Ep 009 :: ลอบโจมตี
หยางเฟิ่งปิงนั่งรับลมอยู่ในศาลาหลังงาม ดวงตาสวยมองไปยังผืนน้ำทั้งยังยิ้มแย้มแจ่มใส ทว่าจิตใจยังคงจดจ่ออยู่ภายในตำหนัก นางเดาได้ว่าพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟย้าสิ่งใดและจะพูดสิ่งใดถึงได้เปิดช่องกดดันให้นางออกมาด้านนอก ถึงกระนั้นนางก็มั่นใจว่ามารดาของนางไม่มีวันยิ้มรับแล้วยินยอมเป็แน่แท้
เื่บางเื่...ปล่อยให้เป็หน้าที่ของผู้ใหญ่ไปก็ถูกแล้ว
“คุณหนูหยาง สนใจรับขนมและน้ำชาหน่อยมั้ยเ้าคะ?”
นางกำนัลที่ตามมาคอยดูแลเอ่ยถาม ในมือมีถาดขนมน้ำชาเตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อเห็นว่าดรุณียิ้มกว้างร้องเฮจะกิน ๆ เรียกรอยยิ้มเยาะจากเหล่านางกำนัลด้านหลังเป็อย่างดี
“เย้ พี่สาวใจดีที่สุดเลย”
“ระวังร้อนนะเ้าคะ”
“ว้าว~ หอมจังเลย น่ากิน ๆ”
เฟิ่งปิงหยิบขนมแป้งชิ้นโตที่ยังมีควันลอยออกมาบาง ๆ ขึ้นมาจับจ้อง มือเล็กโยนขนมในมือไปมาเป็เชิงสื่อว่าร้อน แต่แล้วปากเล็กก็ไม่อาจอดทนรอไหวงับขนมชิ้นนั้นอย่างไม่ใส่ใจในกิริยา
“อู้ ๆ ๆ ๆ ฮ้อน ๆ ๆ ๆ”
“น้ำเ้าค่ะคุณหนู”
นางกำนัลรีบส่งถ้วยชาที่เป่าจนเย็นแล้วให้มือเล็ก เด็กสาวคว้าหมับก่อนจะกระดกจนหมดในคราเดียว แต่แล้วนางก็หยิบขนมขึ้นมากินต่อ
“อ้ามมม อร่อยมากเลย~”
ดรุณีน้อยแสร้งทำเป็กินไม่หยุดจนกระทั่งมารดาเดินออกมาจากตำหนักของพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟย เมื่อมารดาบอกกล่าวแก่นางว่าจะกลับแล้ว นางจึงหยุดกินแล้วเดินจากไปด้วยท่วงท่าเสียดาย
นางกำนัลสาวที่คอยดูแลคุณหนูอยู่ด้านนอกรีบกลับเข้ามาด้านใน พระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยผู้งดงามกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหงุดหงิด มือขาวผ่องกำจอกชาแน่นจนขึ้นข้อขาว
“พระสนมเพคะ”
“...ว่ามา”
“ในสายตาของบ่าว คุณหนูหยางเป็เพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา นางนั่งกินขนมอย่างไร้กิริยามารยาทเช่นคนไม่เคยได้รับการสั่งสอน หากเล่นเล่ห์กับนางสักเล็กน้อยนางต้องติดกับแน่เพคะ”
“...ก็ดี”
“ถึงกระนั้นบ่าวก็ยังกังวลนะเพคะ คุณหนูผู้นั้นไม่รู้จักมารยาทใด ๆ เลย ซ้ำยังกระโดกกระเดก องค์ชายรองจะชมชอบนางหรือเพคะ?”
“องค์ชายจะชมชอบหรือไม่ ไม่ใช่เื่สำคัญ เพียงแค่ได้นางมาเป็ชายาในวันหน้า เขาก็จะได้อำนาจหนุนหลังชั้นดี เพียงเท่านี้ตำแหน่งรัชทายาทก็จะอยู่ไม่ไกลแน่นอน”
เมิ่งกุ้ยเฟยยิ้มเหยียดหัวเราะด้วยเสียงก้องกังวานอย่างอิ่มอกอิ่มใจ ในใจมาดหมายแผนการร้ายต่างๆ นานาไว้ดิบดี
เพื่อหรงซิ่น ต่อให้ต้องใช้เด็กใสซื่อไม่รู้ความผู้หนึ่ง นางก็กระทำได้!
...หึ ฮวาเอ๋อร์ บุตรสาวเ้าจะเป็เช่นไรไม่สำคัญ
...เพียงแต่เ้าเก็บนางไว้ใต้ปีกที่บอบบางของตนได้ไม่นานหรอก ต่อให้ไม่ใช่ข้าก็มีคนอีกมากมายที่้าอำนาจที่จะมาพร้อมกับตัวบุตรสาวเ้า สักวันเ้าจะอ้อนวอนให้ข้ารับนางไว้!!
ระหว่างทางกลับจวน ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เมื่อผ่านพ้นตลาดก็แทบจะไร้วี่แววผู้คนสัญจรไปมา องครักษ์ทั้งหมดที่อยู่รอบรถม้าต่างตั้งท่าระวังภัยเต็มที่เพราะคนบนรถม้านั้นสำคัญเหนืออื่นใด หากแต่คนบนรถม้านั้นหาได้ใส่ใจภายนอกกลับจ้องมองกันด้วยสายตาสื่อความหมาย
“...สุดท้ายก็ไม่ต่างไปจากที่คาดสินะเ้าคะ”
“พระนางไม่รามือง่าย ๆ แน่ และก็ไม่ใช่แค่พระสนมเมิ่งหรอกที่้าตัวเ้า วันนี้พระสนมลงมืออย่างโจ่งแจ้ง แม่ล่ะไม่อยากจะคิดเลยว่าพรุ่งนี้จะมีเทียบเชิญจากพระสนมเอกมาอีกหรือไม่”
“อาจจะไม่ใช่สนมเอกก็ได้นะเ้าคะ อาจจะเป็เทียบเชิญจากฮองเฮาหรือไทเฮาก็ได้”
เฟิ่งปิงพูดติดตลกเพราะไม่อยากให้มารดาเคร่งเครียดเกินไป แต่มารดานั้นไม่ขำ นางค้อนใส่ธิดาวงใหญ่ในข้อหาล้อเล่นในเื่ที่น่าจะเกิดขึ้นจริง
“ตอนนี้ฝ่าามีพระโอรสทั้งหมดสี่พระองค์และไม่มีทีท่าว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีก แต่ในขณะเดียวกันพระโอรสทุกพระองค์ต่างก็มีสิทธิ์ขึ้นเป็องค์รัชทายาทกันทั้งนั้น”
“ถึงกระนั้นพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยก็มีตำแหน่งสูงแล้ว เหตุใดจึงเร่งรีบ้าตัวลูกถึงเพียงนั้น”
“เพราะพระโอรสของพระนางคือองค์ชายรอง องค์ชายใหญ่ที่เกิดจากพระครรภ์ของฮองเฮาจึงมีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์มากกว่า”
“ฮ่องเต้ยังทรงหนุ่มแน่น พระพลานามัยก็สมบูรณ์แข็งแรง บ้านเมืองก็ยังคงสงบสุข ไม่รู้จะรีบให้แผ่นดินลุกเป็ไฟทำไม เพียงแค่ฏราชวงศ์ก่อนยังไม่เพียงพอใช่หรือไม่?”
ดรุณีน้อยบ่นในสิ่งที่ตัวเองคิดโดยตรง แม้มารดาจะส่งสายตาห้ามปรามแต่ในใจของหงเหลียนฮวาก็เห็นด้วยกับสิ่งที่นางพูด จึงพูดกลับแบบติดตลกบ้าง
“ขืนรอให้ฝ่าาประชวรก่อนก็จะไม่ทันการเอาน่ะสิ”
สองแม่ลูกมองหน้ากันแล้วยิ้มขำโดยหารู้ไม่ว่าภัยอันตรายนั้นได้มาถึงตัวแล้ว...
ฉึก!!!
“อึก-!!!”
“อ๊อก-!”
ตุ้บ!!
“มีคนร้าย!!!”
ลูกธนูพุ่งเข้าปักคอของผู้บังคับรถม้าและร่างของสาวใช้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาและนางผู้โชคร้ายเสียชีวิตคาที่ แต่เมื่อเหล่าทหารผู้คุ้มกันรู้ตัวจึงปัดป้องลูกธนูดอกอื่นได้ทัน ถึงแม้ว่าอาจจะได้รับาเ็บ้างแต่าแก็ไม่ถึงตาย ถึงกระนั้นปางตายก็ยังมี แต่นั่นไม่ใช่กับม้าที่พวกเขาขี่อยู่ มันไม่อาจปัดป้องลูกธนูได้!
องครักษ์ทั้งหลายจำต้องะโลงจากหลังม้าแล้วตั้งท่าพร้อมรบ
“ฆ่าให้หมด!!!”
“ปกป้องฮูหยินกับคุณหนู!!”
“ฮี้-!!!”
เฟิ่งปิงที่ได้ยินเสียงของทหารองครักษ์ลุกขึ้นยืน นางจับจูงให้มารดานั่งอยู่บริเวณตรงกลางรถม้าเพื่อป้องกันไม่ให้โดนลูกธนูที่อาจจะพุ่งทะลุผนังเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้
ดวงตากระจ่างใสมองลอดม่านออกไปดูสถานการณ์ด้านนอกอย่างรวดเร็ว
“อีกไม่ถึงเค่อก็จะถึงจวนแล้ว รีบพาคุณหนูกับฮูหยินไปเร็ว!!”
“ระวังอาวุธลับให้ดี!!”
นายทหารองครักษ์ร้องสั่ง จับดาบเข้าฟาดฟันกับชายชุดดำกลุ่มหนึ่ง เท่าที่กวาดตาดูฝั่งตรงข้ามมีกันประมาณสามสิบถึงสี่สิบคนขึ้นไป เชื่อว่าแต่ละคนต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาแน่ไม่งั้นคงไม่กล้าเสี่ยงลงมือที่นี่ แม้บริเวณนี้จะมืดและวังเวงไร้ผู้คนเป็จุดซุ่มโจมตีชั้นดี แต่มันก็ไม่ได้ห่างจวนแม่ทัพเท่าใดนัก
ฉึก ๆ! ฉึก!
“...กะ-!!”
หงเหลียนฮวาปิดปากกลั้นเสียงกรีดร้องอย่างรวดเร็ว ร่างของนางห่างจากลูกธนูที่ปักคาอยู่ในผนังรถม้าไม่เท่าใด หากบุตรสาวไม่ให้นางมานั่งอยู่ตรงกลางแล้วล่ะก็ หัวธนูเ่าั้คงค้างอยู่ในร่างของนางเป็แน่ แต่แล้วนางก็ต้องเบิกตากว้างอีกครั้งเมื่อบุตรสาวพุ่งออกนอกไปรถม้า!
“ปิงเอ๋อร์! เ้าจะทำอะไร!?”
“ขับรถม้าเ้าค่ะ! เวลานี้พวกเราต้องรีบกลับให้ถึงจวนให้ไวที่สุด!!”
“ปิง-!!!”
“ท่านแม่จับรถไว้ให้แน่น อย่าออกมาเด็ดขาดนะเ้าคะ!!”
ดรุณีผลักร่างผู้ตายทั้งสองที่นอนแน่นิ่งออก นางปลดสายรัดม้าตัวที่โดนธนูปักเข้าที่แผงคอไม่อาจวิ่งต่อได้ออกอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นมือเล็กจึงคว้าจับสายบังเหียนควบคุมม้าที่กำลังคลั่งจากธนูที่ปักเข้าตรงสะโพก ก่อนจะออกแรงดึงรั้งจนสายบังเหียนนั้นบาดมือนางจนเืซิบ
“ฮี้-------!!!”
...โถ่เว้ย! เพราะต้องเข้าวังนางเลยไม่เสี่ยงพกอาวุธให้ถูกตรวจค้น แต่สถานการณ์แบบนี้นางจะไปมีสมาธิเรียกอาวุธได้อย่างไร!!
มารดา...ขวบขี่อาชาไม่เป็ ยิ่งม้าแบบนี้...
“จิ่วอิง ให้คนอื่นดึงความสนใจของพวกมันไว้ หาทางหลบออกไปแจ้งเื่แก่ท่านซือหม่า” นางพูดกับผู้คุ้มกันสาวที่อยู่ใกล้ที่สุด
“แต่คุณหนู-”
“หน้าที่ของเ้าสำคัญยิ่ง ซ้ำยังมีความเสี่ยงนัก แต่ข้าเชื่อว่าเ้าทำได้”
จิ่วอิงที่ได้ฟังคำกล่าวที่แสนหนักแน่นทำได้เพียงพยักหน้า นางเป็สตรีเพียงคนเดียวในกลุ่มแต่วิชาตัวเบาก็ล้ำเลิศที่สุดเช่นกัน
“ลั่งเฟ่ยและคนที่เหลือคุ้มครองรถม้าไว้อย่าบุกเข้าลึกจนเกินไป! ถ่วงเวลาและรักษากำลังไว้!!”
“ขอรับ!!”
ผู้คุ้มกันที่เหลือต่างทำตามคำสั่งของนาง เมื่อเป็เช่นนั้นนักฆ่าจึงได้ใจทำให้จิ่วอิงเห็นช่องโหว่ นางหลบออกไปอย่างคล่องแคล่ว แต่ก็หาได้มีอะไรรับประกันได้ว่าจะไม่มีผู้ใดคอยดักอยู่ เวลานี้ม้าตัวเดียวที่ยังไม่ตายหรือยังพอวิ่งไหวมีเพียงม้าที่ผูกติดอยู่กับรถเท่านั้น ซึ่งมันที่าเ็ก็กำลังคลั่งได้ที่เสียด้วย
“ท่านไห่ ท่างเถิง ท่านเปียว ปกป้องข้าและมารดา นอกจากทหารองครักษ์แล้วฆ่าทุกคนที่เข้ามาใกล้ให้หมด!”
สายลมโบกพัดอย่างบ้าคลั่ง เงาทั้งสามปกป้องนางและมารดาจากภายในความมืดอย่างสุดความสามารถ เฟิ่งปิงเองก็พยายามรั้งมาให้วิ่งไปยังทิศทางที่นาง้า
“ท่านแม่! องครักษ์เงาของท่านเล่า!?”
“บะ...บิดาเ้ายืมพวกเขาไปช่วยสืบข่าว! เวลานี้พวกเขาไม่อยู่!”
แปลว่ากำลังทหารทั้งหมดมีเพียงสิบสองคน ว่ากันตามจริงถึงจะยังไม่มีใครตายแต่องครักษ์ธรรมดาเก้านายก็ร่อแร่แล้ว
“ฮี้-----!!!”
“โธ่! อย่าพยศสิ! วิ่งให้มันดี ๆ หน่อย!!”
แต่แล้วเพราะม้าที่ไม่อาจวิ่งได้เร็วพอเนื่องจากาเ็และมีเพียงตัวเดียว อีกทั้งด้วยจำนวนที่ต่างกันเกินไป จึงมีนักฆ่าเดนตายหลุดเข้ามาพุ่งใส่นางที่กำลังพยายามบังคับม้าให้วิ่งกลับจวน
ร่างของชายผู้นั้นแม้จะท่วมไปด้วยเื แขนข้างหนึ่งถูกฟันขาด ใบหน้าด้านซ้ายถูกฟันเป็รอยยาวจนไม่อาจลืมตาข้างนั้นขึ้นมอง แต่มันกลับมีประกายตาวาวโรจน์ ใช้แขนข้างที่เหลือเงื้อมีดขึ้นสูงเตรียมจะฟาดฟันลงมา
“...ฮ่า ๆ ตายซะ!”
“คุณหนู!!”
หนึ่งในองครักษ์นามลั่งเฟ่ยร้องะโ ตัวเขาพุ่งเข้าไปหมายขวาง ตัวเขาแม้จะพึ่งได้มาทำหน้าที่องครักษ์ให้กับเ้านายตัวน้อยได้ไม่นาน แต่ก็เคารพนางสุดหัวใจ เขาจะไม่ยอมให้นางตายไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้!?
“ตาย!!!”
ดรุณีน้อยเบิกตาโพลงไม่อาจจะหาสิ่งใดมาต้านรับคมมีดที่จะถูกฟาดใส่ สายลมที่โบกพัดไหววูบของเหล่าเงาไม่อาจเข้ามาช่วยได้ทันการ
เฟิ่งปิงจึงได้แต่คิดจะสละแขนข้างหนึ่งรับแล้วค่อยสวนกลับ แต่แล้วมารดาของนางกลับะโออกมาจากด้านในของรถม้า โถมตัวเข้าใส่นักฆ่าที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต
“อย่าทำร้ายปิงเอ๋อร์นะ!!”
“ท่านแม่!!”
เฟิ่งปิงปล่อยสายบังเหียนที่อยู่ในมืออีกข้างทันที นางยื่นมือทั้งสองไปคว้าร่างมารดาที่กำลังจะหล่นจากรถม้าไปพร้อม ๆ กับนักฆ่าที่พุ่งเข้ามา นางเกร็งแขนดึงรั้งมารดาขึ้นมา้าได้อย่างหวุดหวิด เด็กสาวหวาดกลัวสุดจิตสุดใจ นางกวาดตาสำรวจร่างมารดาอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่!! าเ็ตรงไหนหรือไม่!?”
“...มะ...ไม่ แม่ไม่เป็ไร”
แม้จะพูดเช่นนั้นแต่ดวงหน้างามของหงเหลียนฮวาซีดเผือด มือขาวผ่องที่กุมไหล่ข้างขวาอยู่นั้นเปรอะคราบเืแดงฉานกระจายเป็ปื้นกว้าง
“ท่านแม่!”
“แผล...ไม่สาหัส ...อย่าห่วงเลย”
หงเหลียนฮวาส่งยิ้มอ่อนโยนให้บุตรสาว ความเจ็บแม้จะแพร่กระจายไปทั่วร่าง แต่นางก็หาได้ใส่ใจ เพียงแค่เห็นว่าธิดาของนางปลอดภัยดีก็ถือว่าประเสริฐสุดแล้ว
เฟิ่งปิงสำรวจาแคร่าว ๆ พอเห็นว่าไม่ได้โดนส่วนสำคัญจริง ๆ อย่างที่มารดาพูดก็ถอดหายใจโล่งอก นางลอบใช้ลมปราณที่พิเศษของตัวเองทำให้เืไหลช้ากว่าปกติ จากนั้นจึงฉีกชายกระโปรงด้านนอกมาพันแผลให้มารดาอย่างรวดเร็ว
“คราวหลังอย่าทำเช่นนี้เลยเ้าค่ะ ลูกหวาดกลัวนัก ...แล้วก็ขออภัยท่านแม่ที่เวลานี้สมควรเอาชีวิตรอดเป็หลัก” นางกลั้นน้ำตา เงยหน้าสั่งการเสียงดัง “อึดไว้กำลังเสริมต้องมาแน่! แต่เราจะไม่อยู่นิ่ง เราจะทิ้งรถม้าแล้วฝ่ามันเข้าไป!”
“โอ้ว!!!”
“ลั่งเฟ่ย! ส่งดาบมาให้ข้าแล้วไปคอยดูแลมารดาข้า!! ท่านเถิง! ช่วยปกป้องพวกเขาทั้งสองด้วย!”
“เอ๊ะ...?”
“ส่งมา!!!”
นางคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ะโลงจากรถม้าแล้วแย่งดาบในมือของผู้คุ้มกันหนุ่มที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด
ขาเล็กถีบส่งร่างที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและาแให้ไปคอยดูแลนายหญิงคนงามที่าเ็ ลั่งเฟ่ยหน้าแดงแจ๋แต่ก็รั้งร่างนายหญิงขึ้นอุ้มด้วยท่าทีเงอะงะเพราะเกรงจะผิดจารีต
...หากไม่ใช่กำลังคับขัน เขาย่อมถูกแม่ทัพฟันหัวขาดอย่างไม่ต้องสงสัย
“ขออภัยขอรับนายหญิง”
“...สถานการณ์คับขัน...อย่าได้ใส่ใจ”
หงเหลียนฮวาได้แต่บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ดวงตากลมโตมองตามหลังแผ่นหลังบางของบุตรสาวด้วยความเป็ห่วง หากแต่นางที่าเ็นั้นไม่อาจร้องห้ามหรือรั้งตัวหงส์น้อยไว้ได้
“ข้าจะช่วยเปิดทางด้วย เห็นช่องให้วิ่งไปอย่าได้หันหลังกลับ!!”
“ขอรับ!!”
“ท่านไห่! ช่วยคอยระวังหลังให้ข้าด้วย!!”
เฟิ่งปิงมิคิดสนใจแสดงตนเป็เด็กน้อยอย่างที่เคย นางพยายามมองหาช่องว่างก่อนจะวิ่งเข้าไปโรมรันกับนักฆ่าที่าเ็ทันที
ร่างกายของนางนั้นแม้จะยังไม่เติบโต แต่ด้วยความที่ว่านางยังตัวเล็กจึงทำให้นางได้เปรียบในเื่ของความปราดเปรียว และถึงนางจะพึ่งเลื่อนระดับลมปราณได้หมาด ๆ ลมปราณยังไม่ใคร่อยู่ตัว แต่ท่วงท่าดาบของนางนั้นพลิ้วไหวและดุดัน
นางใช้กลยุทธ์เล็กน้อย พร้อมกับตั้งสติหลบและปัดป้องอาวุธจากศัตรูอย่างใจเย็นแล้วค่อย ๆ หาช่องสวนกลับอย่างเหมาะสม ตัวนางนั้นไม่กล้าจะหลับตาแม้เสี้ยววิ
“ยัยเด็กนี่-!”
เพียงไม่ถึงชั่วน้ำเดือดระยะทางที่เคลื่อนที่มาได้ก็ไม่ได้ไกลนัก ผู้คุ้มกันจากสิบสองคนก็เหลือเพียงห้านาย นายทหารเจ็ดคนนอนจมกองเื ในขณะที่ลั่งเฟ่ยต้องคอยอุ้มมารดานางหลบหลีก คนที่ต่อสู้ได้จริง ๆ มีเพียงนางและองครักษ์ธรรมดาหนึ่งคนกับองครักษ์เงาทั้งสามเท่านั้น
แต่กำลังเสริมที่มีฝีมือก็เข้ามาช่วยแล้ว...
“คุณหนู!! ฮูหยิน!!”
“ท่านซือหม่ามาได้จังหวะมากเ้าค่ะ!”
ซือหม่าปาเจียวและทหารติดตามอีกหกนายใช้วิชาตัวเบานำออกมาก่อน จึงโผล่มาช่วยใน่เวลาคับขันได้อย่างทันท่วงที พวกเขาฝ่ากลุ่มนักฆ่าเข้ามาประชิดตัวนายหญิงและคุณหนูของจวนโดยไม่สนว่าจะตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูหรือไม่
“คุณหนู...ไปหลบอยู่ด้านหลังกับฮูหยินเถอะขอรับ ข้าน้อยจะรับมือเอง”
ซือหม่าปาเจียวเห็นคุณหนูในอาภรณ์ที่เปรอะไปด้วยเืก็ก่นด่าตัวเองในใจ ทั้ง ๆ ที่เกิดเหตุก็หาได้ห่างจากจวนแม่ทัพนัก แต่เหตุใดเขากลับมาให้เร็วกว่านี้ไม่ได้กัน!
“ฝากด้วยนะเ้าคะ”
นางรับคำชี้แนะโดยไม่คิดขัด เพราะเวลานี้ทั้งร่างของนางชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ เส้นสติที่คงไว้มาตลอดเวลาแทบจะขาดผึงได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว อีกทั้งร่างทั้งร่างกำลังสั่นคลอนจากอะดีนารีนที่เคยพลุ่งพล่านลดลงสู่จุดต่ำสุด ความเจ็บที่เคยไม่รู้สึกจึงกลับมาอีกครั้ง
“ฆ่าให้ได้แค่ยัยผู้หญิงสองคนนั้นก็พอ!!!”
นักฆ่าที่หลบอยู่ด้านหลังมาตลอดร้องะโมาจากไกล ๆ จุดนี้เป็จุดที่เหมาะจะซุ่มโจมตีแต่ก็ไม่เหมาะในเวลาเดียวกัน เพราะอย่างที่เห็นว่ากำลังเสริมนั้นอยู่ใกล้จนไม่ทันระวังแต่ก็มาได้ไวนัก หากไม่อาจฆ่าเป้าหมายได้ในวันนี้มันก็มีแต่จะเสียกำลังพลไปเปล่า ๆ
“ท่านซือหม่า ท่านแม่าเ็ ต้องรีบรักษา” นางกล่าวเสียงเครียด แต่หัวเราะน้อย ๆ ยามพูดถึงตัวเอง ดาบในมือร่วงลงสู่พื้น “ส่วนข้า...เวลานี้ก็จะยืนไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ”
เมื่อนางพูดจบ นายทหารที่อยู่ใกล้ ๆ ถึงกับต้องถลาเข้ามารับร่างนางที่ทรุดลงกะทันหัน...
“คุณหนู!!”
“แกกล้าแตะต้องฮูหยินกับคุณหนูหรือ!!”
ซือหม่าปาเจียวคำรามลั่น ความรู้สึกผิดกลับกลายเป็ความโกรธา ชักดาบออกไปฟาดฟันกับเหล่านักฆ่าที่ยังเหลืออยู่ทันที
“ท่านเปียว ...ฆ่าชายคนที่ะโขึ้นมาเมื่อกี้ก่อน”
ดรุณีน้อยเพียงกระซิบแ่เบา สายลมก็พลันวูบไหว เงาร่างสูงที่เคยฟาดฟันกับนักฆ่าอยู่หายไปอย่างว่องไว ไม่กี่ชั่วอึดใจต่อมา คนที่คอยสั่งการมาตลอดไม่ทันได้ระวังตัวก็คอขาดโดยไม่ทันรู้สึกตัว เหล่านักฆ่าที่ขาดคนสั่งการก็เริ่มเก้ ๆ กัง ๆ
...กำลังพลส่วนมากาเ็กว่าครึ่งเสียชีวิต นายทหารที่โผล่มาใหม่ก็แข็งแกร่งมิใช่น้อยเพียงดาบเดียวก็ฟาดฟันให้คนล้มระนาวราวใบไม้ร่วง ยิ่งเสียงฝีเท้ามาและเสียงะโกู่ร้องที่ใกล้เข้ามาอีก...
“ภารกิจล้มเหลว!! ถอย!!”
“ถอย!!!”
นักฆ่าต่างใช้วิชาตัวเบากระจายตัวหายไปในเงา ซือหม่าปาเจียวไม่ได้สั่งให้คนไล่ตามเพราะความปลอดภัยของฮูหยินและคุณหนูสำคัญยิ่งกว่า เขายังคงให้ทหารตรวจสอบพื้นที่โดยรอบโดยไม่ลดการป้องกันลงเพื่อความปลอดภัย
หลังจากนั้นไม่นานนายทหารกลุ่มใหญ่ก็มาถึง ผู้คุ้มกันสาวที่มีาแเล็กน้อยจากการหลบฝ่าออกไป รีบพุ่งเข้าไปหาร่างเล็กที่อยู่ภายใน เมื่อนางเห็นว่าฮูหยินาเ็นางจึงคุกเข่าลงแล้วร้องเสียงดัง
“คุณหนู จิ่วอิงมาช้าไป คุณหนูโปรดลงโทษด้วย!!!”
…
ในขณะนั้นเองชายผู้หนึ่งยังคงยืนมองจากพื้นที่ที่ไกลออกไป ดวงตาของเขาเปล่งประกายในความมืดประดุจดั่งสัตว์ร้าย ดวงตาคมจับจ้องดรุณีผู้งดงามด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาสิ่งใดได้
“...ไม่เลวเลย”