หลังจากด่าเสร็จ อาหญิงใหญ่จิ่งก็โมโหขึ้นมาอีก “จิ่งเยี่ยนกุยก็แค่คนบ้านนอก กล้าดียังไงมาทำไม่ดีกับคนเมืองอย่างฉัน ต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ!”
ในใจของเธอ คนเมืองเหนือกว่าคนชนบทหลายระดับ แต่เธอกลับลืมไปว่าตัวเองก็เติบโตมาจากชนบทเหมือนกัน
ยิ่งเธอสบถด่ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งโมโหมากขึ้น ฟันกระทบกันจนมีเลือดซึมออกมา เมื่อมีความเจ็บก็ยิ่งทำให้เธอโกรธมากขึ้นไปอีก เดิมทีเธอก็ไม่เคยเห็นค่าจิ่งเยี่ยนกุยอยู่แล้ว ตอนนี้จึงยิ่งเกลียดเธอมากขึ้นกว่าเดิม
ช่วงนี้ที่บ้านตระกูลอู๋ไม่มีใครอยู่ เธอจึงสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจ
หลังจากที่อาหญิงใหญ่จิ่งแต่งเข้าตระกูลอู๋ ก็ยุยงให้อู๋ต้าเฉิงไปขอบ้านจากพ่อแม่ของอู๋ต้าเฉิงแล้วย้ายออกมาอยู่ข้างนอก ลูกชายและลูกสาวคนโตของเธอทำงานแล้ว ส่วนลูกสาวคนเล็กเรียนซ้ำชั้นอยู่ในเมือง โดยปกติมักจะพักอยู่ที่โรงเรียน
หลังจากระบายความโกรธเสร็จ อาหญิงใหญ่จิ่งก็มองดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว อู๋ต้าเฉิงกำลังจะเลิกงาน แต่ที่บ้านยังไม่ได้ซื้อกับข้าว ตลาดก็คงไม่มีใครขายแล้ว เธอจึงต้องถือชามไปซื้อกับข้าวจากร้านอาหารสองอย่างกลับบ้าน
เมื่ออู๋ต้าเฉิงกลับมาถึงและเห็นกับข้าวบนโต๊ะก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ฝีมือของอาหญิงใหญ่จิ่ง เขาจึงแย้มยิ้มแล้วถามว่า “วันนี้วันอะไร คุณถึงได้ไปซื้อกับข้าวจากร้านอาหาร?”
ถึงแม้ในใจของอาหญิงใหญ่จิ่งจะรู้สึกหงุดหงิด แต่เธอก็รู้ว่าอะไรควรพูดต่อหน้าอู๋ต้าเฉิง จึงยกยิ้มแล้วพูดว่า “ก็ไม่ใช่วันพิเศษอะไรหรอกค่ะ แค่รู้สึกว่าช่วงนี้คุณทำงานหนัก เลยอยากจะหาอะไรอร่อยๆ บำรุงให้คุณหน่อย”
อู๋ต้าเฉิงชอบฟังคำพูดแบบนี้มาก จึงได้รีบชมเธอเป็นการใหญ่
อย่าดูแค่ท่าทางหยิ่งยโสของอาหญิงใหญ่จิ่งที่มักจะแสดงออกตอนอยู่ข้างนอก เพราะตอนอยู่ที่บ้านหรือในที่ที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่เก่งกว่า เธอสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่คอยประจบสอพลอและไร้ศักดิ์ศรีได้ทันที
หลังจากทั้งสองพูดจาหวานชื่นกันแล้ว อาหญิงใหญ่จิ่งก็พูดว่า “วันนี้ตอนที่ฉันไปร้านชิ่งอันถัง ฉันเจอจิ่งเยี่ยนกุย ยัยเด็กนั่นร้ายกาจจริงๆ กลัวว่าจะไม่ยอมทำตามแผนที่เราวางไว้”
“ความต้องการของหล่อนไม่สำคัญหรอก” อู๋ต้าเฉิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ขอแค่อวี๋ซือเหยี่ยสนใจหล่อน หล่อนก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าอวี๋ซือเหยี่ยจะได้รับผลกระทบอะไรจากหล่อน เพราะสำหรับอวี๋ซือเหยี่ยแล้ว ผู้หญิงก็แค่ของเล่นเท่านั้น ต่อให้สวยแค่ไหนก็แค่ต้องการความสดใหม่เท่านั้นเอง”
อาหญิงใหญ่จิ่งก็เข้าใจความหมายของคำพูดเขา ในปีนั้นที่เธอสามารถแต่งเข้าตระกูลอู๋ได้ ก็เป็นเพราะเธอกับอู๋ต้าเฉิงมีความคิดเห็นตรงกัน ทั้งสองคนเป็นคนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหมือนกัน
อาหญิงใหญ่จิ่งจงใจหลบสายตา “แต่ยังไงหล่อนก็เป็นหลานสาวของฉันนะ”
“หล่อนกับเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดสักหน่อย” อู๋ต้าเฉิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องนี้เธอเป็นคนเสนอเอง ตอนนี้จะกลับคำคงไม่ได้แล้ว วันนี้อวี๋ซือเหยี่ยยังถามอยู่เลยว่าเมื่อไหร่จะได้ไปดูตัว”
อาหญิงใหญ่จิ่งได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย “ไม่ต้องรีบ อีกไม่กี่วันนี้แล้ว”
อู๋ต้าเฉิงพยักหน้า อาหญิงใหญ่จิ่งก็พูดต่อ “วันนี้ฉันเจอคู่หมั้นของจิ่งเยี่ยนกุยที่ร้านชิ่งอันถังด้วย เด็กคนนั้นฐานะทางบ้านก็ไม่เลว ดูรักจิ่งเยี่ยนกุยดี ได้ยินว่าพ่อเป็นผู้อำนวยการอีกด้วย”
“แค่ผู้อำนวยการคนหนึ่งจะมีอะไรน่ากังวล” อู๋ต้าเฉิงหัวเราะ “ด้วยภูมิหลังของอวี๋ซือเหยี่ย ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางต่อต้านเขาได้หรอก คราวนี้ถ้าทำให้เขามีความสุขได้ ผมเกรงว่าจะได้เลื่อนขั้นมากกว่าหนึ่งขั้นเสียอีก”
ตระกูลอู๋ก็พอมีเส้นสายอยู่ในเมืองหยาง แถมช่วงหลายปีมานี้เขาได้เห็นอะไรหลายอย่างเพราะติดตามอวี๋ซือเหยี่ย ทำให้เขามีความเข้าใจในเรื่องบางเรื่องมากขึ้น และรู้สึกว่าแค่ได้ตีสนิทกับอวี๋ซือเหยี่ย อนาคตก็จะสบายขึ้น
เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ อาหญิงใหญ่จิ่งก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก แต่ก็เตือนเขาไว้ “สถานการณ์ของจิ่งเยี่ยนกุยเป็นยังไงเรารู้ดีที่สุด แต่ทางคู่หมั้นของเธอก็ต้องระวังไว้บ้าง เผื่อว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น”
เมื่ออู๋ต้าเฉิงได้ยินเธอพูดแบบนี้ก็เห็นด้วย “ผมรู้แล้ว เดี๋ยวจะจัดการให้”
ในใจของอาหญิงใหญ่จิ่งก็รู้สึกดีขึ้นมาทันที ฟางเสียนจือกล้าทำร้ายเธอ เธอจะทำให้เขาต้องชดใช้อย่างสาสม!
เธอเป็นคนใจกล้ามาแต่ไหนแต่ไร ทั้งยังมีความคิดที่ร้ายกาจ และใจแคบอย่างมาก
จิ่งเยี่ยนกุยยังไม่รู้เลยว่าอาหญิงใหญ่ผู้ที่เห็นแก่ผลประโยชน์กำลังวางแผนร้ายต่อเธออยู่ ตอนนี้เธอกำลังรับการทดสอบจากคุณปู่ซู ในใจก็รู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย
เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณปู่ซูไปทดสอบเธอที่บ้านเก่าของตระกูลจิ่ง แล้ววันนี้พอเจอหน้าก็ทดสอบเธออีกครั้ง เธอรู้สึกว่าคุณปู่แม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังชอบทดสอบคนอยู่ดี นิสัยนี้ใช้ไม่ได้จริงๆ
แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะไปแสดงความคิดเห็นอะไรกับคุณปู่ซู ได้แต่ตั้งใจเรียนเท่านั้น ท่านผู้เฒ่ามีความสุข อยากทดสอบก็ทดสอบไปเถอะ!
แน่นอนว่า หลังจากที่เธอตอบคำถามที่ยากพอสมควรได้แล้ว คุณปู่ก็ดีใจจนหุบยิ้มไม่ลง แต่ก็ยังคงทำหน้าขรึมแล้วพูดว่า “ถึงเธอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง แต่เริ่มเรียนหมอช้าเกินไป ต่อไปต้องขยันให้มากขึ้นถึงจะไม่ให้พรสวรรค์ของเธอสูญเปล่า”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้าตอบอย่างจริงจัง แต่กลับถามเขาว่า “อาจารย์คะ ตอนที่ท่านอายุเท่าหนู ท่านเรียนได้ถึงไหนเหรอคะ?”
สีหน้าของคุณปู่ซูก็แข็งทื่อ เมื่อท่านนึกถึงตอนที่ตัวเองเรียนหมอตอนอายุสิบกว่าขวบเท่าเธอ? นี่มันเป็นคำถามที่ทำให้ขายหน้าชัดๆ
อย่าเห็นแค่ว่าตอนนี้คุณปู่ซูเป็นบุคคลสำคัญในวงการแพทย์แผนจีน มีความสามารถทางการแพทย์สูงและมีคุณธรรม แต่เมื่อตอนที่ยังหนุ่ม ท่านเป็นคนที่ซุกซนและเกเรอย่างมาก ตอนเด็กๆ ยังมีฉายาว่า “ลิงทะลุฟ้า”
ท่านเกิดในตระกูลแพทย์แผนจีน เรียนหมอกับคุณปู่ที่เคยเป็นหมอหลวงมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการเรียนหมอตั้งแต่ยังเด็ก แต่ตอนที่ยังหนุ่ม ท่านก็เป็นคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง และไม่สามารถอดทนท่องตำราแพทย์ได้
ตอนท่านอายุยี่สิบ หลังจากที่บ้านเจอเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ท่านจึงเปลี่ยนนิสัย หันมาศึกษาการแพทย์อย่างจริงจัง จนกลายเป็นบุคคลสำคัญในวงการแพทย์แผนจีนในปัจจุบัน
แน่นอนว่าท่านก็เป็นคนถือศักดิ์ศรี เรื่องแบบนี้ท่านจะไม่บอกกับจิ่งเยี่ยนกุยแน่นอน ท่านจึงโกหกไปว่า “ตอนที่ฉันอายุเท่าเธอ ก็ท่องจำตำราแพทย์ได้หลายสิบเล่มแล้ว และออกตรวจคนไข้พร้อมกับคุณปู่”
จิ่งเยี่ยนกุยคำนวณความก้าวหน้าในการเรียนของตัวเอง เธอมีความทรงจำจากชาติที่แล้ว ชาติที่แล้วเธอใช้ความพยายามเป็นสิบปี ก็ท่องจำตำราแพทย์ได้แค่ไม่กี่เล่ม เธอยังห่างจากคุณปู่ซูมากจริงๆ
ดังนั้น เธอจึงพูดอย่างตั้งใจว่า “อาจารย์คะ ต่อไปหนูจะตั้งใจเรียนอย่างแน่นอนค่ะ”
คุณปู่ซูพยักหน้าอย่างพอใจแล้วพูดว่า “เธอเริ่มเรียนช้ากว่าคนอื่นก็ต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าคนอื่น ความขยันสามารถชดเชยได้ รอให้เธอมีความสามารถทางการแพทย์เท่าฉันก็ถือว่าเอาตัวรอดได้แล้ว ตอนที่เธอเรียนจบ ฉันจะให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับเธอ”
พอพูดถึงตรงนี้ก็มองจิ่งเยี่ยนกุยอีกครั้ง “แต่ว่าปีนี้ฉันก็อายุเจ็ดสิบสี่ปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกกี่ปี เธอต้องพยายามให้มากๆ นะ อย่ารอให้ฉันตายไปก่อนแต่ยังสอนวิชาไม่หมดล่ะ”