25 งานเลี้ยงเต้นรำ (2)
25งานเลี้ยงเต้นรำ (2)
“ท่านแม่นมของข้าอยู่ไหน”
องค์แดริสทอดพระเนตรซ้ายขวามองหา ก่อนจะทรงหันกลับมาที่ฟีออนราวกับรอคำตอบนั้น
“อะ...เอ่อ...เห็นว่าท่านแม่นมเพลียเล็กน้อยจึงไปพักผ่อนเพคะ หม่อมฉันจะรีบไปตามหาท่านแม่นมเพคะ”
รับสั่งนั้นไม่ได้มีผลเพียงแค่กับฟีออน แต่ไม่ว่าจะเป็นข้าหลวง นางกำนัล ต่างวิ่งวุ่นจ้าละหวั่นไปตามหาท่านแม่นมกันใหญ่ ฟีออนขยับตัวยังไม่ทันได้ถึงห้าก้าว ก็มีเสียงบอกต่อๆ กันมาว่า แม่นมที่หลบไปพักด้านในห้องเตรียมงานกำลังเดินออกมา
องค์แดริสแย้มสรวลออกกว้างก่อนจะเดินไปรับหญิงชราสวมชุดสีม่วงเรียบร้อยสมวัยที่หน้าประตู หากจะกล่าวถึงสตรีคนใดที่องค์แดริสทรงรักเคารพที่สุด ก็คงจะเป็นใครคนอื่นไปไม่ได้อีกแล้ว นอกจากผู้ที่พระองค์นับถือป็นมารดาคนที่สองผู้นี้
“เต้นรำกับข้าสักหน่อยได้ไหมขอรับ ท่านแม่...”
ไม่เพียงแค่แม่นมเจน แต่เป็นใครอีกหลายคนที่อยู่ในบริเวณนั้นที่ได้ยินอย่างชัดเจนต่างอมยิ้มอย่างปลื้มปิติ หญิงชราอมยิ้มกว้างรับชายหนุ่มที่เลี้ยงดูมากับมือตั้งแต่แรกกำเนิด ฟีออนมองภาพนั้นก่อนจะยิ้มขึ้นตามอย่างอดไม่ได้ ในขณะที่ผู้คนอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาอูลนั้นได้แต่ถอนใจอย่างโล่งอก
เสียงปรบมือดังสนั่นขึ้นทั่วท้องพระโรง เมื่อท่านแม่นมกับองค์เหนือหัวออกมาเต้นรำที่กลางลานเป็นคู่แรก ดนตรีทำนองไพเราะเชื่องช้าเริ่มบรรเลง มันอาจไม่นับว่าเป็นการเต้นรำได้ชัดเจนนัก เพราะดูแล้วทั้งสองเพียงจะแค่ขยับไปมาเบาๆ หัวเราะพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มเท่านั้น ก่อนที่ชายหญิงคู่อื่นๆ ก็เริ่มเดินออกมาร่วมวงที่กลางงานเต้นรำ ราวกับนี่ไม่ใช่เพียงงานจับคู่ขององค์ราชาเพียงพระองค์เดียว
ไม่ทันจบเพลงดีนักองค์กษัตริย์ก็เดินกลับมาส่งแม่นมเจนกลับไปนั่งพัก ซ้ำยังรับสั่งย้ำอีกว่าห้ามไม่ให้นางลุกขึ้นไปหยิบจับดูแลงานโน่นนี่อะไรอีกแล้ว จากนั้นก็เสด็จไปยังโต๊ะของแขกจากคาบันเน่ย์และโค้งเชิญเจ้าหญิงมาโมเนตออกมา ภาพเหล่านั้นตอกย้ำให้เป็นที่รู้กันชัดเจนทีเดียวว่า งานมงคลที่จะจัดขึ้นในอีกไม่นานข้างหน้านี้คาบันเน่ย์ยืนอยู่ตรงหน้าเส้นชัยแล้ว
“เมื่อครู่นี้เป็นภาพที่น่ารักเหลือเกินเพคะ” มาโมเนตชวนคุย ทั้งสองขยับไปอย่างสง่างามตามจังหวะเนิบนาบของดนตรี
“ขอบคุณ แต่เข้าเรื่องของเราเถอะ เจ้าตัดสินใจเลือกคำตอบได้หรือยังมาโมเนต”
เจ้าหญิงต่างแดนลอบถอนพระทัย “ช่างเป็นคำถามที่ตรงข้ามกับบรรยากาศของเราเหลือเกินนะเพคะ”
“ข้าไม่เคยพูดอะไร คนอื่นก็แค่คิดกันไปเองเท่านั้น คำตอบล่ะ...”
“หม่อมฉันมีตัวเลือกหรือเพคะ ทำไมไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย”
“เจ้าเลือกได้เสมอมาโมเนต แค่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เจ้าเลือกเองก็เท่านั้น”
“หม่อมฉันอยากได้เวลาตัดสินใจอีกสักวัน เอาไว้พรุ่งนี้ยามบ่ายเรานัดจิบชากันอีกสักครั้งได้ไหมเพคะ”
“ได้แน่นอน ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งเจ้าไปหาคนที่จะทำให้เจ้าค้นพบคำตอบได้เร็วขึ้นก็แล้วกัน” องค์แดริสรอให้ถึงช่วงจังหวะหนึ่งของเพลงที่ลงตัวสำหรับการหยุดเต้นรำ และโค้งขอบคุณพร้อมกับองค์หญิงที่ย่อกายแสดงความขอบคุณเช่นกัน
เจ้าเหนือหัวเสด็จนำพาพระนางกลับไปยังกลุ่มของนายทหารคนสนิท และส่งต่อองค์หญิงให้กับคาอูลท่ามกลางสายตาความแปลกใจของผู้ที่มองมา
“องค์หญิงคงอยากจะเต้นรำต่อแต่ข้าคงต้องทำหน้าที่เต้นกับคนอื่นต่อแล้ว ฝากด้วยนะคาอูล” รับสั่งเสร็จสรรพก็เอื้อมพระหัตถ์ไปจับแขนของคาอูลขึ้นมา ก่อนจะปล่อยข้างที่จับมือของมาโมเนตไว้ลงบนมือของคาอูล
“ให้เกียรติเต้นรำกับข้าสักหน่อยได้ไหมคะ ท่านคาอูล”
หลังองค์แดริสเสด็จจากไป คาอูลก็แทบไม่มีเวลาให้แปลกใจอะไรต่อ เมื่อองค์หญิงต่างแดนออกปากมาเช่นนั้น
“เป็นเกียรติกับกระหม่อมเป็นอย่างยิ่งต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากที่ตอบรับไปเช่นนั้นแล้วทั้งสองก็เดินออกไปยังกลางลานเต้นรำอีกครั้ง ทิ้งให้ชามีกับเบลลาฟีมองหน้ากันอย่างตะขิดตะขวงใจ
บทเพลงดูจะบรรเลงในจังหวะที่เร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหากับคู่ซ้อมเต้นรำที่ร่วมซ้อมมาด้วยกันแล้วเป็นอย่างดี
“ท่านคงตกใจที่อยู่ๆ ฝ่าบาทก็ส่งข้ามาให้แบบนี้”
“องค์หญิงน่าจะตกใจมากกว่ากระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ แต่อย่าได้เสียพระทัยไปเลย ฝ่าบาทคงโดนกำชับมาว่าต้องเต้นรำกับทุกคนเพื่อให้เกียรติกับแขกที่เชิญมา”
“ข้าเสียใจนะแต่ไม่ใช่เรื่องนี้หรอก ท่านคาอูล...ท่านเคยไปที่คาบันเน่ย์หรือเปล่าคะ”
“ไม่เคยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเคยลงใต้ไปไกลที่สุดเพียงแค่ตอนเหนือของโมธ่า”
“ถ้าอย่างนั้นท่านชื่นชอบอาหารพื้นเมืองของคาบันเน่ย์ไหมคะ ถ้าได้ทานบ่อยๆ ท่านจะทานได้ไหม”
คาอูลมีโอกาสได้ลิ้มลองอาหารพื้นเมืองของคาบันเน่ย์เมื่อสี่วันก่อน ณ ที่พำนักของคณะเดินทางจากคาบันเน่ย์
“รสชาติอาจจะแปลกหน่อยสำหรับกระหม่อม แต่คงไม่มีปัญหาพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่กระหม่อมคิดว่าอยู่ที่นี่คงไม่มีโอกาสได้ทานบ่อยถึงเพียงนั้น"
“ข้าไม่ค่อยชอบอาหารพื้นเมืองของจีโอเนสเลย”
“ถ้าเช่นนั้นต่อไปฝ่าบาทก็คงจะสั่งให้ห้องเครื่องทำอาหารพื้นเมืองของคาบันเน่ย์ถวายอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่มีที่ไหนถูกปากเท่ากับได้ทานอยู่ที่บ้านเมืองตัวเอง ข้าอยากจะกลับไปทานที่บ้านข้ามากกว่า”
“เอ่อเรื่องนั้นกระหม่อมเกรงว่า...” ในขณะที่กำลังพยายามสรรหาถ้อยคำมาปลอบพระทัยองค์หญิงต่อ สายตาของคาอูลที่กวาดมองไปรอบนอกนั้นก็ไปปะทะเข้ากับฟีออนที่ยืนจ้องมองมาที่เขาอย่างนิ่งงัน
“ท่านคาอูลคะ...”
“อะ... พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง” ชายหนุ่มสะดุ้งรู้สึกตัวแล้วหันกลับมามองคู่เต้นรำของตน
“ท่านอยากจะลองไปอยู่ที่คาบันเน่ย์บ้างไหม”
ขาของคาอุลหยุดชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามนี้ เจ้าหญิงมาโมเนตก็เช่นกัน
“คราวก่อนข้าเคยถามคำถามนี้กับท่านมาแล้ว ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังมายืนทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยเหตุผลอันใด”
หัวคิ้วของคาอูลเริ่มขมวดเข้าหาจนแทบจรดติดกัน และในเมื่อคนสนิทขององค์แดริสยังนิ่ง เจ้าหญิงต่างแดนก็รับสั่งถามขึ้นอีกคำถาม ซึ่งมันได้ปิดประตูตอกฝาโลงคาอูลแทบจะในทันที
“ข้าอยากจะลองถามท่านอีกสักครั้ง หากต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับหัวใจ ท่านจะเลือกสิ่งใด...”
แดริสแทบจะยืนไม่อยู่แล้วหลังจบสิ้นการเต้นรำกับหญิงสาวในลำดับสุดท้าย เขาแทบจะจำใบหน้าจำชื่อของใครไม่ได้สักคน จำไม่ได้แม้แต่ว่าได้พูดคุยอะไรไปบ้าง ดูเหมือนกับหญิงสาวบางคน เขาก็ไม่ได้พูดอะไรหรือตอบคำถามของพวกนางกลับเลย การเต้นรำไม่ได้เต้นขึ้นตลอดเวลา เขายังได้มีโอกาสมานั่งพักบ้างทุกๆ ครึ่งชั่วยาม และแก้กระหายด้วยการยกแก้วไวน์ครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งเดียวที่รู้สึกอยู่ทุกขณะจิตยามเต้นรำกับสตรีคนใดก็ตาม คืออาการเวียนหัวกับกลิ่นน้ำหอมของพวกนางแต่ละคนเหลือเกิน
งานเลี้ยงจบสิ้นเลิกราไปในที่สุด แดริสพักอยู่ในห้องรับรองใกล้กับท้องพระโรงที่จัดงานเลี้ยงเพื่อพักให้หายเหนื่อย ท้องก็ร้องอยู่เอาการ จะว่าไปแล้วเขาก็ทำสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดทั้งงานไม่มีเวลาหาอะไรลงท้องเลยสักนิด
“มีของกินบ้างไหม ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย” แดริสเอนหลังหลับตาอยู่บนเก้าอี้ แล้วเอ่ยขึ้นกับใครสักคนที่น่าจะมีอยู่ใกล้ตัว
“อาหารน่าจะถูกลำเลียงกลับไปยังห้องเครื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปบอกให้คนยกมาถวายที่นี่” เป็นเสียงของแมนิคที่ตอบคำถามนั้นกลับมา
“งั้นก็ไม่ต้องหรอก ข้าเหนื่อยคนอื่นก็คงเหนื่อยกว่าข้าเยอะ ข้าจะเดินไปกินที่ห้องเครื่องใหญ่เอง” เมื่อลืมตาขึ้นมาแดริสก็พบกับแมนิค ชามี เบลลาฟี ส่วนคาอูลคงไปส่งเจ้าหญิงมาโมเนตกลับไปยังที่พำนัก
“พวกเจ้าก็ยังไม่ได้กินมื้อเย็นใช่ไหม จะได้กินที่นั่นทีเดียวเลย”
คนสนิททั้งสามยิ้มออกทีเดียวเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะถวายความขอบคุณถ้วนหน้า และก็เป็นช่วงจังหวะที่ฟีออนเปิดประตูเข้ามาได้ยินพอดี
“มีอะไรงั้นหรือ” องค์ราชาเอ่ยปากถามผู้มาสบทบคนใหม่ในทันที
“งานทางท่านข้าหลวงใหญ่เสร็จสิ้นเรียบร้อยดีแล้วเพคะ ท่านข้าหลวงใหญ่จึงให้หม่อมฉันมาดูทางฝ่าบาทว่ายังทรงต้องการอะไรหรือไม่”
“เรากำลังจะไปกินข้าวที่ห้องเครื่องใหญ่ เจ้าเองก็มาด้วยกันสิ”
“เพคะ” หญิงสาวรับคำอย่างไม่คิดมากนัก ยอมรับอย่างโดยดีว่านางก็หิวมากแล้วเช่นกัน
ขบวนเสด็จเคลื่อนย้ายออกจากพระราชวังเขตทิศเหนือไปยังฝั่งตะวันตกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว และเมื่อไปถึงห้องเครื่อง หรือที่คนในวังทั่วไปมักเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโรงครัวใหญ่แล้ว ที่นั่นก็แตกตื่นไม่น้อยทีเดียวเมื่ออยู่ๆ ฝ่าบาทก็เสด็จไปปรากฏตัว
เช่นเดียวกันกับองค์แดริสและเหล่าคนสนิทที่ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าเหล่าพระสนมทั้งสามที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายกลับมาเรียบร้อยเช่นในยามปกติแล้ว นั่งรวมกลุ่มทานอาหารอยู่ด้วยเช่นกัน
สาวงามทั้งสามแตกตื่นไม่น้อย เมื่อเห็นว่าฝ่าบาทเสด็จมาถึงที่นี่ด้วยพระองค์เองอย่างไม่คาดฝัน โดยปกติแล้วเหล่าสตรีในวังจะต้องไปรับประทานอาหารที่ห้องเครื่องเขตทิศใต้ เพราะที่นี่เป็นโรงครัวสำหรับเหล่าทหาร ข้าหลวงและขุนนาง
เมื่อองค์แดริสเสด็จไปยังโต๊ะของเหล่าพระสนม ทั้งสามก็พากันก้มหน้าขออภัยโทษเลยทีเดียว
“ตอนนี้ห้องเครื่องทิศใต้ปิดไปแล้วเพคะพวกเราก็เลย...” จานิสต้าเอ่ยขึ้นแทบจะในทันที
“ช่างเถอะ เชิญกินต่อกันตามสบาย ข้าเองก็หิวมากเหมือนกัน”
“ถ้าเช่นนั้นฝ่าบาทก็เสวยร่วมกับพวกเราด้วยนะเพคะ”
ราญารีเป็นคนเอ่ยคำนั้นขึ้น จานิสต้าหันไปมองอย่างตกตะลึงที่ราญารีกล้าถามฝ่าบาทเช่นนั้น เพราะใครๆ ก็รู้กันดีว่า...
“นั่นสินะ ถ้ารอให้ทำมาใหม่คงอีกนาน ข้าหิวมากซะด้วย” รับสั่งจบองค์เหนือหัวก็ประทับลงยังเก้าอี้ตัวหนึ่งในโต๊ะนั้นทันที
ราญารียิ้มดีใจอย่างตื่นเต้นเป็นการใหญ่ พร้อมกับรีบเอ่ยปากขอบพระทัยแล้วนั่งลงที่ด้านซ้ายขององค์เหนือหัว จานิสต้าเหมือนถูกตบหน้าด้วยมือที่มองไม่เห็นอีกครั้ง แทบไม่อยากนึกต่อเลยว่า ที่ฝ่าบาทยอมตกลงนั้นเพราะราญารีเป็นคนเอ่ยปากชวนใช่หรือไม่ จีโอเรียนั่งลงนิ่งๆ ข้างราญารีไม่พูดไม่จาทำตัวราวกับตนเองไม่มีตัวตนเช่นเคย ก่อนที่พระสนมผมสีทองคนโปรดจะนั่งลงเป็นคนสุดท้ายที่ด้านขวาขององค์ราชา
“พวกเจ้าเองก็ไปหาอะไรลงท้องเถอะ คงไม่มีอะไรในอาหารนี่หรอก ถ้ามีพวกนางคงเป็นอะไรไปก่อนข้ามาแล้ว”
เหล่าคนสนิทรวมถึงฟีออนน้อมรับคำนั้น ก่อนจะก้าวถอยออกไปจัดแจงหาของกินสำหรับตนเองแล้วมานั่งลงที่โต๊ะด้านข้างไม่ไกลกัน
องค์แดริสทรงรู้สึกหิวจนหน้ามืดแล้วจริงๆ แม้จะมีคติในการไม่ทานอาหารร่วมกับผู้อื่น แต่นั่งทานเป็นกลุ่มเช่นนี้ก็คงจะไม่เป็นอะไรกระมัง เมื่อตักอาหารเข้าปากได้สองสามคำแล้วเงยมองหน้าหญิงสาวทั้งสามที่ร่วมโต๊ะ ราชาหนุ่มก็แปลกใจเมื่อยังไม่มีใครตักอาหารเข้าปากเลยสักคน
“พวกเจ้าไม่กินหรือ...”
“หม่อมฉันไม่เคยเห็นฝ่าบาทเสวยอาหารใกล้ๆ สักครั้งเลยเพคะ ก็แค่...อยากนั่งมองสักเล็กน้อย” จานิสต้าตอบกลับมาเป็นคนแรกเช่นเคย
“กินเถอะ พวกเจ้าเองก็คงหิวแย่แล้ว”
“เพคะ” ทั้งจานิสต้าและราญารีรับคำขึ้นมาในทันที มีเพียงจีโอเรียที่ยังนั่งนิ่งเงียบอยู่เช่นเดิม
“เสียงของเจ้าไพเราะมาก คุณหนูเฟรนด์สเกล”
สามสาวหันไปมองพระพักตร์ด้วยสีหน้าและอารมณ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง จีโอเรียตกใจจนหน้านิ่วคิ้วขมวด จานิสต้ายิ้มรับอย่างดีใจแทนเพื่อนเมื่อทรงเอ่ยชมเช่นนั้น และเพราะเป็นครั้งแรกที่ราญารีได้ยินฝ่าบาทเอ่ยปากเรียกจีโอเรีย พระองค์ทรงไม่เรียกนางด้วยชื่อจริงๆ เสียด้วย
“ขอบ... ขอบพระทัยเพคะ”
“เจ้าเองก็ทำได้ดีมากจานิสต้า ผู้ชายในงานทุกคนมองเจ้าตาแทบถลนจนข้ารู้สึกหงุดหงิดเชียวล่ะ”
มีเพียงจานิสต้าที่ยิ้มกว้างออกมาอย่างอารมณ์ดีกับถ้อยคำนั้น นั่นแปลว่าทรงกำลังหึงหวงนางกับชายคนอื่นอยู่ใช่ไหม แต่รอยยิ้มของพระสนมคนโปรดก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อสุดท้ายก็ทรงกลับมาเอ่ยชื่อราญารีอีกครั้งพร้อมกับยกพระหัตถ์ขึ้นลูบศีรษะนางเบาๆ
“แต่วันนี้เจ้าคงเหนื่อยที่สุดเลยสินะราญารี อยู่ในวงเครื่องสายบรรเลงดนตรีตั้งแต่เริ่มงานจนงานเลิกเลยใช่ไหม ดนตรีวันนี้ทำออกมาได้ดีอย่างไม่มีขาดตกบกพร่องสักนิด น่าชื่นชมจริงๆ”
ราญารียิ้มกว้างเมื่อได้ฟัง ตั้งแต่ได้รับคำสั่งให้จัดหาการแสดง พระสนมทั้งสามก็เปิดประชุมกับเหล่านางกำนัลเพื่อคิดหาอะไรออกมา จานิสต้าร่ายรำได้ ราญารีเล่นเครื่องดนตรีได้ และดูเหมือนจีโอเรียจะพอมีความสามารถในการขับร้องบทเพลง ทุกอย่างจึงออกมาเป็นตามนี้ แท้จริงแล้วหน้าที่ของราญารีหากเทียบกับพระสนมอีกสองคนแล้วถือว่าได้ออกหน้าน้อยมาก นางเพียงนั่งบรรเลงอยู่ในวงเครื่องสายกับคนอื่นอีกมากมาย มิได้มีโอกาสเฉิดฉายเป็นจุดเด่นเหมือนพระสนมอีกสองคน
แต่เพราะเป็นฝ่าบาทผู้นี้ ที่ไม่เคยมองข้ามสิ่งไหนอันใดไปเลยจริงๆ แม้จะเด่นน้อยกว่าคนอื่น แต่หากเทียบกันแล้วงานของนางก็หนักหนากว่าอีกสองคนอยู่มากเอาการ ราญารีปลาบปลื้มตื้นตันใจจนแทบพูดไม่ออกเลย
“ขอบพระทัยเพคะ”
“เสียงเพลงยังลอยติดอยู่ในหัวข้าอยู่เลย กินเสร็จแล้วข้าไปหาเจ้าที่ห้องดีไหมนะ”
พระสนมทั้งสามหันไปมององค์เหนือหัวอีกครั้ง จะทรงมีรับสั่งให้ราญารีเข้าเฝ้าติดกันอีกคืนงั้นหรือ แต่เมื่อองค์แดริสได้มองหน้าราญารีนั่นเอง พระองค์ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“...แต่วันนี้ข้าคงเมาเกินไปแล้ว กินเสร็จคงกลับไปนอนดีกว่า พวกเจ้าเองก็คงเหนื่อยกันมากกลับไปพักผ่อนเถอะนะ”
ฟีออนเข้าใจแล้วว่า... ทำไมทั้งท่านแมนิค ท่านชามี และท่านเบลลาฟีต่างก็รีบบอกให้นางกินให้เร็วที่สุด และไม่มีใครเอ่ยปากชวนใครคุยเลย เพราะหลังจากที่หย่อนก้นนั่งทานอาหารได้เพียงไม่นาน หญิงสาวเพิ่งจะกินอะไรลงไปได้เพียงครึ่งท้อง แต่ก็ต้องรีบดื่มน้ำแล้วลุกขึ้นเตรียมตัว เมื่อฝ่าบาททรงเสวยเสร็จแล้ว และจะเสด็จกลับห้องบรรทมใหญ่ในทันที ทรงเสวยเร็วยิ่งกว่าม้าสงครามอดอาหารมาเป็นเดือนเสียอีก!
พระสนมทั้งสามถูกทิ้งไว้เบื้องหลังตรงนั้น และขบวนเสด็จของฝ่าบาทก็ออกเดินทางอีกครั้ง เหลือบมองดูอาหารตรงหน้าของคนสนิทของฝ่าบาทแต่ละคนแล้ว พวกเขาก็จัดการเรียบอย่างรวดเร็ว คงจะชินแล้วกับภาวะที่ต้องทานอาหารอย่างเร่งรีบเช่นนี้
หลังส่งเสด็จเข้าห้องบรรทม นายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ทั้งสามก็ส่งมอบหน้าที่อารักขาต่อให้กับทหารองครักษ์ที่เป็นเวรเฝ้าหน้าห้องบรรทมใหญ่ประจำวัน ก่อนที่จะได้แยกย้ายไปพักผ่อนที่หน้าตึกของเขตพระราชฐานฝ่ายในนั่นเอง คาอูลซึ่งเพิ่งกลับมาจากฝั่งตะวันตกก็เดินผ่านมาและเข้ารวมกลุ่มในทันที
เมื่อทักทายกันเล็กน้อยเสร็จสรรพ ชามีก็ทิ้งท้ายประโยคล้อแซวคู่รักนี้ไว้ก่อนจะปลีกตัวจากไป
“นึกว่ามัวแต่เต้นรำกับเจ้าหญิงเพลินจนลืมร่างอักษรฯ ฝึกหัดของเราเสียแล้ว...”