดีทว่าสายตาของไป๋รั่วเจียเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและเสิ่นเชียนซีกลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและเสิ่นเชียนซีสำหรับพวกนางแล้วความทรงจำที่เสิ่นจื่อโยวทิ้งไว้ให้พวกนางล้วนเป็นฝันร้ายที่ยากลืมเลือนทำให้พวกนางแทบอดรนทนไม่ไหวอยากจะสับร่างของตัวการฝันร้ายเป็นหมื่นชิ้น!
“พี่รองพวกเรารีบไปบอกท่านพ่อเรื่องนี้เถิดไม่นานมานี้ท่านพ่อได้เชิญยอดฝีมือระดับปราณก่อเกิดมาคนหนึ่ง หมายให้เขาจัดการกับเสิ่นจื่อโยวหญิงสารเลวผู้นี้”
พวกนางตระหนักดีถึงฝีมือการวาดยันต์อันร้ายกาจของเสิ่นจื่อโยวที่แม้แต่นักบำเพ็ญเพียรระดับแก่นปราณทองคำก็ยังถูกโค่น
ครานี้เมื่อยอดฝีมือระดับปราณก่อเกิดมาถึงแล้วพวกนางก็อยากจะรู้นักว่าเสิ่นจื่อโยวจะยังรอดพ้นจากชะตากรรมทุกข์สาหัสได้อีกหรือไม่!
ถึงยามนั้นพวกนางจะต้องให้เสิ่นจื่อโยวคุกเข่าขอขมาพวกนางกลางถนนให้จงได้!
• • •
เสิ่นจื่อโยวสังเกตได้ถึงสายตาที่จับจ้องมองมาจากหอน้ำชาที่อยู่ตรงข้ามได้อย่างรวดเร็วสายตาสองคู่ในนั้นยังร้อนแรงลุกโชนอย่างไม่อาจพรรณนา
เสิ่นจื่อโยวใช้กระแสจิตกวาดมองก็พบกับตำแหน่งของฝ่ายตรงข้าม
นางกระทั่งคลับคล้ายคลับคลาได้ยินถึงคำว่า‘ยอดฝีมือระดับปราณก่อเกิด’จากปากของเสิ่นเฉี่ยวเหลียน
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วมุมปากยกหยักเบา ๆ
พละกำลังของญาติผู้พี่เฟยอวี่ฟื้นฟูเต็มกำลังแล้วเขากำลังกลัดกลุ้มที่ไม่ได้ประลองฝีมือกับผู้ใด
ในเมื่อพวกเขาอดรนทนไม่ไหวอยากส่งตนเองมาถึงหน้าประตูเช่นนั้นนางก็จะเล่นกับพวกเขาเสียหน่อย
เสิ่นจื่อโยวเดินไปหยุดตรงหน้าซูเฟยอวี่นางสะกิดแขนของเขาก่อนกะพริบตาปริบ ๆ แล้วกล่าวกับเขาด้วยรอยยิ้ม “ญาติผู้พี่อีกครู่หากมีคนเลวจะเข้ามาจับตัวข้า ท่านจะช่วยข้าขับไล่พวกเขาไปหรือไม่”
ยากนักที่จะเห็นญาติผู้น้องแสดงท่าทีซุกซนเช่นนี้สายธนูที่อยู่ในหัวใจของซูเฟยอวี่ราวกับได้รับการสัมผัสอย่างแผ่วเบา
“แน่นอน เพียงมีญาติผู้พี่เฟยอวี่อยู่ไม่ว่าผู้ใดก็รังแกเสี่ยวโยวของพวกเราไม่ได้”
ซูเฟยอวี่มีท่าทีลังเลเล็กน้อยทว่าสุดท้ายเขาก็สะกดกลั้นไว้แล้วลูบผมของเสิ่นจื่อโยวเบา ๆ นัยน์ตาฉายประกายรักใคร่
นี่คือชีวิตที่สองของเขาเป็นชีวิตที่เสิ่นจื่อโยวมอบให้
หากไร้ซึ่งเสิ่นจื่อโยวชีวิตของเขาก็อาจจบลงตั้งแต่วันที่เปลวไฟลุกท่วมท้องฟ้าวันนั้น
ดังนั้นหากผู้ใดคิดจับตัวเสี่ยวโยวไปก็ต้องข้ามศพเขาไปก่อน![1] สำนวนจีน มีความหมายว่าต่างมีความเสมอทัดเทียมกัน
[2] สำนวนจีน เปรียบถึงความวุ่นวายอลหม่าน