“ตอนที่แม่เพิ่งคลอดเ้าได้ไม่กี่วันมหาเทพหยางหลงทราบข่าว จึงส่งกำไลนี้มาเป็ของรับขวัญเ้า แต่เพราะเ้ายังเล็กนักแม่จึงเก็บกำไลนี้ไว้ให้ก่อน ตอนนี้เ้าโตพอจะใส่ได้แล้ว แม่จึงเอามาให้”
“ขอบพระทัยเพคะ ของดีมากจริงๆไม่น่าเชื่อว่าข้าจะได้ของดีถึงเพียงนี้ แล้วหากข้าโตกว่านี้ข้าจะใส่ได้หรือเพคะมันก็วงไม่ได้ใหญ่มาก”
“ได้สิกำไลนี้สามารถเปลี่ยนไปตามร่างกายของเ้าที่เติบโตขึ้น”
“เยี่ยม !”
“หลินเอ๋อร์เ้ารู้หรือไม่ว่าของชิ้นนี้เคยมีคนปฏิเสธมันมาแล้ว”
เสวี่ยหลินตาโตทันที“ใครตาบอดปฏิเสธเพคะ ของดีขนาดนี้ ปฏิเสธได้อย่างไร”
เหม่ยเมิ่งต้องยิ้มออกมาทันทีกับคำพูดของบุตรสาวก่อนจะตอบคำถาม“กำไลนี้เป็กำไลที่มหาเทพสร้างขึ้นเมื่อครั้งยังทรงนั่งบัลลังก์ประมุขฟ้าดินตั้งพระทัยจะประทานเป็รางวัลให้องค์หญิงฉิงเฟิ่งแห่งเผ่าหงส์แดงเพื่อตอบแทนที่เผ่าหงส์แดงช่วยดับอัคคีผลาญพิภพเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนที่มหาเทพจะสละบัลลังก์ให้หยางเจี้ยนเทียนจวินแต่องค์หญิงฉิงเฟิ่งอยากได้เป็หยกสีแดงมหาเทพจึงต้องสร้างกำไลหยกขึ้นมาใหม่ด้วยหยกเพลิงชาดทำให้นางสามารถใช้อัคคีธาตุได้ร้ายกาจยิ่งขึ้น”
เสวี่ยหลินทำสีหน้าเบื่อหน่ายทันทีก่อนจะหลุดปาก
“โจมตีแรงก็เท่านั้น ถ้าโจมตีไม่แรงพอหรือโจมตีไม่ถูกก็ไม่มีประโยชน์นางตาต่ำยิ่งนัก” นั่นเพราะนางเห็นมาจนชาชินแล้วว่าครั้งที่นางยังเป็เพียงมนุษย์และเล่นเกมผู้เล่นที่เน้นการสร้างความเสียหายเป็หลักแทบไม่อาจล้มผู้เล่นที่มีการป้องกันดีๆได้หากโจมตีไม่แรงพอ และหลายครั้งยังพ่ายแพ้ให้กับผู้เล่นที่มีการป้องกันสูงอีกด้วย
เหม่ยเมิ่งหัวเราะออกมาทันทีก่อนจะกล่าวต่อ“เ้าอย่าไปพูดเช่นนี้นอกแดนพายัพล่ะ มิฉะนั้น เ้าถูกเผ่าหงส์แดงและเผ่าสิงโตลงโทษเ้าแน่”
“ทำไมล่ะเพคะ ก็มันเื่จริงนี่นา”
“ก็นั่นแหละ เ้าอย่าพูดก็แล้วกัน ไว้เ้าโตมากกว่านี้เ้าก็รู้เอง”
เสวี่ยหลินพยักหน้ารับ แต่ก็พอเข้าใจได้อยู่และนางก็แน่ใจว่าเื่นี้ต้องมีตื้นลึกหนาบางอีกไม่น้อยเพียงแต่ไม่ได้มีประโยชน์สำหรับนางที่จะต้องทราบ
เสวี่ยหลินมีเวลาอีกหนึ่งหมื่นหนึ่งพันปีกว่าที่นางจะอายุ25,000 ปีและต้องไปศึกษาเล่าเรียนที่หุบเขาบูรพานิรันดร์ ดังนั้นเหม่ยเมิ่งจึงตั้งใจสอนนางหัดเขียนอ่านให้คล่องเสียก่อนทว่าเมื่อเริ่มสอนไปได้เพียงครู่เดียวเหม่ยเมิ่งจึงได้ทราบว่าบุตรสาวของนางอ่านออกเขียนได้แล้วเป็อย่างดีถ้าจะขาดไปก็เพียงลายมือนางยังไม่สวย เหม่ยเมิ่งจึงได้แต่สั่งให้เสวี่ยหลินคัดลายมือมาส่งให้นางดูวันละสามแผ่นเสวี่ยหลินจำยอมกระทำ แต่เพราะด้วยพรที่ผู้เฒ่าตว๋อเทียนมอบให้ ผ่านไปเพียงสามวันลายมือของเสวี่ยหลินก็งดงามอย่างยิ่ง ทำเอาเหม่ยเมิ่งพูดไม่ออก
“หลินเอ๋อร์ เ้าไปเรียนที่สถานศึกษาพายัพเถิดแม่ส่งนามของเ้าไปให้ท่านอาจารย์ที่นั่นแล้ว ที่นั่นเ้าจะได้มีสหายวัยเดียวกันและได้ร่ำเรียนอย่างอื่นเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าสำหรับการไปเรียนที่หุบเขาบูรพานิรันดร์”
สถานศึกษาพายัพก็เหมือนโรงเรียนกินนอนในโลกมนุษย์ที่นางจากมาเสวี่ยหลินก็ไม่ว่ากล่าวสิ่งใด ดีเสียอีกนางจะได้มีเวลาศึกษาได้เต็มที่
เสวี่ยหลินไปเรียนตามที่เหม่ยเมิ่ง้าหากเพียงวันแรก นางก็ประเดิมด้วยการหลับในห้องเรียนนี่เป็เพราะอาจารย์ผู้นี้สอนน่าเบื่อเกินไป น้ำเสียงตอนสอน ฟังแล้วชวนหลับอย่างยิ่งแล้วก็สอนตามตำราทุกอย่าง การสอนเพื่อดึงความสนใจของนักเรียนก็ไม่มีเสวี่ยหลินถึงกับถอนหายใจ นั่งครุ่นคิดอยู่นานในที่สุดก็นึกหาวิธีการออก
วันรุ่งขึ้นเสวี่ยหลินเดินไปที่เรือนกลางอันเป็เรือนที่ใช้ทำงานของอาจารย์ใหญ่
“องค์หญิงน้อย มาพบข้ามีธุระใด”อาจารย์ใหญ่เอ่ยถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ท่านอาจารย์ ข้าอยากทราบว่าที่สถานศึกษามีวิชาที่ต้องเรียนทั้งหมดกี่วิชาเ้าคะ”
อาจารย์ใหญ่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงตอบออกมา“มีวิชาปรุงโอสถ วิชาสมุนไพร วิชาทำครัว วิชาผักผลไม้ วิชาค้นหาและขุดแร่ วิชาแร่วิชาเวท และการต่อสู้ ทั้งหมดก็แปดวิชา แปดวิชานี้เป็วิชาเบื้องต้นแต่ละวิชาก็ต้องใช้เวลาเล่าเรียนและฝึกฝน กว่าจะจบก็อีกหนึ่งหมื่นหนึ่งพันปีข้างหน้าองค์หญิงน้อยก็อายุครบเกณฑ์ที่จะไปศึกษาขั้นกลางและขั้นสูงที่หุบเขาบูรพานิรันดร์ได้พอดี”
“เช่นนั้น ข้าจะศึกษาเองและเมื่อถึงกำหนดสอบข้าก็จะมาสอบนะเ้าคะ”
“องค์หญิงน้อยแน่ใจนะพ่ะย่ะค่ะว่าจะไหว”
“ข้าไหวแน่นอนเ้าค่ะแล้วตำราทั้งหมดของทุกวิชามีที่หออักษรใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ถ้าองค์หญิงน้อย้าศึกษาให้เร็วก็ไปศึกษาเองได้ที่หออักษร”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
เสวี่ยหลินตั้งใจศึกษาวิชาสมุนไพรกับวิชาผักผลไม้ก่อนสองวิชานี้ใกล้เคียงกันตรงที่ต้องปลูกขึ้น จึงสมควรศึกษาร่วมกันได้
ยามนี้นางมาถึงหออักษรแล้ว เมื่อสอบถามอาจารย์ที่เป็บรรณารักษ์ประจำหออักษรจึงได้ทราบว่าตำราวิชาผักผลไม้อยู่ที่ชั้นหนึ่งและวิชาสมุนไพรอยู่ที่ชั้นสองเสวี่ยหลินจึงปักหลักอ่านตำราทุกเล่มในสองชั้นนี้
สิ่งที่เสวี่ยหลินชอบที่สุดคือนางเพิ่งทราบว่ายิ่งนางอ่านและจดจำทำความเข้าใจได้มากเพียงใด ค่า INT อันมีผลต่อ MATK,SP และ MDEF ยิ่งสูงมากขึ้นเป็เงาตามตัวและยังทำให้ลดระยะเวลาในการร่ายเวทได้มากขึ้นนางจึงตั้งใจว่านางจะศึกษาให้ครบทุกวิชาให้เร็วที่สุด
ด้วยพรที่นางขอจากผู้เฒ่าตว๋อเทียน แน่นอนว่านางย่อมจดจำและเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างง่ายดายและไม่มีวันลืมเลือนนางใช้เวลาหนึ่งปีในการศึกษาตำราทั้งสองวิชานี้จนครบถ้วน
วันนี้เป็วันที่นางมาสอบข้อเขียนในวิชาผักผลไม้และสมุนไพรเนื่องเพราะเป็การสอบเต็มวิชามิใช่เพียงบางส่วนเช่นการศึกษาเล่าเรียนตามปกติข้อสอบแต่ละวิชาจึงกำหนดให้เสวี่ยหลินมีเวลาสอบถึงสามชั่วยาม ดังนั้นนางจะต้องสอบวิชาผักผลไม้วันนี้ และวันรุ่งขึ้นจึงเป็การสอบวิชาสมุนไพร
ผ่านไปอีกเจ็ดวันทั้งสถานศึกษาพายัพก็ต้องตื่นตะลึงเมื่อผลสอบถูกประกาศออกมาว่าเสวี่ยหลินสอบได้คะแนนเต็มทั้งสองวิชาเมื่อาาเสวี่ยิและราชินีเหม่ยเมิ่งทราบเื่จึงปลาบปลื้มดีใจอย่างยิ่งเพราะผ่านไปเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้นเสวี่ยหลินแสดงให้เห็นว่านางมีความคิดอ่านที่ดี และจัดการเื่ราวต่างๆได้ยอดเยี่ยม แม้นางจะยังเป็เซียนเด็กอายุหนึ่งหมื่นสี่พันกว่าปีเท่านั้น
วิชาที่สามที่เสวี่ยหลินตั้งใจศึกษาคือวิชาเวทเพราะนาง้าใช้ธาตุต่างๆ ในการช่วยปลูกสมุนไพรและผักผลไม้เพื่อเร่งให้มันเติบโตได้เร็วและให้ผลเลิศที่สุดซึ่งเมื่อได้เริ่มศึกษาจึงทำให้นางทราบว่าสกิลต่างๆที่นางเห็นทั้งหมดจากหน้าต่างสกิลนั้น มีอธิบายโดยละเอียดไว้ในตำราทำให้นางยิ่งเข้าใจสกิลที่ตนเองเลือกใช้มากขึ้นและแน่นอนว่านางสามารถจดจำและเข้าใจสกิลต่างๆ ได้เป็อย่างดีแต่สิ่งที่นางตั้งใจศึกษาที่สุดในวิชาเวทคือธาตุต่างๆ
ในโลกแห่งเซียนมีธาตุทั้งสิ้นหกธาตุคือวารี อัคคี วายุ สายฟ้า แสงศักดิ์สิทธิ์ และธาตุมืด แน่นอนว่าธาตุมืดย่อมจะมีเฉพาะเทพเซียนที่กลายเป็มารส่วนธาตุแสงนั้นหาได้ยากยิ่ง หากนางมีธาตุแสงนี่ล่ะก็กล่าวได้ว่าราวกับนางมีสกิลฟื้นฟู HP และ Buff Skillของอาชีพนักบวชเลยทีเดียว ปัญหาคือนางจะหาธาตุแสงได้จากที่ใด และที่แน่ๆไม่มีตำราเล่มใดบอกเลยว่าธาตุแสงมีกำเนิดอย่างไร หากนางทราบแหล่งกำเนิดธาตุแสงก็ไม่ยากที่นางจะต้องดั้นด้นค้นหาเอามาให้ได้
ส่วนวารี อัคคี วายุ และสายฟ้านั้นจากตำราทั้งหมดที่นางศึกษามาอย่างละเอียด นางต้องอัญมณีธาตุแต่อัญมณีธาตุที่เทียบเคียงกับอัญมณีต้นกำเนิดธาตุทั้งสี่คือ จตุธาตอัญมณีซึ่งกล่าวได้ว่าหายากอย่างที่สุด หากผู้ใดได้จตุธาตุอัญมณีกล่าวได้ว่าเทพเซียนผู้นั้นจะเป็เ้าแห่งธาตุ และยามนี้ผู้ที่และหลอมรวมกับจตุธาตอัญมณีได้สำเร็จคือมหาเทพหยางหลง เพียงผู้เดียว
มิน่ามหาเทพถึงสร้างกำไลหยกขาวกับกำไลหยกแดงได้ง่ายดายนัก เสวี่ยหลินรำพึงอยู่ในใจ
นางพยายามทบทวนถึงทรัพย์สมบัติในคลังที่วังพายัพแต่ในคลังนั้นย่อมไม่มีจตุธาตุอัญมณี มีเพียงอัญมณีธาตุชั้นเลิศเท่านั้นแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่นาง้า แล้วนางจะหาจตุธาตุอัญมณีได้อย่างไร
เสวี่ยหลินเปิดหน้าต่างระบบของส่วนที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์อสูรนางเชื่อว่าจตุธาตุอัญมณีน่าจะดรอปจากบอสเท่านั้นและยังต้องเป็บอสที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง ทั้งอัตราดรอปก็น่าจะต่ำสุดขีดนางไล่อ่านรายละเอียดของสัตว์อสูรที่ถูกจัดว่าเป็บอสแต่ละตัวว่ามันดรอปอะไรออกมาบ้างบอสช่างมีมากมายนักจนนางนึกท้อ
ั์ตาดำหวานกวาดอ่านไปเรื่อยๆจนกระทั่ง...
อสูรสี่ตา ดรอปจตุธาตุอัญมณีแต้มสกิลจำนวนห้าแต้ม
บุปผากินคนดรอปโอสถเพิ่มพลังเวทระดับาขั้นสิบ ความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน จำนวนสิบเม็ด
...
สายตาที่กวาดผ่านไปแล้วพลันตวัดกลับมาอย่างนึกขึ้นได้
อสูรสี่ตา ดรอปจตุธาตุอัญมณีแต้มสกิลจำนวนห้าแต้ม
เจอแล้ว ! !เสวี่ยหลินแทบจะโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ
นางรีบอ่านรายละเอียดของบอสตัวนี้ทันที
อสูรสี่ตา เลเวล 90อาศัยอยู่ที่เทือกเขาครองพายัพอันเป็เทือกเขาแบ่งเขตแดนระหว่างแดนพายัพและแดนอุดรเมื่อสังหารบอสได้ จะมีโอกาส 0.5% ดรอปจตุธาตุอัญมณี เมื่ออสูรสี่ตาถูกสังหารจะเกิดใหม่ทุกสี่ชั่วยาม
นั่นคือ บอสตัวนี้จะเกิด 3 ตัว/วันและที่ดรอปแน่นอนคือแต้มสกิลจำนวนห้าแต้ม ส่วนจตุธาตุอัญมณีจะดรอปหรือไม่ต้องแล้วแต่โชคของนางล่ะถ้าโชคดีก็ดรอป ถ้าโชคไม่ดี นางคงได้ตีบอสตัวนี้กันจนต่างฝ่ายต่างจำหน้ากันได้
ด้วยเหตุที่ไม่มีผู้ใดทราบว่าจะหาจตุธาตุอัญมณีได้อย่างไรทั้งมันก็ยากที่จะดรอป ทำให้การได้มันมาจึงยากเย็นยิ่งนัก เสวี่ยหลินโชคดีที่นางตัดสินใจขอระบบเกมมาจากผู้เฒ่าตว๋อเทียนไม่อย่างนั้นล่ะก็ นางไม่มีวันหามันได้แน่
แต่อสูรสี่ตาเลเวล 90ยามนี้เลเวลของนางเพียง 85 ลมปราณอยู่ในระดับขึ้น์ขั้นที่ห้า ยามนี้นางจึงสามารถตรวจสอบค่าสถานะของผู้อื่นได้รวมทั้งบอส
เอาวะ อย่างน้อยตอนนี้เราก็สามารถเห็นค่าสถานะของบอสได้ไปลองซัดกับมันดูก่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็กลับมาที่สถานศึกษา เตรียมตัวกันใหม่ตอนนี้เราเตรียมเสบียงไปสักสามเดือนก็แล้วกัน เผื่อเราจะสู้ไหวแล้วต้องตีบอสตัวนี้นานแล้วก็ต้องแอบออกจากสถานศึกษาด้วย ถ้าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ทราบล่ะก็ไม่มีทางให้เราไปที่เทือกเขาครองพายัพเด็ดขาด เสวี่ยหลินวางแผนไว้ในใจ
เสวี่ยหลินเปิดหน้าจอที่แผนที่ของแดนเซียนขึ้นมาก่อนจะมองหาเทือกเขาครองพายัพและทำเครื่องหมายกากบาทสีแดงไว้เป็สัญลักษณ์ให้มันนำทางนางไปยังที่นั่นเมื่อถึงกำหนดที่นางออกเดินทาง
เสวี่ยหลินทำทีเป็ยืมตำราเล่มหนาๆออกมา 4 เล่มก่อนจะบอกกล่าวอาจารย์บรรณารักษ์ว่า
“ศิษย์จะไปอ่านที่เรือนพักสักสามเดือนเ้าค่ะนั่งอ่านตำราที่นี่มาก็ปีกว่าแล้ว เลยเกรงกว่าตนเองจะเบื่อเสียก่อน”นางบอกกล่าวเพื่อมิให้อาจารย์บรรณารักษ์สงสัยว่าไฉนนางจึงไม่มาอ่านหนังสือเช่นเคย
อาจารย์บรรณารักษ์พยักหน้าอย่างเข้าใจเขาเองก็เห็นนางมาอ่านหนังสือได้ปีกว่าแล้วจริงๆ
วันรุ่งขึ้นตอนใกล้รุ่งสางเสวี่ยหลินแปลงกายเป็จิ้งจอกห้าหาง หากอยู่ในรูปลักษณ์ของจิ้งจอกขาวนั่นเพราะสร้อยมายาจิ้งจอกได้อำพรางและปกปิดลักษณะแท้จริงของนางไว้นางมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็ที่ตั้งของเทือกเขาครองพายัพ
เป็ครั้งแรกที่เสวี่ยหลินได้ออกมาห่างไกลวังพายัพและออกมาเพียงผู้เดียวแต่เวลานี้นางไม่มีกะจิตกะใจจะชมทิวทัศน์รอบด้านเพราะนางจดจ่อแต่เพียงเทือกเขาครองพายัพเท่านั้น เข็มทิศที่ปรากฏให้นางเห็นเพียงผู้เดียวกำลังนำทางนางไปยังเทือกเขาแห่งนั้น
ด้วยการเร่งเดินทางนางจึงมาถึงเทือกเขาครองพายัพในตอนเย็นของวันนั้น กวาดตามองในแผนที่อีกครั้งหนึ่งก็มองเห็นจุดกะพริบสีแดง เป็สัญลักษณ์ว่าบอสของแผนที่นี้อยู่ที่จุดนั้นจิ้งจอกขาวตัวน้อยพุ่งทะยานไปยังทิศทางนั้นทันทีใช้เวลาอีกราวสองเค่อจึงมาถึงที่ราบขนาดใหญ่แห่งหนึ่งรอบที่ราบแห่งนี้เต็มไปด้วยโขดหินและก้อนหินใหญ่น้อยสีเทามากมาย
บอสอยู่ไหนล่ะ ออกมาหน่อยสิ ขอดูค่าสถานะหน่อย
เสวี่ยหลินนึกในใจนางอยากเห็นค่าสถานะของมันเสียก่อนจะได้เตรียมตัวถูก
แม้แสงสีแดงที่กะพริบวาบในแผนที่จะบ่งบอกชัดเจนว่าบอสอยู่ในที่ราบแห่งนี้หากเสวี่ยหลินมองหาเท่าใดก็หาไม่เจอ
บอสเวรเอ๊ย หน้าตาก็ไม่ได้หล่อยังเล่นตัวไม่ยอมโผล่ออกมาอีก เสวี่ยหลินนึกในใจอย่างหงุดหงิดเมื่อรออยู่ถึงครึ่งเค่อแล้วก็ยังไม่เห็นตัวมันทั้งๆ ที่สัญลักษณ์ของบอสก็ยังกะพริบอยู่ในแผนที่บริเวณที่นางอยู่
นางหงุดหงิดเสียจนกระทืบเท้าอย่างแรงไปสองทีแต่แล้วร่างจิ้งจอกขาวห้าหางของนางก็แทบร่วงนางต้องรีบพุ่งทะยานไปยังอีกด้านหนึ่งทันทีจึงได้พบว่าก้อนหินที่นางนั่งรออสูรสี่ตานั้นแท้จริงแล้วก็คือตัวมันนั่นเอง เสวี่ยหลินถอนหายใจอย่างหนาวเหน็บใครจะไปคิดล่ะว่ามันจะมีสีสันเหมือนกับก้อนหินขนาดนี้
อสูรสี่ตาที่ขยับเขยื้อนครั้งนี้เสวี่ยหลินได้เห็นอย่างเต็มตาจนต้องเบิ่งตากว้างอย่างตกตะลึงว่ามันมีลักษณะเหมือน...เอ่อ...ไดโนเสาร์!
ใช่ ไดโนเสาร์ !แถมยังเป็พันธุ์ที่นางเคยเห็นในภาพยนตร์เื่ Jurassic Park ภาคแรกเสียด้วย
ไทแรนโนซอรัส เรกซ์ (Tyrannosaurus rex) หรือเรียกอย่างย่อว่า ที. เรกซ์ (T. rex) !
เสวี่ยหลินต้องกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอเพราะในระบบเกมนั้นมันไม่ได้แสดงรูปร่างหน้าตาของบอสตัวใดเอาไว้เลยนางเลยไม่คาดว่าอสูรสี่ตาคือ ไอ้ตัวโหดนี้
T. rex เป็ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่เดินสองขา มีกะโหลกศีรษะที่ใหญ่ และเพื่อสร้างความสมดุลมันจึงมีหางที่มีน้ำหนักมากมีขาหลังที่ใหญ่และทรงพลัง แต่กลับมีขาหน้าขนาดเล็ก มีสองกรงเล็บ ดูจากรูปร่างของมันตอนนี้มันยาวราว 5 จั้ง (1 จั้ง = 2.5 เมตร) สูงราว 2 จั้ง
เสวี่ยหลินหลบไปอยู่หลังหินใหญ่ก้อนหนึ่งก่อนจะเพ่งมองอสูรสี่ตาตรงหน้ายามนี้นางมองเห็นค่าสถานะของมันแล้ว
PATK 23,587
Max HP 873,642
DEF 8,369
MDEF 3,624
CC Resistance 30%
Damage Reflection 10%เมื่อ Max HP ลดลงครั้งละ 10%
เห็นสถานะนี้เสวี่ยหลินก็ตัดสินใจได้ทันทีว่านางสามารถจัดการอสูรสี่ตาได้ประการแรกคือมันแพ้ทางสายเวทเช่นนาง MDEF มีเพียง 3,624และนางมีสกิลทลายเกราะที่สามารถลดการป้องกันและ CC Resistance ของมันได้จนไม่เหลือ
ประการที่สองคือ สกิลของนางทุกสกิลมีCC นี่ถือเป็ข้อได้เปรียบเพราะจะทำให้นางโจมตีมันได้แต่เพียงฝ่ายเดียวและประการที่สามคือ การสะท้อนความเสียหายของมันนั้นทำร้ายนางไม่ได้เพราะนางมีสกิลเกราะทองคำ
ดังนั้น นางต้องคอยใช้สกิลทลายเกราะแหลมคม และเกราะทองคำไว้เรื่อยๆ จากนั้น จากนั้นจึงโจมตีมันด้วยห้วงนิทราและเคลิ้มฝันเมื่อเืของมันเหลือต่ำกว่า 10% นางจึงค่อยใช้อาณาจักรแห่งฝันเพื่อปิดฉากเท่านี้นางก็สามารถเอาชนะมันได้
ยามนี้เสวี่ยหลินคิดทดลองกลยุทธ์ที่นางคิดขึ้นทันทีนางกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ในมือปรากฏคทาห้วงฝันแห่งจิ้งจอก คทาทอประกายแสงงดงามหากประกายแสงนี้กลับเข้าตาของอสูรสี่ตาอย่างจังมันรับรู้ได้ว่ามีศัตรูอยู่ในอาณาเขตของมัน
กร๊าซซซซซซซซซซซซซ
มันส่งเสียงกรีดร้องขู่ขวัญเสียจนนางแสบแก้วหูไปหมดเสียงร้องของมันทรงพลังและดังกระหึ่มอย่างยิ่ง
คทาในมือชี้ตรงไปที่อสูรสี่ตา พลังเวทสีแดงเข้มอันเป็ลักษณะของสกิลทลายเกราะถูกส่งไปคลี่คลุมบนร่างของอสูรสี่ตาทันทีตามด้วยพลังเวทสีแดงอ่อนของสกิลแหลมคมที่คลี่คลุมซ้อนทับลงมา
คทาในมือถูกวาดเป็วงกลมบังเกิดดวงแสงสีทองขึ้นครอบคลุมร่างของเสวี่ยหลิน นี่ย่อมเป็สกิลเกราะทองคำ
คทาในมือถูกชี้ตรงไปที่อสูรสี่ตาอีกครั้งพลังเวทสีน้ำเงินอันเป็สกิลห้วงนิทราถูกครอบคลุมลงบนร่างของอสูรสี่ตาตามด้วยพลังเวทสีฟ้าอ่อนที่เป็สกิลเคลิ้มฝันก็ยิงเข้าใส่มันทันที
มองเห็นอสูรสี่ตายืนมึนงงท่าทีสับสนวุ่นวาย เสวี่ยหลินรีบโจมตีด้วยพลังเวทอันรุนแรงสลับกับการยิงสกิลทลายเกราะและแหลมคมอย่างต่อเนื่องทำให้ยามนี้นางเห็นชัดเจนว่าอสูรสี่ตาไม่มีเกราะเหลือแล้ว CC Resistance ของมันก็เป็ศูนย์ ทำให้มันติด CC มึนงงและหลับใหลจากการลงมือของนางตลอดเวลา
หลอดเืของอสูรสี่ตาค่อยๆลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเืของมันลดลง 10% พลันร่างของอสูรสี่ตาก็สาดประกายสีดำก่อนแสงสีดำนั้นจะพุ่งทะลวงเข้าหานางเสวี่ยหลินโบกคทาอีกครั้ง ดวงแสงสีทองของเกราะทองคำก็ครอบคลุมร่างของนาง
เปรี้ยงงงง เปรี้ยงงงง เปรี้ยงงงงเปรี้ยงงงง
เปรี้ยงงงง เปรี้ยงงงง เปรี้ยงงงงเปรี้ยงงงง
เปรี้ยงงงง เปรี้ยงงงง เปรี้ยงงงงเปรี้ยงงงง
แสงสีดำนั้นกระทบกับเกราะทองคำของนางหากเสวี่ยหลินปลอดภัยทุกประการ เพราะเกราะทองคำป้องกันการโจมตีทั้งหมดได้
เมื่อสิ้นเสียงนี้เสวี่ยหลินก็วาดคทาในมืออีกครั้งเพื่อโจมตีอสูรสี่ตาต่อไปนางเวียนวนทำเช่นนี้อยู่ราวหนึ่งเค่อ อสูรสี่ตาจึงค่อยล้มลงสิ้นใจตายก่อนมันจะตายมันกรีดเสียงร้องดังก้องไปทั้งหุบเขา
เสียงไร้ที่มาดังขึ้นในใจของนาง
ปราณเซียนจิ้งจอกเพิ่มขึ้น 5%
แต้มสกิลจำนวน 5 แต้ม
ที่เหลือก็เป็วัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างอุปกรณ์สวมใส่อื่นๆหากไม่มีจตุธาตุอัญมณี เสวี่ยหลินนั้นทำใจไว้ก่อนแล้วว่ามันจะไม่ดรอปเพราะอัตราดรอปคือ 0.5% ตอบไม่ได้เลยว่านางต้องสังหารอสูรสี่ตาอีกกี่ตัว มันถึงจะดรอปให้นาง
เสวี่ยหลินเดินไปเก็บวัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างอุปกรณ์ที่ดรอปออกมานางไม่ทราบว่าหากตนเองร่วมล่าสัตว์อสูรกับผู้อื่น พวกเขาจะมองเห็นของเหล่านี้และแย่งชิงของไปได้หรือไม่
“ไม่ได้หรอกพวกเขาจะมองไม่เห็นและไม่ได้ของไป นอกจากเ้าจะหยิบยื่นให้พวกเขาเอง”เสียงของผู้เฒ่าตว๋อเทียนดังขึ้นในใจนาง
“คุณตา !”นางอุทานเรียกอย่างดีใจ
“เป็อย่างไรบ้างเ้าชอบโลกแห่งเซียนนี้หรือไม่”
“ชอบค่ะ”ความเคยชินสมัยยังเป็ฮุ่ยหลันพลันกลับมา
“เ้าชอบก็ดีแล้ว ใช้ชีวิตให้ดีอย่าประมาทในการใช้ชีวิต”
“ค่ะ เอ่อ...คุณตาหนูอยากกลับไปที่โลกมนุษย์ที่หนูจากมาบ้างได้มั้ยคะ”
“เ้าสามารถท่องเที่ยวไปได้ทุกที่ข้าอนุญาต เ้าอยากเอาของในโลกมนุษย์มาใช้ที่แดนเซียนล่ะสิ”
“ก็คงมีบ้างค่ะแต่หนูคิดว่าหนูไม่ทำดีกว่า แต่ละโลกก็มีสภาพแวดล้อมเป็ของตนเองหนูไม่ควรทำให้มันวุ่นวาย”
“เ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว”
“แต่ถ้าหนูอยากจะสร้าง...เอ่อ...อย่างสร้างบ้านหรือตกแต่งแบบมนุษย์หนูทำได้ใช่มั้ยคะ”
“ได้อย่างมากพวกเทพเซียนทั้งหลายก็เห็นเป็ของแปลกตาเท่านั้น”
“ข้าไปล่ะ แล้วจะคอยดูเ้าอยู่เสมออ้อ ! เมื่อถึงวัยแต่งงานได้ บิดามารดาของเ้าก็คงหาคู่ให้”
“ไม่ล่ะค่ะ หนูรักชีวิตโสดหนูจะบอกพวกท่านว่าหนูไม่แต่ง หนูจะอยู่เป็โสด แต่งงานเนี่ย หนูว่าเหมือนเล่นพนันแถมเป็การพนันที่โอกาสถูกรางวัลต่ำสุดๆ หนูไม่เอาชีวิตดีๆ ของหนูไปเสี่ยงแน่”เสวี่ยหลินปฏิเสธทันที
“แล้วถ้าบุรุษผู้นั้นเขาเป็คนดีจริงๆ ล่ะ”
“โอ๊ยยยย คุณต๊า” เสวี่ยหลินขึ้นเสียงสูง
“ไอ้ที่ดีเลิศประเสริฐศรีแบบนั้นมันมีแต่ในนิยายค่ะ ชีวิตจริงนี่ หนึ่งในร้อยล้านมั้งคะ”
“แล้วถ้าบุรุษผู้นั้นเป็หนึ่งในร้อยล้านจริงๆล่ะ”
“เหลือมาไม่ถึงหนูหรอกค่ะ หนูมั่นใจดีขนาดนั้น ร้อยทั้งร้อยแต่งงานมีเ้าของหมด แล้วหนูก็ไม่คิดจะสมัครเป็เมียน้อยด้วยหนูอยู่คนเดียวนี่แหละดีสุด ใครจะว่าเป็สาวเทื้อ สาวทึนทึก ขึ้นคานก็ช่าง สวย รวยเสียอย่าง No สน No แคร์ค่ะ” คำตอบแบบสาวมั่นมาเต็ม
“ผู้ชายที่แต่งกับหนูได้ต้องรักเดียวใจเดียว มีหนูคนเดียว ถ้ามีคนอื่นเมื่อไหร่ คือหย่าทันที เพราะเื่แบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังค่ะ ถ้ามีลูก หนูเลี้ยงลูกคนเดียวได้ ไม่ง้อ”
“ในสายตาเ้า บุรุษคนใดดีที่สุด”
“คุณพ่อเสวี่ยิของหนูในชาติภพนี้ค่ะไม่ต้องรูปงามเท่าท่านพ่อหรอก ขอแค่ดีให้ได้เท่าท่านพ่อ หนูก็ OK แล้ว”
“หนูไม่ได้้าผู้ชายหล่อเพราะผู้ชายหล่อมักมีปัญหา มีแต่หญิงมาเสนอตัวสุดท้ายวันหนึ่งก็ต้องพลาดมีเมียน้อยจนได้ หนูจึงขอแค่หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ไม่อายใครก็พอ แต่นิสัยใจคอความประพฤติ หนูอยากได้อย่างคุณพ่อเสวี่ยิ”เรียกได้ว่าาาเสวี่ยิ บิดาของนางคือไอดอลของเสวี่ยหลินเลยทีเดียว
“อืมมม แล้วข้าจะหาทางบอกเขาให้”เสียงของผู้เฒ่าตว๋อเทียนรำพึงขึ้นมาเบาๆ
“คุณตาว่าอะไรนะคะ หนูฟังไม่ถนัด”
“ไม่มีอะไร ข้าไปล่ะ โชคดีนะนังหนู”
เสวี่ยหลินได้แต่งุนงง อยู่ดีๆ ก็มาอยู่ดีๆ ก็ไป อะไรของคุณตาเนี่ย
แต่เราสำรวจเทือกเขาครองพายัพดีกว่าระหว่างรออสูรสี่ตาเกิดใหม่เผื่อจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง แถมก่อนอสูรสี่ตาจะตาย มันร้องดังมากไม่รู้จะมีใครมาได้ยินรึเปล่า ถ้ามีคนอื่นมาแถวนี้ เราจะล่าอสูรสี่ตาลำบากเสวี่ยหลินครุ่นคิดอย่างกังวล
นางเหินร่างขึ้นกลางฟ้าก่อนจะแผ่ปราณเซียนจิ้งจอกออกเป็วงกว้างเพื่อสำรวจดูว่ามีผู้ใดเข้ามาในเทือกเขาครองพายัพหรือไม่โชคดีว่าไม่มีเทพเซียนคนใดอยู่เลยนั่นเพราะเทือกเขาครองพายัพอยู่ห่างไกลและยังเป็เทือกเขากั้นเขตแดนพายัพกับแดนอุดรเผ่าจิ้งจอกเก้าหางและเผ่าเต่าัเองก็ไม่ได้จัดกำลังทหารมาเฝ้ารักษาเขตแดนเพราะเห็นว่าเป็เทือกเขาสูงใหญ่และกว้าง อีกทั้งสองแดนก็เป็มิตรกันมาเนิ่นนาน
เสวี่ยหลินมีเวลาสำรวจเทือกเขาครองพายัพถึงสี่ชั่วยามกว่าที่อสูรสี่ตาจะเกิดใหม่อีกครั้งนางจึงตั้งใจสำรวจอย่างละเอียดว่าเทือกเขาแห่งนี้จะมีพืชพันธุ์ใดบ้างหรือมีสัตว์อสูรใดที่น่าสนใจนางพบเจอสัตว์อสูรระดับบอสอีกสองตัว หากเมื่อตรวจดูของที่มันจะดรอปให้แล้วนางก็ยังไม่สนใจ แต่นางก็พบสมุนไพรวิเศษทั้งพืชผักผลไม้และบุปผามากมายจึงตั้งใจว่าเมื่อนางจะกลับก็ค่อยมาเก็บพวกมันไป