ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 17 : ออกเดท

    ออกเดท
    เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเที่ยง เย่กู่เฉินรีบมาที่ห้องพิเศษอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่าไป๋มู่เสวี่ยกำลังรอเขาอยู่ เธอจัดข้าวกล่องสองที่ไว้พร้อมที่โต๊ะ
    หลังจากที่เข้ามาภายในห้องพิเศษ ไป๋มู่เสวี่ยก็ชี้นิ้วไปที่เย่กู่เฉิน ก่อนที่จะชี้ลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับเธอ
    เย่กู่เฉินยิ้ม รีบเดินเข้าไป แต่เขาไม่ได้นั่งที่เก้าอี้ เขาเดินเข้าไปใกล้ไป๋มู่เสวี่ย ก่อนที่จะใช้นิ้วรักษาคอให้เธอหนึ่งชั่วโมง เขาแน่นอนว่าอยากที่จะพูดคุยกับเธอ ไม่ใช่เพียงแค่สื่อสารผ่านข้อความบนกระดาษ
    “นายรักษาฉันอีกแล้ว?” ไป๋มู่เสวี่ยหน้ามุ่ยเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากให้เขารักษาให้ แต่เธอเป็นห่วงเขามากกว่า
    เย่กู่เฉินทำให้หน้าตัวเองซีด แต่น้อยกว่าทุกครั้งมาก เขายิ้มให้เธอ “เธอไม่ต้องคิดมาก ยิ่งฉันได้ใช้วิชา วิชาของฉันก็จะดีขึ้น เธอดูฉันตอนนี้สิ ไม่เหมือนเมื่อวานใช่ไหม?”
    ไป๋มู่เสวี่ยสังเกตสีหน้าของเขา พบเห็นว่ามันไม่ได้ซีดขาวมากเหมือนกับเมื่อวานที่เขารักษาเธอ ดวงตาของเธอก็สว่างขึ้น ถามออกมาว่า “จริงเหรอ?”
    “จริงสิ ฉันจะโกหกเธอทำไม ต่อไปเธอก็ไม่ต้องคิดอะไรมากอีกนะ เวลาที่ฉันรักษาเธอ” เย่กู่เฉินพูด พลางเดินมานั่งเก้าอี้
    “เข้าใจแล้วว” ไป๋มู่เสวี่ยหพยักหน้า
    “ว้าว มีแต่อาหารน่ากินทั้งนั้น” เย่กู่เฉินน้ำลายไหลเล็กน้อย เวลาได้เห็นอาหารสองสามอย่างถูกจัดวางอยู่ในกล่องอาหาร
    ได้ยินแบบนี้ ไป๋มู่เสวี่ยก็ยิ้ม “นายลองทานดูสิ ฉันลองทำอะไรหลายๆ อย่างมาดู เพราะฉันไม่รู้ว่านายชอบทานอะไร”
    “อะไรที่เธอทำ ฉันก็ชอบทั้งนั้นแหละ ขอบคุณมาก” เย่กู่เฉินพูดพลางเริ่มทานอาหาร
    ไป๋มู่เสวี่ยรู้สึกหัวใจพองโตให้กับคำพูดของเขา เธอมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นเธอก็เริ่มทานอาหาร ทานไปพูดกับเย่กู่เฉินไป
    เวลาแห่งความสุขผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ใกล้ที่จะหมดเวลาพักเที่ยงแล้ว
    “ขอบคุณสำหรับอาหารนะ” เย่กู่เฉินพูด เตรียมที่จะขอตัวกลับไปเข้าห้องเรียน
    “ด้วยความยินดี” ไป๋มู่เสวี่ยตอบ ใบหน้าของเธอพลันปรากฏความลังเล เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะไม่พูดออกมา
    เย่กู่เฉินที่มองดูใบหน้าของไป๋มู่เสวี่ยอยู่ตลอดเวลา ไหนเลยจะดูไม่ออกว่าเธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง “มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
    ได้ยินคำพูดของเขา ความลังเลของไป๋มู่เสวี่ยหายไป “หลังเลิกเรียนนายว่างไหม?”
    “ว่างสิ เธอจะชวนฉันไปไหน คงไม่ใช่ไปพบแม่ของเธออีกใช่ไหม?”
    “ไม่ใช่ แม่ของฉันกลับเสฉวนไปแล้ว ฉันอยากจะชวนนายไปดูหนัง” ไป๋มู่เสวี่ยหน้าแดงเล็กน้อยเวลาที่พูดคำนี้ออกมา เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอชวนใครสักคนไปดูหนัง
    “ชวนไปดูหนัง?” เย่กู่เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ชวนไปดูหนัง ไม่ต่างจากชวนไปเดทเลยสักนิด
    แต่เขาแน่นอนว่าไม่มีความคิดที่จะปฏิเสธ เขารู้สึกมีความสุขอยู่ภายในใจ ที่ไป๋มู่เสวี่ยชวนเข้าไปดูหนัง มันเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดีว่า ความสัมพันธ์ของเขากับเธอกำลังพัฒนาไปได้ด้วยดี
    แม้ตอนนี้จะยังเป็นแค่เพื่อน แต่ในอนาคต ใครจะรู้ เธออาจจะรับรักเขาก็ได้
    “ไปสิ” เห็นว่าเย่กู่เฉินตกลงที่จะไปด้วย ไป๋มู่เสวี่ยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
    หลังพูดคุยกับไป๋มู่เสวี่ยอีกเล็กน้อย เย่กู่เฉินก็ออกจากห้องพิเศษ
    แต่ในทันทีที่ออกมา เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับใครบางคน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหนึ่งในนางเอกของเรื่องสวีหยุนหนิง
    “เย่กู่เฉินนายมาทำอะไรที่นี่?” สวีหยุนหนิงถามออกมาในขณะที่มองไปที่ประตูห้องพิเศษ
    “มันไม่เกี่ยวกับเธอ ฉันบอกแล้วไง ว่าถ้าไม่จำเป็นอย่ามาคุยกับฉัน” เย่กู่เฉินเหลือบมองเธอ พูดออกมาอย่างเฉยชา ก่อนที่จะเดินจากไป
    ใบหน้าของสวีหยุนหนิงเปลี่ยนไป “อะไรของหมอนี่ ฉันเคยไปทำอะไรให้รึไง ทำไมถึงไม่อยากคุยกับฉันมากขนาดนั้น”
    สวีหยุนหนิงอดไม่ได้ที่จะพูดกับตัวเอง บอกตามตรงว่าเธอรู้สึกงุนงงอย่างมาก ตามปกติ ถ้าสาวสวยอย่างเธอไปคุยด้วย ผู้ชายต้องกระตือรือร้นที่จะตอบสิ มันถึงจะถูก
    แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ ไม่แปลกที่เธอจะรู้สึกงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเย่กู่เฉินถึงไม่อยากคุยกับเธอ
    “หวางเฟิงเทียบไม่ติดเลย” อยู่ๆ สวีหยุนหนิงก็พึมพำกับตัวเอง หวางเฟิงแม้ให้ความรู้สึกที่สงบและดูเป็นผู้ใหญ่ แต่ในแววตาก็ไม่อาจเก็บซ่อนความหลงใหลในดวงตาได้มิด
    ซึ่งแตกต่างกับเย่กู่เฉิน เขาสงบ ดูเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีความหลงใหลใดต่อเธออย่างแท้จริง
    ถ้าตามเนื้อเรื่องเดิม แน่นอนว่าเย่กู่เฉินจะเป็นหมาเลียของเธอ ทำให้เธอไม่สนใจเขา สนใจแต่เพียงหวางเฟิง ที่แม้จะมีใบหน้าธรรมดา แต่ให้ความรู้สึกแบบที่เป็นผู้ใหญ่ที่เธอชอบ สุดท้ายเธอก็ตกหลุมรักหวางเฟิงและเป็นหนึ่งในฮาเร็มของเขา
    แต่ด้วยการกระทำที่มีต่อเธอของเย่กู่เฉินในตอนนี้ ทำให้เป็นธรรมดาที่เธอจะมองหวางเฟิงแตกต่างออกไป
    เธอพลันส่ายหน้าไปมา เพื่อเลิกคิดเรื่องเหล่านี้ ก่อนที่จะเดินตามเย่กู่เฉินกลับห้อง
    เวลาผ่านไปจนถึงตอนเลิกเรียน เย่กู่เฉินก็ออกไปเดทกับไป๋มู่เสวี่ยที่โรงหนังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของปักกิ่ง
    ด้วยความสวยระดับเทพของเธอ ส่งผลให้ผู้ชายมากมายมองเย่กู่เฉินด้วยความอิจฉา ทางด้านผู้หญิงหลายคนเองก็มองไป๋มู่เสวี่ยด้วยความอิจฉาเช่นกัน
    อิจฉาในความสวยระดับเทพของเธอ รวมไปถึงอิจฉาที่ได้มากับเย่กู่เฉิน ไม่พูดไม่ได้ว่าเย่กู่เฉินนั้นหล่อเหลา ไม่แปลกที่ผู้หญิงหลายคนจะรู้สึกอยากได้เขาเป็นแฟน
    เย่กู่เฉินให้ไป๋มู่เสวี่ยเป็นคนเลือกว่าจะดูหนังเรื่องไหน เพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังในโลกนิยายแห่งนี้สักเรื่อง
    นักแสดงเองก็ไม่รู้จัก หลังจากเข้าไปดูหนังกับไป๋มู่เสวี่ยในโรงหนังอยู่เกือบสองชั่วโมง เขาและเธอก็ออกมาจากโรงหนัง ซึ่งในตอนนี้ ท้องฟ้าได้ถูกย้อมด้วยความมืดแล้ว
    “หนังสนุกมากเลยนะ” ไป๋มู่เสวี่ยพูดด้วยรอยยิ้ม บอกตามตรงว่าเธอมีความสุขมากที่ได้มาดูหนังกับเย่กู่เฉิน
    การที่เธอพูดได้แบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเย่กู่เฉินรักษาคอให้เธอ สามารถพูดได้หนึ่งชั่วโมงเช่นเดิม เขาเพิ่งจะรักษาให้เธอก่อนออกมาจากโรงหนังไม่ถึงสิบนาทีนี้เอง เพราะอยากที่จะพูดคุยกับเธอก่อนกลับ
    “ใช่ สนุกมาก” เย่กู่เฉินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย หนังที่เขากับเธอกับเขาเพิ่งจะดูมา เป็นหนังแนวไซไฟ-แอ็คชั่น การต่อสู้ดุเดือดดูสมจริงมาก ทำให้หนังมันออกมาสนุกมากกว่าที่เขาคิด
    “ไปหาอะไรกิน ก่อนกลับกันไหม?” เย่กู่เฉินลองชวนเธอดู
    ไป๋มู่เสวี่ยคิดเล็กน้อย ก็พยักหน้า “ก็ดีนะ ไปหาอะไรกินกันเถอะ”
    จากนั้นเย่กู่เฉินและไป๋มู่เสวี่ยก็ไปหาอะไรกิน พูดคุยกันหลายอย่าง ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่มีความสุข
    จบบทที่ 17