บทที่ 48 ฟู่อวิ่นซางคือชีวิตของฉัน
เยี่ยเจียกลับมาถึงห้องทำงาน เธอก็วางแก้วกาแฟลงในทันที จากนั้นก็รีบวิ่งไปที่ห้องน้ำเพื่อล้างหน้า
เธอตกใจจนตื่นเต้นไปหมด ไม่จำเป็นต้องดื่มกาแฟเพื่อให้สดชื่นแล้ว
เธอมั่นใจถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เว้นเสียแต่ความทรงจำของเธอจะมีปัญหา ว่าคนที่พยายามจะผลักเธอลงสระน้ำพุในวันนั้นคือเว่ยกวางอวี๋!
อีกหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ก็เผื่อไว้สำหรับการคาดการณ์อันผิดพลาดของเธอ
เธอหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อปรับจังหวะหัวใจที่ยังเต้นระรัว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่องกดดัน ที่จริงแล้วมันเจ็บนิดหน่อย เธอใช้เวลาอยู่นานกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ แต่จู่ ๆ ก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้วิญญาณเธอเกือบจะหลุดออกจากร่างอีกครั้ง
“สวัสดีค่ะ” เธอรับโทรศัพท์ด้วยความตกใจ
“เสียงคุณฟังดูไม่ค่อยดีเลย คุณอยู่ที่ไหน” ปลายสายเป็นเสียงของเลี่ยวเฉินอี้
“ฉันจะไปหาคุณที่ตึกสามเดี๋ยวนี้แหละ ตอนนี้ฉันอยู่ในห้องน้ำ”
“ตึกสาม? พวกเรากำลังถ่ายทำที่ตึกห้านะ…” เลี่ยวเฉินอี้พูดแล้วหยุดชะงัก เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงสั่งอย่างร้อนใจว่า “หาที่ซ่อนตัวก่อน ผมจะไปหาคุณเดี๋ยวนี้”
ซ่อน?
เยี่ยเจียมองไปรอบ ๆ ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำ เธอจึงซ่อนตัวและล็อกประตู
ตั้งแต่เด็กจนโต ชีวิตของเธอไม่ได้ราบรื่นเสมอมา แต่ไม่เคยรู้สึกว่าความตายกำลังไล่ล่าเธอ จนกระทั่งบ่ายวันนี้ เธอรู้สึกกลัวจริง ๆ
ตอนแรก เขาพยายามจะผลักเธอลงสระน้ำพุ พอมาตอนนี้ ก็มาบอกเธอผิดชั้น เว่ยกวางอวี๋คนนี้กำลังคิดจะทำอะไรกันแน่?
โชคดีที่เลี่ยวเฉินอี้รีบมาถึงห้องน้ำอย่างรวดเร็ว และบอกให้เธอออกมาได้แล้ว เยี่ยเจียจึงรู้สึกสบายใจ เดินออกจากห้องน้ำมาด้วยขาที่สั่นเทา
เลี่ยวเฉินอี้เห็นสภาพของเธอแบบนี้ เขาก็มองไปรอบ ๆ เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใคร จึงประคองไหล่พาเธอไปนั่งที่คาเฟ่ของบริษัท
เมื่อได้กินเค้กชิ้นเล็ก ๆ ที่เขาสั่งมาให้ เยี่ยเจียก็สั่นน้อยลง แต่สภาพจิตใจยังคงแย่มาก เห็นสภาพแบบนี้แล้ว ไม่ต้องถาม เลี่ยวเฉินอี้ก็รู้ว่าเธอเจอปัญหา และวันนี้ เรื่องตึกสามกับตึกห้าก็คงเป็นครั้งที่สองที่เธอโดนหลอก
ถึงเขาจะอยู่ในวงการบันเทิงมานานจนแทบไม่ได้ใช้สมองเลย แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องราวกลั่นแกล้งแบบนี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไร
เพียงแต่ เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดยังไงดี
เมื่อเห็นว่าเธอไม่พูดอะไรเลย เลี่ยวเฉินอี้จึงพูดตรง ๆ แบบลูกผู้ชาย “คุณช่วยเล่าเรื่องราวให้ผมฟังหน่อยได้ไหม ผมจะได้ดูว่ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้บ้าง”
เธอส่ายหัว
เลี่ยวเฉินอี้ก็รู้สึกร้อนรนใจ “ผมมีเพื่อนเป็นนักข่าวอยู่เยอะ ผมจะให้พวกเขาช่วยคุณสืบหา อย่างน้อยก็ดีกว่าคุณไปหาเองแบบมั่ว ๆ ไม่ใช่เหรอ ถ้าวันนี้คุณไปที่ตึกสามจริง ๆ จะทำยังไง”
เยี่ยเจียคิดแล้วก็รู้สึกหวาดกลัว หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เล่าเรื่องที่สวนสนุกให้เลี่ยวเฉินอี้ฟัง รวมถึงเรื่องที่เธอสงสัยเว่ยกวางอวี๋ด้วย
เว่ยกวางอวี๋...
เลี่ยวเฉินอี้จำคนคนนี้ได้ ดูเหมือนจะเป็นคนซื่อ ๆ ทำงานละเอียดรอบคอบ งานที่ได้รับมอบหมายแทบจะสำเร็จลุล่วงไปเสียทุกอย่าง ปกติชายคนนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยมีตัวตนสักเท่าไร
ที่เฉินอี้จำเขาได้ก็เพราะว่า ผู้จัดการแผนกที่พาเยี่ยเจียมาที่กองถ่ายในวันแรก ก็ชื่อเว่ยกวางอวี๋
“ผมเข้าใจแล้ว เรื่องนี้ผมจะจัดการเอง ผมจะรีบหาคำตอบให้คุณ ส่วนวันนี้... เราลองไปดูที่ตึกสามกันเถอะ” เลี่ยวเฉินอี้โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย มองไปยังหญิงสาวด้วยสายตาดูมีเลศนัย “กล้าไหม?”
“ก็ต้องไปอยู่แล้วสิ” เธออยากจะดูว่าเว่ยกวางอวี๋คนนี้ต้องการทำอะไร
เยี่ยเจียเดินเข้าไปในตึกสามก่อน เลี่ยวเฉินอี้ก็เดินตามอยู่ข้าง ๆ
ตึกสามมีลิฟต์ทั้งหมดสองตัว ตัวหนึ่งเป็นลิฟต์ขึ้นลง เชื่อมตรงไปยังสำนักงานของฟู่อวิ่นซาง อีกตัวหนึ่งเป็นลิฟต์ขนของที่ใช้กันเป็นปกติ
ชั้นหนึ่งเป็นล็อบบี้ และชั้นสองเป็นสำนักงานที่เชื่อมต่อกัน แต่ทั้งหมดเป็นของศูนย์วิจัยและพัฒนา พวกเขาไม่ค่อยได้มาที่ตึกสำนักงานบ่อยนัก จึงดูเงียบเหงาและวังเวง
ตรงกลางล็อบบี้เป็นโคมไฟคริสตัลที่สวยหรูเอามาก ๆ
เยี่ยเจียคิดว่าบางทีโคมไฟคริสตัลอาจจะมีอะไรบางอย่าง เธอจึงถอยห่างออกไป
เธอรออยู่สักพัก แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์พิเศษอะไรเกิดขึ้น ส่วนเลี่ยวเฉินอี้ ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสงสัยว่า เว่ยกวางอวี๋อาจจะจำตึกผิดก็เป็นได้
แต่แล้วในตอนนั้นเอง ก็มีเสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้น
จู่ ๆ ประตูลิฟต์ก็เปิดออก
ฟู่อวิ่นซางเดินออกมาจากลิฟต์พร้อมกับคู่ค้าอีกสองสามคน เขาถูกล้อมอยู่ตรงกลาง คนรอบข้างถือเอกสารพูดคุยกันไม่หยุด สิ่งที่คุยกันล้วนเป็นศัพท์เฉพาะทางทั้งนั้น
ฝูงชนเดินออกมา เลี่ยวเฉินอี้จึงดึงเยี่ยเจียเข้ามาอยู่ข้าง ๆ ตัวเองโดยไม่ทันคิด
คนสุดท้ายที่เดินออกมาจากลิฟต์คือสวีเสี้ยนหย่า เธอกอดแขนฟู่อวิ่นซางอย่างสนิทสนม ขัดจังหวะคำพูดของคู่ค้า และชี้ให้เห็นจุดที่ไม่สมบูรณ์ในคำพูดของเขา
โลกช่างกลมอะไรอย่างนี้
เยี่ยเจียมองพวกเขาที่เดินออกมาจากลิฟต์ด้วยสายตาเลิ่กลั่ก เธออยากจะดำดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ฟู่อวิ่นซางกลับรู้สึกถึงสายตาของเธอ เขาหันหน้ามา แล้วจับจ้องไปที่มือของเลี่ยวเฉินอี้ซึ่งกำลังโอบไหล่ของเธออยู่ ฝีเท้าของเขาชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด สวีเสี้ยนหย่ารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขา เธอจึงหันหน้าตามมา
เมื่อเห็นว่าเป็นเยี่ยเจีย เธอก็ยิ้มอย่างสะใจ แต่เมื่อสายตาของเธอประสานกับเลี่ยวเฉินอี้กลับรู้สึกใจสั่นขึ้นมา
ผู้ชายคนนั้นกำลังยิ้มอยู่อย่างเห็นได้ชัด แต่กลับเหมือนดอกไม้ชุบยาพิษ
เธอไม่อยากจะใส่ใจสองคนนั้นมากนัก รีบเบนสายตาไปทางอื่นทันที แล้วทำท่าสนิทสนมเอนตัวไปข้าง ๆ ฟู่อวิ่นซาง “พี่อวิ่นซาง ฉันว่าราคานี้น่าจะเหมาะสมแล้วนะคะ นี่ถือว่าถูกลงมากแล้ว”
ฟู่อวิ่นซางขยับตัวไปทางด้านข้างครึ่งก้าวโดยไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา เขาพยักหน้ารับอย่างเฉยเมย แล้วกำชับว่า “เธอไปจัดการต่อเถอะ ฉันยังมีธุระอื่นอีก”
“แต่ว่า…”
“เธอเป็นคนเก่ง เจรจาต่อรองคนเดียวได้สบายอยู่แล้ว”
ในเมื่อฟู่อวิ่นซางพูดมาขนาดนี้แล้ว ถึงแม้สวีเสี้ยนหย่าอยากจะตามไปด้วยก็ทำไม่ได้ เธอมักจะทำตัวเป็นสาวน้อยออดอ้อนออเซาะวิ่งตามเขาอยู่เสมอ แต่เธอก็แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้เวลาอยู่ต่อหน้าเขา และถ้าหากเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องงานในจังหวะแบบนี้ แถมยังมีเยี่ยเจียอยู่ด้วย เธอต้องโดนหักคะแนนแน่ ๆ
สวีเสี้ยนหย่าได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ “ฉันรู้ค่ะ ก็แค่อยากกินข้าวกับพี่เท่านั้นเอง งั้นไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะคะ พี่อวิ่นซางไปทำงานเถอะ”
ระหว่างที่ทั้งสองคุยกัน เยี่ยเจียและเลี่ยวเฉินอี้ก็เดินจากไปแล้ว
สวีเสี้ยนหย่าชายตามองไปยังทิศที่ทั้งสองค่อย ๆ เดินจากไป มุมปากก็กระตุกรอยยิ้มอย่างภูมิใจ
ออกจากตึกสามไปได้ไม่นาน ลมแรงก็พัดเข้ามา เยี่ยเจียขยี้ตาแรง ๆ แต่มือกลับถูกเลี่ยวเฉินอี้จับเอาไว้
เขาโน้มตัวลงบังลมให้เธอ ช่วยเป่าเอาทรายในตาออกให้ แต่ตาของเธอก็ยังคงแดงก่ำราวกับกระต่าย
“คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่าคุณร้องไห้เพราะหึงสามี” เลี่ยวเฉินอี้พูดเย้าแหย่
“ลมมันพัดมาแรงมากเลย ฉันตกใจหมด” เธอตอบด้วยน้ำเสียงหงอยเหงา
เยี่ยเจียไม่ได้อ่อนแอจนถึงขั้นเห็นฉากเหล่านั้นแล้วจะร้องไห้ แค่ในใจรู้สึกขมขื่นเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นทรมานใจมากมายจนทนรับไม่ได้
เลี่ยวเฉินอี้ส่งเสียง ‘หึ’ ในลำคอ “คุณสู้ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้หรอก ดูเหมือนเธอจะเจ้าแผนการมากกว่าคุณ คุณเห็นสามีของตัวเองกอดผู้หญิงคนอื่นแล้วนี่ แล้วทำไมล่ะ ทำไมยังไม่ยอมมาซุกในอกผม ทำให้เขาหึงสิ ให้เขาได้รู้ถึงความรู้สึกของคุณ”
“เขาไม่ได้ใส่ใจฉันเท่าที่ฉันใส่ใจเขาหรอกค่ะ” เธอหัวเราะประชดชีวิตตัวเอง
“ไม่ใช่นะเยี่ยเจีย คุณลองส่องกระจกดูตัวเองสิ คุณไม่ได้ขี้เหร่เลยนะ ทำไมถึงต้องจริงจังกับผู้ชายที่เจ้าชู้ขนาดนั้นด้วย”
เขาพูดแบบนี้อีกแล้ว
เลี่ยวเฉินอี้ที่พอร้อนใจขึ้นมาทีไรก็จะเริ่มพูดประโยคเร็วรัว
“แล้วคุณล่ะ ทำไมถึงรักน้องสาวขนาดนั้น”
“มันไม่เหมือนกัน เธอเป็นน้องสาวของผม ผมเลยรักเธอมากกว่ารักตัวเอง”
“เลี่ยวเฉินอี้ น้องสาวของคุณก็เป็นแค่ญาติ คุณเอาแต่พูดถึงเธอตลอด… แต่คุณรู้อะไรไหม สำหรับฉันแล้ว… ฟู่อวิ่นซางไม่ใช่คนรัก ไม่ใช่ญาติ แต่เป็นชีวิตของฉัน” เยี่ยเจียพูดออกมาอย่างจริงจังและระมัดระวังมาก
ลมพัดผ่านที่ข้างหู เลี่ยวเฉินอี้ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง