"รู้แล้วๆ" ฉีเฉินตอบอย่างรู้สึกรำคาญ วางถ้วยชาลงแล้วยืนขึ้นมองไปที่จวินหวงแล้วกล่าวว่า "น้องเฟิงก็พักผ่อนชมสวนตามสบายเถิดพรุ่งนี้ก็อย่าลืมมาร่วมงานสมรสของเปิ่นหวางด้วยล่ะ" พูดจบก็ตามพ่อบ้านไปจวินหวงนั่งลงที่เดิมมองตามหลังของพวกเขาไปพลางส่ายหน้า ล้วนเป็นเพียงปุถุชนกันทั้งนั้นเพื่อทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องดิ้นรนแสวงหา
นางวางถ้วยชาลงลุกขึ้นยืน แล้วแหงนหน้ามองฟ้ากว้างไร้ขอบเขตพรุ่งนี้คงจะเป็นวันที่ดีวันหนึ่งกระมัง
วันต่อมา ฟ้ายังไม่ทันสว่างเสียงอึกทึกวุ่นวายก็ดังขึ้นแต่เช้าจวินหวงที่กำลังหลับสนิทถูกเสียงดังรบกวนให้ตื่นบริเวณขมับปวดหนึบขึ้นมาอย่างร้ายกาจนางต้องกินยาเข้าไปแล้วถึงระงับความปวดเอาไว้ได้
สาวใช้ที่รอปรนนิบัติจวินหวงยกน้ำล้างหน้าเดินเข้ามา หยิบเสื้อผ้าวางเอาไว้บนโต๊ะข้างเตียงนางรู้อารมณ์ของจวินหวงเป็นอย่างดีดังนั้นหลังจากวางของเสร็จเรียบร้อยก็ออกไปยืนรอปรนนิบัติที่หน้าประตู
ความจริงการแต่งชายารองไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมยิ่งใหญ่ขนาดนี้แต่ฉีเฉินไม่เคยแต่งชายามาก่อน ดังนั้นอนุชายาคนแรกจึงจัดพิธีตามแบบการแต่งชายาเอกทุกประการทั้งเรื่องสินสอด เกี้ยวแปดคนหาม ไม่มีขาดตกบกพร่อง
ระหว่างที่ฉีเฉินขี่อาชาไปจวนสกุลเว่ยเพื่อรับเว่ยหลานอิ๋งจวินหวงเดินเข้าไปในห้องโถงรับแขกอย่างสบายใจเฉิบบรรดาคุณชายลูกหลานคนชั้นสูงเกือบทั้งหมดในเมืองหลวงล้วนมากันแล้วแต่ใครจะรู้ได้ว่าจะมีสักกี่คนที่มาอย่างจริงใจและกี่คนที่ฉวยโอกาสมากินดื่มเล่นสนุกเท่านั้น
คนที่เข้าออกล้วนเป็นแขกเหรื่อจวินหวงยืนกอดอกมองดูคนทักทายปราศรัยกันเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉยมองฉีเฉินพลิกกายลงจากหลังม้าและหัวเราะร่ากับคนเหล่านั้น ชุดเจ้าบ่าวที่สวมอยู่บนร่างกายทำให้เขาดูแปลกตาไปกว่าปกติแม่สื่อประคองเว่ยหลานอิ๋งค่อยๆ เดินช้าๆ ผ่านประตูเข้าไป ข้ามกระถางไฟผ้าคลุมหน้าสีแดงที่คลุมอยู่บนศีรษะปักดิ้นทองลายหงส์ที่ดูมีชีวิตชีวาราวกับว่าจะสยายปีกโบยบินไป
มงกุฎหงส์และสายสะพายคล้องคอชวนให้คนรู้สึกอิจฉาบรรดาพี่น้องเหล่านั้นของฉีเฉินต่างพากันปรบมือร่วมแสดงความยินดีกันอย่างเต็มที่พิธีมงคลดำเนินไปครึ่งทางแล้วหนานสวินเพิ่งจะมาถึงเขาสังเกตเห็นจวินหวงมาแต่ไกลจึงเดินตรงเข้าไปหา
"เจ้าดีขึ้นแล้วหรือ?" หนานสวินถาม
จวินหวงเอียงศีรษะหันมามอง พอเห็นหนานสวินก็กล่าวเรียบๆ"ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว"
หนานสวินพยักหน้า พอกล่าวจบ สายตาของนางก็มองเข้าไปในห้องโถงใหญ่เห็นสาวใช้กำลังประคองเว่ยหลานอิ๋งเข้าไปในห้องหอส่วนฉีเฉินก็มาทักทายแขกเหรื่อทุกคนแล้วนั่งลงดื่มสุรา อาจเป็นเพราะเขาไม่เห็นจวินหวงเลยจึงมองหาไปรอบๆ เมื่อเห็นจวินหวงอยู่กับหนานสวิน เขาก็ขมวดคิ้วเดินมาหาทันที
"ไยน้องเฟิงถึงไม่เข้าไป?" ฉีเฉินกล่าวถาม
"เมื่อครู่ไม่มีอะไรทำจึงมายืนอยู่ที่นี่บังเอิญพบกับหนานสวินหวางเหย่ ก็เลยคุยกันนิดหน่อย"จวินหวงกล่าวสีหน้าไม่เปลี่ยน มุมปากโค้งขึ้น"ขอให้หวางเหย่มีความสุขเนื่องในวันสมรสนะขอรับ"
"งานเลี้ยงเริ่มแล้ว พวกเราเข้าไปกันเถอะ"หลังจากที่ฉีเฉินกล่าวจบ ทั้งสามคนก็เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่พร้อมกัน
ตกค่ำ ฉีเฉินดื่มจนมึนเมาอย่างหนัก ดูราวกับว่าสามารถล้มตัวลงแล้วหลับได้เสียเดี๋ยวนั้นพ่อบ้านเขย่าเรียกฉีเฉินที่กำลังง่วงงุน "หวางเหย่ ฟูเหรินยังรออยู่นะขอรับท่านรีบลุกขึ้นกลับไปที่ห้องหอเถอะขอรับ"
ฉีเฉินเงยหน้าขึ้นมองพ่อบ้านนึกขึ้นมาได้ว่าฮูหยินที่เพิ่งแต่งเข้ามาของตนยังรอตนเองอยู่ ก็ลุกขึ้นยืนโงนเงนคนรับใช้เข้ามาช่วยประคองเขาไปยังห้องหอ
ระหว่างทางเดินผ่านระเบียง ด้านนอกเวลานี้มีฝนตกลงมาปรอยๆความร้อนอบอ้าวก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะหายไปเกือบหมดสิ้น ลมกระโชกเข้ามาสมองอันหนักอึ้งของฉีเฉินก็ปลอดโปร่งได้สติขึ้นมาไม่น้อย
เขาไล่คนรับใช้ออกไป แล้วยืนอยู่ที่ระเบียงทางเดินอยู่นานก่อนจะเดินไปยังห้องหอ ตัวอักษรมงคลคู่สีแดงตัวใหญ่ติดอยู่ที่หน้าประตูผืนม่านที่ถูกฝนสาดจนเปียกโชก แกว่งไปมาอย่างน่ากลัวเกือบจะร่วงลงมาอยู่รอมร่อฉีเฉินเห็นแล้วก็เกิดความรู้สึกเศร้าสลดในใจ
เขาหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งลืมเลือนความรู้สึกหดหู่นั้นเสียผลักประตูให้เปิดเข้าไปด้วยรอยยิ้มเงาที่อยู่เบื้องหลังฉากกั้นลมลายทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำที่มีสีสันงดงามก็คือภรรยาของเขาคืออนุชายาที่เขาแต่งเข้าจวนมาในวันนี้
เว่ยหลานอิ๋งได้ยินเสียงเท้าก้าวเดินก็รู้ว่าฉีเฉินมาแล้วนางหยัดกายตรงนั่งอยู่บนเตียง มือบีบเข้าหากันแน่นด้วยความตื่นเต้นเสียงของหัวใจเหมือนกับจะสอดรับกับเสียงก้าวเท้าของฉีเฉิน แต่ละจังหวะที่ดังขึ้นตนเองล้วนได้ยินอย่างชัดเจน
"ฟูเหรินคอยนานแล้ว" ฉีเฉินพูดพลางหัวเราะเบาๆ แล้วค่อยๆเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเว่ยหลานอิ๋ง
เว่ยหลานอิ๋งก้มหน้าลงมองรองเท้าทรงสูงสีดำขลิบลวดลายทองคำที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าของตนเอง พวงแก้มพลันแดงเรื่อขณะที่ฉีเฉินเปิดผ้าคลุมศีรษะของนางออก พวงแก้มของนางยิ่งแดงก่ำหญิงสาวแสดงท่าทางเอียงอาย ไม่กล้าแม้กระทั่งจะเงยหน้าขึ้นมองฉีเฉินสักครั้ง
นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยความปรารถนาตลอดหลายปีที่ผ่านมาในที่สุดก็มาปรากฏแก่สายตาตอนนี้บุรุษที่นางหลงรักมาหลายปีผู้นั้นได้กลายมาเป็นสามีของตนเองแล้วเขาคือคนที่นางต้องปรนนิบัติรับใช้ไปตลอดชีวิต
"เงยขึ้นมาให้ข้ามองหน้าหน่อย" ฉีเฉินกล่าวขึ้นพลางหัวเราะเบาๆ
เว่ยหลานอิ๋งได้ยินเช่นนั้นก็ขบริมฝีปากเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองฉีเฉินพวงแก้มแดงก่ำ หัวใจยิ่งเต้นรัวเร็วราวกับว่าจะกระโดดออกมาจากคอหอยของนาง
ฉีเฉินมองเว่ยหลานอิ๋งราวกับจะกลืนกิน ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้อย่างช้าๆยื่นมือมาเชยคางของนางขึ้น บังคับให้นางจ้องมองตนเอง ผ้าม่านถูกปลดลงมงกุฎหงส์บนศีรษะของเว่ยหลานอิ๋งถูกถอดออกแล้วโยนกระเด็นลงไปบนพื้นราตรีวสันต์เร่าร้อนพัวพันอาภรณ์ที่แสดงว่าคนทั้งคู่แต่งงานกันแล้วกระจัดกระจายเต็มพื้นสุรามงคลบนโต๊ะมิได้ถูกแตะต้อง
เช้าวันต่อมา ตอนที่เว่ยหลานอิ๋งตื่นขึ้น ฉีเฉินก็ออกไปแล้วจากการเรียกบ่าวไพร่มาสอบถามถึงรู้ว่าฮ่องเต้ส่งคนมาตามเขาไปเข้าเฝ้าเพราะมีราชกิจต้องการปรึกษาเขาจึงต้องไป และเนื่องจากนางเป็นเพียงชายารอง ไม่ต้องเข้าวังถวายพระพรดังนั้นฉีเฉินจึงไม่ต้องรอ
แต่อย่างไรก็ตาม ในใจของเว่ยหลานอิ๋งก็ไม่มีความสุขนางก้มศีรษะลงมองหยดเลือดพรหมจรรย์ราวกับดอกโบตั๋นบนเตียงแล้วก็กลับไม่สบายใจขึ้นมาหลังจากจัดแจงอะไรเสร็จเรียบร้อย ก็ออกจากห้องนอนไปอย่างรีบร้อนแม้แต่อาหารเช้าก็ไม่แตะต้อง สั่งให้บ่าวไพร่เตรียมรถม้าไปที่จวนสกุลเว่ย
คนทั่วทั้งจวนสกุลเว่ยไม่มีใครในคาดคิดว่าหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานออกไปเมื่อวานจะกลับมาบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ก็เอาไปพูดคุยกันเกรียวว่าเว่ยหลานอิ๋งไม่เป็นที่โปรดปรานถึงกลับมาร้องทุกข์ที่บ้านมารดา
"อิ๋งเอ๋อร์ทำไมเจ้าถึงกลับมาแต่เช้าเช่นนี้? เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้เจ้าเป็นถึงฟูเหรินของจวนเฉินอ๋องแล้วกลับมาแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน?" ใต้เท้าเว่ยหน้านิ่วกล่าวตำหนิ
"ข้าไม่สนซะอย่าง ท่านพ่อ เมื่อคืน...เมื่อคืนหวางเหย่พูดขึ้นมาว่าเขาอยากเป็นรัชทายาท พวกเราต้องช่วยเขาถึงจะถูกวันนี้ฮ่องเต้เรียกหวางเหย่เข้าวังแต่เช้าตรู่ ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด ท่านพ่อรัชทายาทสิ้นพระชนม์แล้วตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีแต่หวางเหย่ที่เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในตำแหน่งรัชทายาทถ้าหากรั้งรอให้ฉีอ๋อง[1] หายประชวรเช่นนั้นก็สายไปแล้ว" เว่ยหลานอิ๋งหัวคิ้วยู่ย่น กล่าวด้วยความกังวลใจ
ใต้เท้าเว่ยก้มหน้าครุ่นคิดถึงผลดีผลเสียที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หากฉีเฉินกลายเป็นรัชทายาท เว่ยหลานอิ๋งก็อาจจะไม่ต้องเป็นชายารองอีกถึงเวลานั้นนางจะต้องได้เป็นชายารัชทายาทแน่นอน
"เจ้ามานี่" ใต้เท้าเว่ยกวักมือเรียกเว่ยหลานอิ๋งให้เข้าไปหา จากนั้นทั้งสองคนก็กระซิบกระซาบกันเบาๆอยู่ชั่วครู่ เค้าความกลัดกลุ้มที่อยู่บนใบหน้าของนางก็ค่อยๆ เลือนหายไปและเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด
ตอนที่นางกลับไปถึงจวนเฉินอ๋อง ฉีเฉินก็กลับมาพอดีพอเห็นนางกลับมาจากข้างนอก ก็อดขมวดคิ้วถามขึ้นไม่ได้ "ฟูเหรินออกไปไหนมาหรือ?"
เว่ยหลานอิ๋งมองไปรอบๆ คิดว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่เหมาะสมจะพูดคุยจึงยิ้มให้ฉีเฉินแล้วกล่าวเบาๆ "อิ๋งเอ๋อร์กลับไปบ้านมาและได้ข่าวดีเรื่องหนึ่งมาให้หวางเหย่ด้วยเพคะ"
ฉีเฉินได้ฟังก็ยิ่งสงสัย พาเว่ยหลานอิ๋งไปที่ห้องหนังสือ แล้วถามขึ้น"ข่าวดีอะไร?"
"เมื่อคืนที่หวางเหย่บอกว่าทรงอยากเป็นรัชทายาทเป็นความจริงหรือไม่เพคะ? ถ้าหากอิ๋งเอ๋อร์ช่วยหวางเหย่ให้ได้ตำแหน่งรัชทายาทแล้วอิ๋งเอ๋อร์จะได้รับประโยชน์อันใดบ้างหนอ?" เว่ยหลานอิ๋งยิ้มหวานหยาดเยิ้มมองฉีเฉินด้วยหมื่นอารมณ์ความรู้สึก
ฉีเฉินเข้าใจความหมายในคำพูดของเว่ยหลานอิ๋งได้ในชั่วพริบตาในใจกลับยิ่งกระจ่างชัดในใจคิดว่าใต้เท้าเว่ยไม่เสียทีที่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้ไม่เผยความรู้สึกให้ใครเห็นไม่นานก็คิดวิธีการได้แล้ว แต่เขารู้ดีกว่าเว่ยหลานอิ๋งไม่มีทางได้เป็นชายาเอกสตรีที่คิดคำนวณมาทุกอย่างแล้วความคิดเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขนาดไหนใครก็ไม่อาจรู้ได้
เห็นฉีเฉินมีท่าทีอิดเอื้อนไม่เอ่ยวาจาเว่ยหลานอิ๋งก็เริ่มกังวลขึ้นมาเล็กน้อย ขบริมฝีปาก ดวงตาจ้องฉีเฉินเขม็งจะหายใจแรงๆ ก็ยังไม่กล้า
ฉีเฉินเห็นท่าทางกระวนกระวายใจของเว่ยหลานอิ๋งแล้วก็หัวเราะเดินไปดึงตัวนางมากอดไว้ในอ้อมอก แล้วกระซิบพูดเบาๆ"ฟูเหรินอยากได้สิ่งใดเปิ่นหวางก็ย่อมจะให้สิ่งนั้น หรือว่า...ราตรีงดงามของพวกเราเมื่อคืน ยังไม่อาจทำให้ฟูเหรินล่วงรู้ความในใจของเปิ่นหวางอีก?"
บางทีอาจเป็นเพราะถูกดวงตาของฉีเฉินลวงล่อให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลเว่ยหลานอิ๋งจึงลืมเป้าหมายของตนเองไปเสียแล้วแต่ก็บอกเล่าถึงแผนการทั้งหมดที่ใต้เท้าเว่ยกล่าวไว้ออกไปโดยไม่รู้ตัว"ตอนนี้รัชทายาทสิ้นพระชนม์แล้ว ฮ่องเต้ก็พระชนม์มายุมากแล้วอีกทั้งใต้หล้าก็ระส่ำระสาย สมควรให้ฮ่องเต้คัดเลือกรัชทายาทเพื่อเป็นการปลอบขวัญไพร่ฟ้าท่านพ่อของข้าบอกว่าช่วงนี้พระพลานามัยของฮ่องเต้ก็ไม่สู้ดีหวางเหย่ควรจะไปทูลฝ่าบาทว่า ท่านสามารถแบ่งเบาภาระของพระองค์ได้นอกจากนี้บิดาของข้าพอมีเส้นมีสายอยู่ในราชสำนัก สหายของเขาล้วนสนับสนุนท่านขอเพียงแค่หวางเหย่มีผลงานสักเรื่อง พวกเขาก็จะเข้าเฝ้ากราบทูลบ่อยๆ ฮ่องเต้ก็จะทรงรู้ได้ว่าหวางเหย่คือผู้ที่สามารถแบกรับภาระหน้าที่สำคัญได้"
"หวางเหย่พยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจแก้ไขปัญหาชายแดนเพียงใด ฮ่องเต้จะไม่ทรงรู้เชียวหรือ? หวางเหย่คงไม่อยากให้ความพยายามของตนเองต้องสูญสลายไปหรอกกระมังเป่ยฉีนับตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาก็มีความเชื่อเรื่องลิขิตสวรรค์หวางเหย่เพียงแค่ให้คนไปปล่อยข่าวลือในหมู่ไพร่ฟ้าว่าหากเป่ยฉีไม่ตั้งรัชทายาทจะต้องก่อให้เกิดความผิดพลาดอันร้ายแรงหลังจากนั้นก็สร้างตัวการชี้นำร่องรอยมาที่จวนเฉินอ๋อง เพียงเท่านี้หวางเหย่ก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในไม่ช้า"
หลังจากฟังเว่ยหลานอิ๋งพูดจบฉีเฉินก็นิ่งเงียบ ความคิดของนางรอบคอบยิ่งนักข่าวการสิ้นพระชนม์อย่างมีเลศนัยของรัชทายาททำให้หัวใจของประชาชนในเมืองหลวงเกิดความสั่นคลอนใช่ว่าฮ่องเต้จะมิทรงทราบ หากเวลานี้ตนเองสร้างผลงานอีกสักเรื่องประกอบกับเรื่องลิขิตสวรรค์ที่จงใจสร้างขึ้นมาตำแหน่งรัชทายาทจะไม่เป็นของตนเองไปได้อย่างไร?
ฉีเฉินพยักหน้าอย่างรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง "ฟูเหรินกล่าวมีเหตุผลเพียงแต่ไม่รู้ว่าฟูเหรินมีอุบายที่ยอดเยี่ยมแล้วหรือ?"
เว่ยหลานอิ๋งยกยิ้มที่มุมปาก"เรื่องนี้มอบให้อิ๋งเอ๋อร์จัดการเถอะเพคะ หวางเหย่แค่รอฟังข่าวดีก็พอ"กล่าวจบนางก็ถอยออกไป ทิ้งให้ฉีเฉินยืนครุ่นคิดอยู่ในห้องหนังสือแต่เพียงผู้เดียว
เว่ยหลานอิ๋งมีความสามารถไม่เบา เพียงไม่กี่วันทุกหนแห่งในเมืองหลวงก็มีเต่าอายุพันปีปรากฏขึ้น บนกระดองมีตัวอักษรสลักสี่ตัว ‘ทำตามลิขิตฟ้า’ เต่าแต่ละตัวต่างคลานไปที่ตำหนักเฉินอ๋องสุดท้ายเต่าทุกตัวก็ไปหยุดอยู่ที่ประตูจวนเฉินอ๋องจากนั้นก็เกิดกระแสผู้คนสนับสนุนให้เฉินอ๋องเป็นรัชทายาทเผยแพร่ไปทั่ว
จวินหวงสงสัยในเรื่องนี้อย่างมากทั้งยังได้ยินเหล่าประชาชนพูดว่าฉีเฉินคือโอรสสวรรค์หากไม่อยากให้ฉีเฉินระแวงสงสัยตนเอง จวินหวงก็ไม่ควรจะต่อต้านคำกล่าวนี้หลังจากใคร่ครวญแล้วก็ยังไม่มีวิธีการที่ดีคงต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปก่อนชั่วคราว
"ขอแสดงความยินดีกับหวางเหย่ด้วย ตำแหน่งรัชทายาทอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว"จวินหวงยิ้มกล่าวขึ้น พลางประสานมือคำนับ แต่สายตากลับจับจ้องที่เว่ยหลานอิ๋ง
เว่ยหลานอิ๋งรู้สึกว่าสายตาของจวินหวงมีเจตนาไม่ดีซ่อนเร้นนางขมวดคิ้วมุ่นแล้วหันไปถามฉีเฉินด้วยรอยยิ้ม "ท่านผู้นี้คือ...?"
..............................................................................................................
[1] ฉีอ๋อง คือ องค์ชายสี่ฉีอวิ๋น