“นางมิได้เอ่ยวาจาสามหาวอันใด เป็เ้าที่ปิดบังข้า หลอกลวงเบื้องสูง มีโทษสมควรตายเป็หมื่นครั้ง !”
บุรุษในอาภรณ์สีเหลืองลายัเดินเข้ามาพร้อมกับเสียงตวาดกึกก้องราวอสุนีบาต เขาจ้องมองฮองเฮาด้วยแววตาวาวโรจน์ด้วยความเจ็บใจที่ถูกคู่ชีวิตทรยศหักหลัง
พระสุรเสียงของฮ่องเต้ที่เต็มไปด้วยความพิโรธนั้นทำให้เฟิงอี๋ถึงกับตัวสั่น ลืมแม้กระทั่งว่าจะต้องยอบกายเอ่ยถวายความเคารพ ส่วนฟางเหรินกุ้ยเฟยและข้ารับใช้คนอื่น ๆ ต่างคุกเข่าถวายความเคารพฮ่องเต้
จากนั้น ฟางเหรินกุ้ยเฟยลอบยกยิ้ม ในเมื่อฮ่องเต้เสด็จมาเองแล้ว นางจึงไม่ต้องเปลืองแรงกระทำสิ่งใดอีก จึงให้นางกำนัลไปนั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง แล้วทอดตามองคนทั้งคู่ราวกับว่าอีกไม่นานภาพการแสดงที่งดงามตระการตากำลังจะปรากฏอยู่ตรงหน้า
“เสด็จพี่ทรงตรัสเื่อันใด หม่อมฉันไม่เข้าใจ”
ริมฝีปากขาวซีดเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง นางได้รับความเฉยเมยจากสามีมาร่วมเดือน พบหน้ากันอีกครั้งเขากลับจะเอาชีวิตของเธอและลูกน้อยเสียแล้ว
“รับสั่งเื่ใดงั้นรึ เ้ารู้อยู่เต็มอกว่าตนทำผิดเื่ใด ยังจะแสร้งตีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ คิดว่าเราหูหนวกตาบอดแล้วรึ”
ฮ่องเต้เฉินเฉิงเชิดพระพักตร์ขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว สองมือไพร่หลัง แผ่นหลังเหยียดตรง เรือนร่างสูงเด่นงามสง่าสมดั่งผู้อยู่บนบัลลังก์ั อยู่เหนือคนนับล้าน
“หม่อมฉันไม่เคยทำผิดต่อพระองค์”
แม้เสียงของฮองเฮาจะแ่เบา แต่คำนั้นหนักแน่น นับั้แ่นางอภิเษกกับประมุขของแผ่นดิน ทั้งจิตใจและร่างกายก็มอบไว้บนฝ่ามือเขาเพียงเดียว เป็เขาเองต่างหากที่มีสนมนางในนับร้อย แม้จะต้องจนความที่เจ็บซ้ำที่ต้องแบ่งปันสามีให้หญิงอื่น แต่นางก็อดทนฝืนกล้ำกลืนความเก็บซ้ำนั้นเอาไว้ เพราะตระหนักดีว่า สามีที่รักเป็ฮ่องเต้ ที่มีชีวิตเพื่อแผ่นดิน มิได้มีไว้ให้นางเพียงผู้เดียว
“ไม่เคยทำผิดต่อข้างั้นรึ !”
ฮ่องเต้ทรงสาวพระบาทตรงเข้าหาฮองเฮา มือแกร่งบีบไหล่นางทั้งสองข้างอย่างแรง จากนั้นก็ตะคอกใส่หน้าของนางว่า “แล้วบุรุษที่เ้าชุกซ่อนเอาไว้ใรคราบของขันทีในตำหนักของเ้าคืออะไร แล้วยังจะยาบำรุงครรภ์ที่เ้าดื่มทุกวัน คือ อะไร คิดว่าเราโง่จนไม่รู้ว่าเ้าแอบคบชู้จนตั้งครรภ์หรืออย่างไร !”
สิ้นคำ เขาก็พลักร่างสั่นสะท้านลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี
ตุบ
นางกำนัลส่งเสียงกรี้ดออกมาเบา ๆ ด้วยความใ แล้วรีบเข้าไปประคองร่างฮองเฮาบนพื้น เฟิงอี๋ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บหน่วงที่ท้องน้อยแปลก ๆ มือเรียวรีบยกขึ้นกุมท้องตามสัณชาตญาณ พลางบอกลูกน้อยในใจว่า - เด็กดีเข้มแข็งไว้นะลูก แม่อุตส่าห์เฝ้ารอเ้ามาสิบกว่าปี เ้าต้องอยู่กับแม่นะ –
เหงื่อผุดพรายขึ้นตามหน้าผากขาวไร้สีของฮองเฮา นางกัดฟันข่มความเ็ปเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “หม่อมฉันถูกปรับปรำ เด็กในครรภ์นี้คือเืเนื้อเชื้อไขของพระองค์นะเพคะ”
ฮ่องเต้สูดลมหายใจเข้าพระอุระเพื่อระงับความโกรธในใจ แค่นเสียงขึ้นจมูกว่า
“ลูกของเรารึ เรามาตำหนักเ้าแค่ไม่กี่ครั้ง อีกทั้งหากเ้าจะตั้งภรรภ์ควรตั้งครรภ์ตั้งนานแล้ว ไยมาท้องตอนนี้ ตอนที่เ้าซุกซ่อนบุรุษไว้ในตำหนัก ทหารนำตัวชายโฉดผู้นั้นออกมา !”
ประโยคสุดท้ายฮ่องเต้สั่งทหารองครักษ์เสียงดังลั่น ใบหน้าถมึงถึงด้วยความโกรธ
ไม่นานนักทหารสองนายก็นำบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งในชุดขันทีของตำหนักเฉียนชิงเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์
“เ้าจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักมันรึ”
ฮ่องเต้เอ่ยถามเสียงเฉียบเย็น
“หม่อมฉันไม่รู้จักคนผู้นี้จริง ๆ เพคะ”
เฟิงอี๋ส่ายหน้าตอบ
ฟางเหรินกุ้ยเฟยที่นั่งชมละครอยู่ข้าง ๆ ขยับกายลุกขึ้นดุจบุปผาไหวตามลม แล้วเข้าคล้องแขนฮ่องเต้พลางปรายตามองคนบนพื้นอย่างเย้ยหยั่นก่อนเอ่ยเสียงหวานเฉกเดิมว่า
“โจรที่ไหนกันจะยอมรับว่าตนเองขโมยของ ไม่สู้ถามคนในตำหนักคนอื่นดีหรือไม่เพคะ”
เมื่อฮ่องเต้พยักหน้าเป็เชิงอนุญาต นางจึงเรียกข้ารับใช้ตำหนักเฉียนชิงที่เป็คนของนางออกมาซักถาม “ไท่เจี้ยนเ้ารู้จักบุรุษผู้นี้หรือไม่”
หัวหน้าขันทีของตำหนักเฉียนชิงเหลือบมองฟางเหรินกุ้ยเฟย และองค์ฮ่องเต้ จากนั้นก็หมอบตัวสั่นอยู่กับพื้นพลางส่งเสียงที่ฟังไม่ได้ความว่า
“กระหม่อม... กระหม่อม... คือ.. กระ...”
“อยู่ต่อหน้าข้าเ้ายังไม่พูดความจริงมาอีก !”
ฮ่องเต้ตวาดออกมา สนมรักที่ยืนอยู่ข้างกายจึงลูบอกของเขาเบา ๆ คล้ายกับกำลังปลอบเขาให้สงบสติอารมณ์
“ชายผู้นี้เป็คนที่ฮองเฮานำมาเลี้ยงไว้ในตำหนักพระเ้าค่ะ”
หัวหน้าขันทีผู้นั้นะโออกมาทั้งที่ยังหมอบอยู่ ไม่เหลือบมองชายแปลกหน้าผู้นั้นด้วยซ้ำ
เมื่อหลักฐานทุกอย่างต่างชี้ชัดว่านางลอบคบชายชู้ ฮองเฮาได้แต่ส่ายหน้าอย่างช้า ๆ นึกไม่ถึงว่าคนพวกนี้จะรวมหัวกันใส่ร้ายนาง
“หม่อมฉันถูกใส่ความเพคะ เสด็จพี่โปรดใคร่ครวญด้วย”
เฟิงอี๋ร้องออกมาพลางสะอื้นไห้ แม้นเป็ฮองเฮาแต่นางก็ไม่เคยข่มเหงรังแกสนมนางใด แต่ไยพวกนางถึงไม่ยอมละเว้นนางกับลูก !
ฮ่องเต้ไม่ฟัง อีกทั้งไม่มองหน้านางแม้แต่น้อย เขาเชิดหน้าขึ้นแล้วตรัสสั่งลงโทษนางทันที
“ให้นางกินยาขับก้อนเืชั่ว ๆ ออกมาซะ และมอบผ้าขาว แล้วสั่งปะาตระกูลนนางเก้าชั่วโคตร !”