หลังจากเด็กหญิงรู้ตัวตื่นขึ้นมานางกระพริบตาถี่สองสามครั้ง
“แค่กๆ แค่กๆ” เสียงไอแห้งๆ ปลุกให้กงเชาที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงหายจากอาการงัวเงีย
“เ้ารู้ตัวแล้วหรือ?จิบน้ำอุ่นก่อน”
เด็กน้อยจิบน้ำอุ่นไปหลายจิบใบหน้าเผือดสี ดวงตาเลื่อนลอยกงเชาใช้หลังมืออังบนหน้าผากและคอของนางด้วยความห่วงใย
“ยังมีไข้อยู่เลยเ้ารอประเดี๋ยวข้าจะเอาข้าวต้มมาให้ ยังร้อนๆ กินก่อนค่อยนอนพักต่อนะ”บุรุษที่สวมชุดอย่างชาวบ้านเดินเข้าไปยังเรือนเล็กด้านหลังที่ใช้ทำครัวเขาเดินออกมาพร้อมข้าวต้มที่ยังมีไอร้อนลอยอยู่
เด็กหญิงกลืนน้ำลายแต่ยังมิยอมพูดสิ่งใดนางอ้าปากเหมือนกับรอให้เขาป้อน
“เ้าคงหิวแล้วล่ะสิมาเดี๋ยวข้าป้อนเอง”
ซูเยว่เดินมาจากกระท่อมน้อยที่สร้างแยกออกจากอารามซึ่งมีสองห้องแบ่งเป็ห้องนอนของอาจารย์และห้องนอนของเขากับกงเชา
“เ้าตื่นแล้วหรือ?”น้ำเสียงของซูเยว่กระตือรือร้น “เสื้อผ้าของเ้าที่ผึ่งไฟไว้แห้งพอดีข้าจะไปหยิบให้”
ดวงตาของเด็กหญิงมองตามหลังซูเยว่ไป
“พวกเราเป็ศิษย์ของนักพรตเทพบนเขาหงส์อาจารย์ของพวกเราช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ให้เ้าหายดีพวกเราจะพาเ้ากลับไปส่งครอบครัว”
เด็กหญิงยังคงกลืนข้าวต้มที่ต้มจนเละแทบจะเป็น้ำไปเรื่อยๆโดยไม่แสดงปฏิกิริยาใดกงเชาเองก็ไม่เซ้าซี้เพราะเขาเห็นว่านางยังเด็กทั้งยังล้มป่วยอยู่จะซักไซ้ตอนนี้ก็ไม่สมควร กระทั่งนางกินอิ่มแล้วเขาก็หันไปหยิบถ้วยใส่น้ำส่งให้
ซูเยว่เดินกลับมาพร้อมเสื้อผ้าในมือ“ตอนที่เ้าไม่ได้สติข้าเป็คนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เ้าเองแต่ข้าเป็คนรู้จักกาลเทศะนะใช้ผ้าห่มคลุมร่างเ้าแล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนให้ ข้าไม่ได้ดูร่างกายเ้าเลยนะ”
เด็กน้อยยังคงรับฟังอย่างสงบซูเยว่มองใบหน้าซีดเผือดของนางแล้วก็รู้สึกเวทนา
“เอาไว้เ้าหายดีแล้วเราค่อยคุยกันใหม่สวมเสื้อผ้าเสียสิ อากาศบนเขาตอนกลางคืนหนาวเย็นนัก ผ้าห่มนวมผืนที่เ้าใช้อยู่เป็ของเก่าของข้าให้เ้ายืมใช้ก็แล้วกัน”
กงเชานั่งเฝ้าอยู่ข้างๆเขาคอยช่วยเด็กหญิงหยิบจับเสื้อผ้าเข้าไปสวมใต้ผ้าห่มนวมเมื่อนางสวมจนเสร็จก็ช่วยจัดแจงให้นางนอนลง
“คืนนี้ข้าจะนอนเฝ้าเ้าที่ตั่งนั่นไม่ต้องกลัว”
ซูเยว่เห็นกงเชาเป็ห่วงเป็ใยเด็กหญิงก็ยิ้มกว้างที่ไม่ต้องเถียงกันว่าผู้ใดจะนอนเฝ้านาง
เช้าวันต่อมาซูเยว่ที่ตื่นก่อนฟ้าสางก็มาตรวจชีพจรเด็กหญิงครั้นเห็นว่าอาการของนางดีขึ้นมากก็วางใจ เขาแตะหลังมือที่หน้าผากของนางและที่คอเมื่อเห็นว่านางตัวไม่ค่อยร้อนแล้วก็ยิ้มออกมา
เสียงฝีเท้าด้านหลังตรงเข้ามาใกล้นักพรตจูเิชะโงกหน้าเข้ามาถาม
“เป็อย่างไรบ้าง?”
“หายแล้วขอรับเอาไว้ให้นางตื่น กินข้าวกินปลาเรียบร้อย เราค่อยซักไซ้ไล่เรียงนางก็แล้วกัน”
“ดีๆคราวนี้เราน่าจะได้เงินพอที่จะเดินทางไปแคว้นิ”
จูเิได้ยินจากพ่อค้าคนหนึ่งว่าเมืองหลวงแคว้นินิยมการทำพิธีเสริมดวงชะตายิ่งทำพิธีได้น่าเชื่อถือก็ยิ่งได้เงินมากคนแคว้นิเป็คนใจกว้างชอบใช้จ่ายอย่างไม่เสียดาย
“ท่านอาจารย์ต่อให้ไปไม่ถึงแคว้นิข้าว่าเมืองต้าชู่ก็ไม่เลวร้ายนะขอรับ ได้ยินว่าคนแถวนั้นนิยมทำพิธีให้บรรพบุรุษเพราะเชื่อกันว่ายิ่งทำตนเองก็จะยิ่งรุ่งเรืองร่ำรวย”
“ไปไหนก็ได้ขอให้พวกเรามีเงินเดินทางกันก่อนเถอะ ตอนนี้เงินทองที่ข้าเก็บไว้ก็เหลือไม่มากแล้วหลังจากพิธีปราบผีล้มเหลวเราก็ยังไม่มีรายได้เข้าอารามสักอีแปะ” นักพรตหนุ่มพึมพำ
ครั้งก่อนไม่รู้ว่าคาถาที่เขาใช้ไม่ถูกต้องหรือท่องผิดกันแน่ดวงิญญาผีร้ายแทนที่จะกลับเข้าหลุมไปอย่างสงบสุขกลับกลายเป็ไล่พวกเขาสามคนเสียกระเจิดกระเจิง
ความจริงในสำนักนักพรตชู่ยี่ที่จูเิเคยอยู่นั้นสอนให้ปฏิบัติตามมรรคาของปรมาจารย์อย่างเคร่งครัด ฝักใฝ่ในทางเซียน ละเว้นทางโลกไม่เชื่อเื่ภูตผีทว่าจูเิที่มีบ้านอยู่ใกล้สุสานกลับเคยเห็นิญญาอยู่บ่อยครั้ง
แม้จะถูกบิดาบังคับให้บวชเป็นักพรตแต่กลับเสาะหาตำราและคัมภีร์ที่กล่าวถึงโลกิญญาการปราบผี ปราบปีศาจและพลังวิเศษมาฝึกฝนอยู่เรื่อยๆ ทำให้ถูกขับไล่ออกจากสำนักกลายเป็นักพรตนอกรีต
เด็กหญิงลุกขึ้นขยี้ตากงเชาหันไปเจอก็เรียกให้นางลุกขึ้นไปล้างหน้า
“เ้าดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่?”
“อืม...” นางพยักหน้าเนือยๆ“ข้าอยู่ที่ไหน?”
“อารามนักพรตเทพบนเขาหงส์ ข้าแซ่กงชื่อเชา เรียกว่าเหล่ากงก็ได้”
กงเชาผสมน้ำอุ่นใส่อ่างไม้ใบเล็กไว้บนโต๊ะพร้อมหน้าซับหน้า
“แม่หนูน้อย เ้ามีชื่อว่าอะไร?”
“ข้า...ข้าหรือ?”เด็กหญิงงงวยไปชั่วขณะ “นั่นสิ! ข้าชื่ออะไร?”
ซูเยว่ที่เดินมายืนกงเชาทำหน้าเหวอชี้นิ้วมาที่เด็กหญิงอย่างหวาดหวั่น “อย่าบอกนะว่าเ้าจำชื่อตัวเองไม่ได้”
นางส่ายหน้าช้าๆั์ตาครุ่นคิดทบทวนเื่ราวที่เกี่ยวกับตนเอง ซูเยว่ถลามาคุกเข่าอยู่ต่อหน้า
“บ้านเ้าอยู่ที่ใด?”
เด็กน้อยส่ายหน้าอีกครั้งสายตาที่มองมายังซูเยว่ดูว่างเปล่า
“เ้าจำชื่อบิดามารดาได้หรือไม่?”
นางส่ายหน้าซ้ำแต่เร็วขึ้น ทำเอาซูเยว่ผงะหงายหลังร้องออกมาเสียงหลง
“แย่แล้วๆ”ก่อนจะะโร้องเรียกนักพรตจูเิเสียงดัง ลุกขึ้นวิ่งออกไปด้านหลังอาราม“ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์!”
นักพรตหนุ่มที่เพิ่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาจากห้องนอนเลิกคิ้วร้องสวนกลับมา“เ้าเสียงดังทำไมกัน? อยู่ใกล้แค่นี้เองทำตัวแตกตื่นไปได้”
“แย่แล้วขอรับเด็กน้อยคนนั้นนางความจำเสื่อมไปเสียแล้ว”
จูเิได้ยินก็อ้าปากเหวอ “ไอหยา! นางความจำเสื่อมรึ?”
“ข้าถามชื่อนางก็ตอบไม่ได้ถามถึงบ้าน ถึงบิดามารดานางก็จำไม่ได้สักอย่างแล้วอย่างนี้เราจะพานางไปรับเงินกับผู้ใดได้เล่า?” สีหน้าของซูเยว่ย่ำแย่
เดิมทีพวกเขาสามคน่นี้ก็ลำบากเื่อาหารการกินและเงินที่หรอยหรออยู่แล้วหากต้องหาเลี้ยงเด็กหญิงเพิ่มอีกคนก็คงไม่ต่างจากแบกหินเพิ่มอีกก้อนนอกจากไม่มีประโยชน์แล้วยังสร้างความทุกข์ยากยิ่งกว่าเดิม
นักพรตจูเิยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง“เสี่ยวเยว่ เ้าอย่าเพิ่งแตกตื่นพวกเ้าลงจากเขาไปสืบดูสิว่าแถวนี้มีบุตรสาวสกุลใหญ่หายตัวไปหรือไม่?”
************************
