ทั้งสองไม่มีแม้แต่การโต้เถียงกันด้วยซ้ำทว่ารอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างกันกลับดูตัดขาดเยื่อใยยิ่งกว่าการทะเลาะกันอย่างรุนแรงเสียอีก
เช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่สวีเหรินก้าวเท้าเข้าไปในตึกหลักของตระกูลจี้ เขาก็ถึงกับยืนอึ้ง
ทุกคนหายไปไหนหมด?
ตอนที่เขาเข้ามาทางประตูใหญ่เขาก็ไม่เห็นบอดี้การ์ดสักคนเดิมทีเขานึกว่าอีกฝ่ายคงมีธุระเลยปลีกตัวไปแต่ปรากฏว่าที่นี่ก็ไม่เห็นใครเลยแม้แต่คนเดียว นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่...
สวีเหรินรีบวิ่งขึ้นชั้นบนไปยังหน้าห้องของจี้ทิงประตูห้องถูกเปิดทิ้งไว้ เขาจึงผลักเข้าไปเล็กน้อย “อาจารย์จี้ครับ?”
ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านในเขาไม่ได้บุ่มบ่ามเข้าไป แต่เลือกหยิบโทรศัพท์ และเดินออกมาที่โถงทางเดินแทน
“ฮัลโหลครับอาจารย์จี้ ผมถึงแล้วนะครับ อาจารย์อยู่ที่ไหนครับ?”
“ผมอยู่ที่ห้องเกมในตึกทิศตะวันตก คุณมาที่นี่เถอะ”
สวีเหรินรีบวิ่งเหยาะๆไปยังจุดหมาย ทว่าพอเดินเข้าประตูไปเขาก็ต้องชะงักอีกครั้งกล่องกระดาษวางกองพะเนินอยู่เต็มพื้นจนแทบไม่มีที่ให้เดินส่วนจี้ทิงกำลังก้มหน้าก้มตาถอดสายเคเบิลออกจากตัวเครื่องหลัก
เขาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ“อาจารย์จี้ นี่มัน...”
“วันนี้คงต้องรบกวนคุณหน่อยนะ เราต้องช่วยกันแพ็กของพวกนี้ย้ายออกไป”
สวีเหรินยิ่งตกใจหนักกว่าเดิม“ย้ายออกงั้นเหรอ ย้ายไปไหนครับ?”
ใบหน้าของจี้ทิงไม่แสดงอารมณ์ใดๆเขาพูดอย่างสงบนิ่งว่า “ย้ายออกไปจากที่นี่ก่อนส่วนหลังจากนี้ค่อยหาที่ใหม่อีกที”
สมองของสวีเหรินปั่นป่วนไปหมดราวกับมีเศษสำลีอุดอยู่เขาเลียริมฝีปากพลางถามเสียงเบา “คือ...เกิดอะไรขึ้นกับที่บ้านหรือเปล่าครับ?”
“เปล่าหรอก” จี้ทิงยังคงจัดสายเชื่อมต่อในมือต่อไปน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังพูดเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไร “จี้เยี่ยนจื๋อคิดว่าผมจะไปแย่งสมบัติกับเขาเขาก็เลยไล่ผมออกจากตระกูลจี้”
“ฮะ?” ในหัวของสวีเหรินเหมือนมีอสนีบาตฟาดลงมาเสียงสนั่นจนเขานึกว่าตัวเองหูฝาดไป
เขาใช้เวลาตั้งสติอยู่นานก็ยังไม่อยากจะเชื่อ“ประธานจี้เขาพูดแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ?”
“อืม”
“เขาคิดแบบนั้นได้ยังไงกัน?” สวีเหรินหน้ามุ่ยพลางกล่าว“ด้วยความสามารถระดับคุณ ถ้าคิดจะแย่งสมบัติจริงมีหรือจะไม่แย่งมาตั้งนานแล้ว จะรอมาจนถึงป่านนี้ได้ยังไง”
จี้ทิงฉุกคิดถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้จึงเงียบไปครู่หนึ่ง“เขาไม่รู้เรื่องพวกนั้นหรอก พอมาลองคิดดูตอนนี้เขาคงจะเกลียดผมมากจนไม่อยากเห็นหน้ามากกว่า”
สวีเหรินยิ่งรู้สึกว่าจี้เยี่ยนจื๋อไร้เหตุผลเกินไปจึงเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “เขาเป็นพี่ชายคนโตของคุณไม่ใช่เหรอครับอีกอย่าง คราวก่อนคุณก็ยังช่วยแก้ปัญหาให้เขาแท้ๆ เขามีสิทธิ์อะไรมาเกลียดคุณกัน”
“ก็สิทธิ์ที่ผมเป็นลูกนอกสมรสไงล่ะและสิทธิ์ที่ความทุกข์ในวัยเด็กของเขาทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วินาทีที่สองแม่ลูกอย่างพวกเราก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน”จี้ทิงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเขาไม่ใช่คนประเภทที่จะปฏิเสธความจริงทุกอย่างของอีกฝ่ายเพียงเพราะความสัมพันธ์พังทลายลง
คำพูดนั้นทำเอาสวีเหรินจุกจนพูดไม่ออกราวกับมีก้อนสำลีมาอุดอยู่ที่ลำคออยู่นาน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงนั้นจี้ทิงจึงมองเขาอย่างสงบนิ่ง “ถ้าคุณยังเต็มใจจะอยู่ช่วยต่อก็ช่วยหยิบกล่องใหญ่ใบนั้นมาให้ผมหน่อย”
สวีเหรินรีบก้มหน้าหาทันทีก่อนจะหยิบใบที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมา “บะ...ใบนี้ใช่ไหมครับ?”
“อืม”
คราวก่อนพวกเขาสองคนใช้เวลาประกอบซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องนี้อยู่ครึ่งค่อนเดือนตอนจะรื้อถอนแม้ไม่มีความยากทางเทคนิค แต่ปริมาณงานก็นับว่าเป็นภาระใหญ่หลวงนัก
ทั้งสองต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตนไปอย่างเงียบเชียบสวีเหรินมือไม้ไม่ยอมหยุดพัก แต่ก็ยังแอบเหลือบมองจี้ทิงอยู่เป็นระยะ
แม้ภายนอกอาจารย์จี้จะดูปกติเหมือนทุกวันแต่เขากลับรู้สึกได้ว่า คนคนนี้กำลังเสียใจอยู่
สวีเหรินถอนสายตากลับมาเขาแอบรวบรวมความกล้าอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกระซิบถามว่า“อาจารย์จี้ครับ คุณคิดว่าประธานจี้เขา...เขาจะมีเหตุผลความจำเป็นอะไรที่บอกไม่ได้หรือเปล่าครับ?”
จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อยเขาวางของในมือลงแล้วหันไปมองอีกฝ่าย
สวีเหรินตกใจรีบโบกมือพัลวัน“ผม... ผมไม่ได้จะแก้ตัวแทนเขานะครับ ผมแค่รู้สึก... รู้สึกว่า...”
ดวงตาของจี้ทิงไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ“รู้สึกว่าอะไร?”
“คือยังงี้นะครับ เรื่องที่คุณเป็นลูกนอก...เรื่องนี้ประธานจี้เขาก็รู้อยู่แล้วตั้งแต่เด็กใช่ไหมครับ?” เขาจงใจเว้นคำคำนั้นไว้ก่อนจะพูดต่อ“แต่ช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของพวกคุณเห็นกันอยู่ชัดๆว่าดีขึ้นตั้งเยอะ ถ้าไม่มีเรื่องอื่นเกิดขึ้น จู่ๆประธานจี้จะกลับมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง”
สวีเหรินลอบมองสีหน้าของจี้ทิงพลางลดเสียงต่ำ“เขาคงไม่ได้เป็นบ้าไปแล้วหรอกใช่ไหมครับ?”
“เขานั่นแหละที่บ้า”
เมื่อก่อนคำพูดที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์เช่นนี้ย่อมไม่มีทางหลุดออกมาจากปากของจี้ทิงแน่ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ในวินาทีนี้เขากลับอยากจะพูดมันออกมา
“นึกจะโมโหก็โมโหขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย อยู่ๆ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟตอนแรกยังปกติดี แต่วินาทีถัดมากลับหน้าบึ้งตึงแล้วเริ่มหาเรื่องโกรธ” เขาพูดพลางทำงานในมือต่อไป ทว่าจังหวะการลงมือนั้นหนักหน่วงขึ้น “ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้บ้า แล้วจะเรียกว่าอะไรได้”
“เอ่อ...” สวีเหรินตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเขาเกาต้นคอพลางถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “แล้วเมื่อวานนี้พวกคุณทะเลาะอะไรกันหรือเปล่าครับ?”
“ไม่มี”
จี้ทิงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากสวีเหรินลากลับไปเมื่อวานอย่างสั้นๆได้ใจความ “ขากลับตลอดทางเราไม่ได้คุยกันเลยพอถึงหน้าประตูบ้าน จี้เยี่ยนจื๋อก็ระเบิดอารมณ์ออกมาซะอย่างนั้น”
สวรรค์...ประธานจี้ต้องมีอาการป่วยทางจิตจริงๆ แน่
สวีเหรินคราวนี้หมดคำพูดโดยสิ้นเชิงเรื่องนี้แม้แต่ต้นสายปลายเหตุก็ยังหาไม่เจอไม่แปลกใจเลยที่คนอารมณ์ดีอย่างอาจารย์จี้จะโกรธขนาดนี้
ทั้งสองใช้เวลาถอดชิ้นส่วนอยู่ตลอดทั้งเช้าในที่สุดก็จัดการรื้อตู้แร็คได้จนเสร็จ
จี้ทิงยกกล่องใบหนึ่งเตรียมจะนำไปไว้ที่รถเมื่อสวีเหรินเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาแย่งงานไปทันที
“อาจารย์จี้ ผมแรงเยอะ ให้ผมทำเองเถอะครับ คุณรับหน้าที่จัดของก็พอ”
จี้ทิงส่ายหน้า“ไม่เป็นไรหรอก พวกเครื่องโฮสต์พวกนี้ไม่ได้หนักอะไร”
สวีเหรินคัดค้านไม่สำเร็จทั้งสองจึงช่วยกันขนของออกไปด้านนอก
ก่อนจะเดินออกจากห้องเกมเขาพลันส่งเสียงเรียกจี้ทิงไว้ “เดี๋ยวครับอาจารย์จี้ผมขอออกไปดูข้างนอกก่อนว่ามีใครกลับมาหรือยัง แล้วเราค่อย...”
จี้ทิงเอ่ยอย่างเรียบเฉย“ไม่มีใครอยู่หรอก จี้เยี่ยนจื๋อไม่อยากให้พวกพ่อบ้านมาช่วยผมเขาก็เลยสั่งให้ทุกคนหยุดงานให้หมด”
สวีเหรินถึงกับพูดไม่ออกประธานจี้ก็เป็นถึงประธานกลุ่มบริษัทซื่อลี่ ทำไมถึงทำตัวใจแคบได้ขนาดนี้กันนะ
เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาแต่ถ้ามองในแง่ดี นี่ก็ถือว่าช่วยลดภาระให้พวกเขา อย่างน้อยเมื่อคนอื่นไม่อยู่พวกเขาก็ไม่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ เวลาขนย้ายกล่องพวกนี้
ทั้งสองเดินแบกของไปมาสิบกว่าเที่ยวในที่สุดก่อนที่ตะวันจะตกดิน รถทั้งสองคันก็ถูกอัดแน่นจนเต็ม
หลังจากนั่งดื่มน้ำพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งจี้ทิงก็หมุนปิดฝาขวดน้ำพลางถามว่า “สวีเหรินคุณขับรถเป็นไหม?”
“ผมเคยเรียนมาตอนหางานทำครับเพื่อความสะดวกแต่ตั้งแต่ได้ใบขับขี่มาก็ยังไม่เคยขับจริงเลยครับ”
จี้ทิงครุ่นคิดดูแล้วเห็นว่าไม่ควรเสี่ยง“ถ้าอย่างนั้นผมจะทยอยขับรถออกไปทีละคันคุณนั่งรออยู่บนคันใดคันหนึ่ง พอผมส่งคันแรกเสร็จจะนั่งรถย้อนกลับมารับคุณ”
“ตกลงครับ!”
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนจี้ทิงขับรถตู้คันหนึ่งไปจอดทิ้งไว้ในจุดที่ห่างจากคฤหาสน์ไปราวสองสถานีรถเมล์จากนั้นก็ให้สวีเหรินนั่งเฝ้าของอยู่ในรถ
...
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเศษในขณะที่สวีเหรินกำลังนั่งอ่านเอกสารวิชาการอยู่นั้น โทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้น
เขาหยิบมาดูแล้วจึงกดรับสาย “สวัสดีครับ คุณลู่”
ลู่เหยียนชูเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ถ้าวันนี้คุณพอจะมีเวลา สะดวกมาที่บ้านผมสักหน่อยไหมครับเดี๋ยวผมไปรับคุณเอง”
“ขอโทษด้วยครับ วันนี้ผมไปไม่ได้จริงๆ” สวีเหรินไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนจึงโพล่งออกไปว่า“ตอนนี้ผมกำลังช่วยอาจารย์จี้ย้ายบ้านอยู่น่ะครับ”
ย้ายบ้าน?