เมื่อพูดถึงเื่ศาสตร์ที่มีชื่อว่าอักขระเวทย์
อักขระเวทย์นั้นเป็ศาสตร์อย่างหนึ่งของศาสตร์โบราณ ผู้ที่สามารถมีความสามารถในอักขระเวทย์ในแต่ละอาณาจักรนั้นจัดได้ว่ามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
การดำรงอยู่พวกเขาเ่าั้สามารถนับได้ในนิ้วมือแทบจะเรียกได้ว่าแต่ละอาณาจักรนั้นจะมีผู้ใช้อักขระเวทย์ไม่เกิน 5คนก็ว่าได้ คนเ่าั้จึงถูกยกย่องว่าเป็ยอดคนแทบทั้งสิ้น
ทำไมถึงต้องยกย่องพวกเขาน่ะหรือ?
นั่นก็เพราะพวกเขานั้นเป็ตัวตนที่เป็ผู้สร้างผู้ใช้อักขระนั้นเป็ผู้ที่รังสรรค์อุปกรณ์เวทย์ต่างๆ ขึ้นมาในดินแดนแห่งนี้ แม้แต่แหวนเวทย์เองก็เป็พวกเขาที่สร้างมันขึ้น
คนทั่วไปอาจจะสร้างอาวุธวิเศษหรือชุดเกาะวิเศษได้โดยการบรรจุจิตเวทย์ของสัตว์อสูรลงไปในยุทธภัณฑ์นั้นๆแต่พวกเขาไม่อาจสลักอักขระเวทย์ลงไปในยุทธภัณฑ์นั้นได้
กระบวนการในการสลักอักขระเวทย์นั้นจำเป็ต้องใช้พลังเวทย์บรรจุเวทย์มนต์ในแต่ละบทลงไปในสิ่งของชิ้นนั้น
แม้แต่ไม้แขวนเสื้อเองหากทำการสลักอักขระเวทย์ลงไปไม้แขวนเสื้อนั้นอาจจะถูกใช้เป็อาวุธเวทย์ที่สามารถปลดปล่อยบทเวทย์บอลไฟออกมาก็เป็ได้
เมื่อผู้ใช้อักขระรังสรรค์อักขระเวทย์เข้าไปในสิ่งใดของสิ่งเ่าั้ก็อาจใช้เป็อุปกรณ์เวทมนต์ที่มีทักษะเสริมเวทมนต์บทนั้นๆ ได้
มีเพียงแต่ผู้ใช้อักขระเท่านั้นที่จะสามารถรังสรรค์สิ่งของต่างๆให้เป็อุปกรณ์เวทมนต์ได้
การใช้ความสามารถของอักขระเวทย์นั้นมีหลากหลายแขนงไม่ว่าจะเป็การสลักลงยุทธภัณฑ์สิ่งของ การสังเคราะห์เวทย์สกัดสิ่งของสร้างเป็บทเวทย์โจมตี การสร้างกลไก การสร้างพันธะสัญญาหรือแม้กระทั่งการสร้างม่านพลังป้องกันเมืองทั้งเมืองก็สามารถทำได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้อักขระเวทย์เ่าั้จะมีความสามารถและความเชี่ยวชาญไปในทิศทางใดดังนั้นแล้วตัวตนของผู้ใช้อักขระจึงมีความสำคัญเป็อย่างมากต่ออาณาจักรต่างๆ แม้แต่ขุนนางระดับสูงเมื่อพบกับผู้ใช้อักขระพวกเขาก็ยังต่ออ่อนน้อมลงส่วนหนึ่ง
หาก้ามองลึกลงไปของศาสตร์อักขระเวทย์ ผู้ใช้อักขระนั้นยังมีการแบ่งระดับชั้นตามพลังของอักระเวทย์อีกด้วยระดับขั้นของผู้ใช้อักขระนั้นสามารถสังเกตได้จากสีของอักขระเวทย์หรือแม้แต่ลวดลายบนผ้าคลุมเวทย์
ผู้ใช้อักขระส่วนใหญ่นั้นจะเป็ผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าและระดับถัดไปนั้นคือขั้นสีเขียว
ในปัจจุบันภายในดินแดน 5อาณาจักรใหญ่นั้นปรากฏผู้ใช้อักขณะขั้นสีเขียวเพียง 2 คนเท่านั้น
พลังของผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังเป็อย่างมากม่านพลังที่ปกป้องเมืองต่างๆ นั้นจะเป็ม่านพลังของผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าแต่หากเป็เมืองหลวงของแต่ละอาณาจักรนั้นจะใช้อำนาจพลังของผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียว
เมืองหลวงของแต่ละอาณาจักรนั้นเปรียบเสมือนหัวใจของแต่ละอาณาจักรแน่นอนว่าพวกเขา้าปกป้องเมืองหลวงของพวกเขาให้ดีมากที่สุด พวกเขาจึงต้องเลือกใช้พลังที่แข็งแกร่งและทรงพลังมากที่สุดอย่างพลังอักขระขั้นสีเขียว
แม้ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวจะเรียกได้ว่าเป็ผู้เลิศล้ำแต่ผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าก็หาได้ไร้ซึ่งเกียรติ แม้จะเป็เพียงผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าเหล่าผู้คนก็พร้อมที่จะก้มหัวสร้างความพึงพอใจให้แก่พวกเขา
ไม่ต้องเอ่ยถึงประชาชนทั่วไป แม้แต่ขุนนางหรือเชื้อสายกษัตริย์ยังต้องต้องเกรงใจพวกเขา
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน
ในตอนที่เมอร์ลินได้ผ่านสถานการณ์ประหลาดและได้รับ"เลเมเกทัน" มา เขาได้ทำการปลดผนึกพลังมหาเวทย์บทที่ 1อาร์สพอลิน่า ทันทีที่ได้ถือครองเลเมเกทันโดยที่อาร์สพอลิน่านั้นคือสารานุกรมแห่งปัญหา นั่งจึงหมายความว่าเขานั้นได้รับปัญญาระดับพื้นฐานของทั้งดินแดนนี้มาแล้วซึ่งอักขระเวทย์ก็เป็ส่วนหนึ่งของปัญญานี้เช่นเดียวกัน
เมื่อเขาได้รับความรู้จากเลเมเกทัน เมอร์ลินจึงได้กลายเป็ผู้ใช้อักขระโดยทันที
หากเป็คนธรรมดาการที่จะเป็ผู้ใช้อักขระเวทย์ได้นั้นจำเป็ต้องเป็ผู้มีพร์มาแต่กำเนิดมีการเชื่อมต่อกับอักขระโดยตรงและเป็อัจฉริยะที่เหนือกว่าอัจฉริยะ
ทั้งนี้อักขระแต่ละตัวนั้นมีปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความหมายของวงเวทย์ในแต่ละวงทุกๆ เส้นที่ลากผ่านของวงเวทย์นั้นล้วนมีความหมายยิ่งวงเวทย์นั้นซับซ้อนมากเท่าไหร่ พลังของวงเวทย์ก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น
อักขระแต่ละตัวนั้นจึงทำหน้าที่คล้ายกับบทลัดเวทย์ที่ย่อส่วนวงเวทย์แต่ละวงให้มาอยู่ในอักขระในแต่ละตัว
ผู้ใช้อักขระจึงจะต้องตีโจทย์ทั้งวงเวทย์และอักขระแต่ละตัวให้แตกฉานทั้งยังต้องรับรู้ความหมายและต้นกำเนิดของวงเวทย์ในแต่ละวงอีกด้วย
การใช้อักขระนั้นผู้ใช้อักขระจะต้องใช้เวทมนต์วาดอักขระในแต่ละตัวพร้อมทั้งยังต้องนึกถึงภาพและความหมายของวงเวทย์ในเวลาเดียวกันอีกด้วย
ดังนั้นแล้วการที่จะเป็ผู้ใช้อักขระได้จึงมีหนทางที่ยากเสียยิ่งกว่ายากและในเหล่าผู้ใช้อักขระส่วนใหญ่ในดินแดนนี้จึงสามารถใช้ได้แค่วงเวทย์อักขระระดับต้นเท่านั้นมีเพียงไม่กี่คนที่ไปถึงขั้นสีเขียวและใช้วงเวทย์อักขระที่มีระดับสูงขึ้นไป
เห็นได้ชัดว่าผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าที่สร้างแหวนเวทย์ออกมาจำหน่ายนั้นพวกเขาได้ใช้การสลักเวทย์มิติที่มีแค่เวทย์มิติระดับต้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แหวนเวทย์สามารถบรรจุสิ่งของได้แค่พื้นที่5x5เมตรเท่านั้น
แต่หากเป็ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวเป็ผู้สร้างแหวนเวทย์แล้วล่ะก็แหวนเวทย์วงนั้นจะสามารถบรรจุสิ่งของได้ถึง10x10เมตรเลยทีเดียว ซึ่งผู้ที่แหวนเวทย์ที่ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวสร้างขึ้นนั้นส่วนมากจะมีแต่เพียงเหล่าเชื้อพระวงศ์หรือบุคคลระดับสูงของแต่ละอาณาจักรเท่านั้น
แม้เมอร์ลินจะกลายเป็ผู้ใช้อักขระแต่เขาก็ยังมีข้อจำกัดอย่างหนึ่ง นั่นคือเขายังไม่สามารถใช้พลังเวทย์ได้
เนื่องจากเขาที่้าสร้างพื้นฐานลมปราณให้สมบูรณ์จึงไม่อาจฝึกฝนพลังเวทมนต์ให้ปะปนได้
ภายในร่างกายของเขาจึงไม่มีการกักเก็บพลังเวทย์เอาไว้พลังเวทย์รอบกายที่เขาดึงดูดเข้ามา เขานั้นก็ได้เพียงกลั่นเปลี่ยนสภาพให้เป็พลังปราณเซียนเท่านั้น
เมอร์ลินใช้เวลาขบคิดอยู่หลายเดือนในที่สุดเขาก็สามารถหาทางแก้ไขปัญหานี้ได้ จากการเข้าไปอ่านหนังสือภายในห้องสมุดโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนเขาก็ได้พบกับวิธีการหนึ่ง
นั่นก็คือการดึงพลังเวทย์ที่รอบกายมาใช้งานโดยการดึงดูดเข้ามาแล้วทำการปลดปล่อยมันออกมาในทันที โดยที่วิธีการนี้จำเป็ต้องมีอุปกรณ์ที่เป็สื่อกลางในการช่วยเหลือ
ทั้งนี้วิธีนี้เขาสามารถใช้ได้กับการวาดอักขระเวทย์ขึ้นมาเท่านั้นเขาไม่สามารถนำมันมาใช้ร่ายเป็เวทย์ทั่วไปได้ เพราะการที่จะร่ายเวทย์ออกมาได้นั้นคนผู้นั้นจำเป็จะต้องรีดเร้นพลังเวทย์ภายในร่างกายออกมา ซึ่งในส่วนนี้เขาไม่สามารถทำมันได้ในตอนนี้
ในทางเดียวกันข้อจำกัดนี้จึงทำให้เขาไม่สามารถใช้อักขระเวทย์ที่มีเป็วงเวทย์ซับซ้อนได้
กลับมาปัจจุบัน
เมื่อเมอร์ลินได้ทำการกางม่านพลังเพื่อป้องกันสัตว์อสูรไม่ให้เข้ามารบกวนการทะลวงคอขวดระดับ7ของเขาแล้ว
ในเวลาพระอาทิตย์จรดศีรษะของเขา เมอร์ลินก็ได้เริ่มทำการชักนำพลังเวทย์ผ่านไม้กายสิทธิ์ซึ่งมีลักษณะเหมือนกิ่งไม้เล็กๆ ขนาดพอดีมือ ความพิเศษของไม้กายสิทธิ์นี้คือใจกลางแกนไม้นั้นบรรจุวัสดุแกนเวทย์ที่ทำหน้าที่เป็สื่อนำพลังเวทย์
ไม้กายสิทธิ์ที่เมอร์ลินใช้นั้นมีมูลค่าไม่มากเขานั้นได้ทำการซื้อมันมาจากร้านค้าเล็กๆ ในเมืองเท่านั้น
จุดประสงค์ของเขาคือแค่นำมันมาเป็สื่อกลางในการส่งผ่านพลังเวทย์เท่านั้นดังนั้นแล้วเขาจึงไม่ใส่ใจในคุณภาพของมันมากนัก
เมอร์ลินตวัดปลายไม้จนปรากฏเป็เส้นแสงสีฟ้าเขาค่อยๆ ทำการบรรจงวาดอักขระสีฟ้าขึ้นกลางอากาศตัวแล้วตัวเล่า
ในเวลาไม่นานก็ปรากฏอักขระเวทย์มากมายลอยอยู่กลางอากาศอักขระเวทย์เ่าั้ต่างร้อยเรียงกันหมุนวนดั่งเกลียวคลื่น
เมอร์ลินกระทำการอย่างช้าๆ และใจเย็น เขานั้นไม่มีความรีบเร่งใดๆเขาชักนำกระแสพลังเวทย์ที่อยู่รอบๆ ตัวให้เปลี่ยนมาเป็การวาดอักขระเวทย์
อักขระเวทย์ที่เขาวาดออกมานั้นไม่ใช่อักขระเวทย์ที่มีความซับซ้อนแม้ว่ามันจะเป็อักขระที่ง่ายแต่เขาก็ใช้เวลาในการวาดแต่ละตัวอย่างพิถีพิถัน
จนในที่สุดกระบวนการสร้างอักขระเวทย์มากมายก็เสร็จสิ้น
อักขระเวทย์สีฟ้านั้นเปล่งประกายไปด้วยอำนาจมันล่องลอยและโคจรกลางอากาศราวกับดวงดาว
เมอร์ลินทำการโบกไม้กายสิทธิ์และค่อยๆลากอักขระเวทย์แต่ละตัวไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม
ในเวลาไม่นานนักอักขระเวทย์เ่าั้ก็เกิดการหมุนวนและไหลรวมกัน
จนกระทั่งบังเกิดเป็วงเวทย์ซับซ้อนบทหนึ่งขึ้นมา
วงเวทย์นี้เขาได้สร้างขึ้นมาจากการตีความในสารานุกรมความรู้เลเมเกทัน
เขาได้สร้างวงเวทย์ซับซ้อนมาจากการประยุกต์ใช้วงเวทย์เล็กๆหลายๆ วงนำมารวมตัวกัน แล้วทำการรังสรรค์พวกมันเ่าั้ขึ้นมาใหม่ จนกลายมาเป็วงเวทย์ซับซ้อนวงนี้ขึ้นมา
เมอร์ลินใช้เวลาไปกับการสร้างวงเวทย์ซับซ้อนวงนี้ไปนานพอสมควรในอนาคตหากเขามีพลังเวทย์ที่มากพอ เขาอาจจะไม่จำเป็ต้องมาทำการวาดวงเวทย์เล็กๆเหล่านี้ให้ยุ่งยากอีกต่อไป
เมอร์ลินมองวงเวทย์ซับซ้อนขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าและยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
วงเวทย์ซับซ้อนวงนั้นส่องประกายเหนือศีรษะของเขารัศมีความกว้างของวงเวทย์นั้นมีขนาดราวๆ 10 เมตรเห็นจะได้ ประโยชน์ของวงเวทย์วงนี้คือการรวมศูนย์พลังเวทย์กลั่นกรองแสงของดวงอาทิตย์และแสงของดวงจันทร์ให้ก่อเกิดพลังเวทย์ที่เข้มข้นมายังณ จุดเดียว
การทำงานของมันคล้ายกับแว่นขยายที่รวบรวมแสงมายัง ณ จุดๆ เดียว ซึ่งวงเวทย์วงนี้เขาได้ทำการประยุกต์มาจากคันฉ่องประกายฟ้าอาวุธไสยเวทย์ของสำนักที่เขาเคยอาศัยอยู่เมื่อภพภูมิก่อน
เมื่อเมอร์ลินเห็นว่าวงเวทย์ของเขานั้นเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วเขาจึงเข้าไปทำการนั่งสมาธิรวบรวมพลังบ่มเพาะ ณ จุดรวมแสงของวงเวทย์ในทันที
นี่คือวงเวทย์ที่จะทำให้เขาทะลวงผ่านจุดคอขวดของระดับ7 ของการรวบรวมปราณ