นี่มันบ้ายิ่งกว่า!!
เช้าตรู่วันนี้ เจษลินทร์รู้สึกี้เีลุกอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกเมื่อยไปทั้งตัว นอนกลิ้งไปมาบนที่นอนนุ่มๆอยู่สองสามนาทีจึงตัดสินใจลุกไปอาบน้ำ
ร่างบางเดินเข้าห้องน้ำแปรงฟันอยู่หน้ากระจกทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ก้มลงบ้วนปากแล้ววักน้ำล้างหน้าไปหลายที
“เชี่ย!”
เขาอุทานเพราะใกับสภาพใบหน้าของตัวเอง หนวดเคราทิ่มออกมายาวแปลกตา แถมผมก็ยาวขึ้นมาเป็กอง
มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ? แค่คืนเดียวผมกับหนวดมันงอกได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ?
มือเรียวรีบหยิบมีดโกนมาโกนหนวดออกเสีย พอสำรวจดูดีๆกลับพบว่าใบหน้าของตัวเองนั้นหมองคล้ำ หยาบกร้าน อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน พอมองไปตามร่างกายก็พบว่าผิวกายก็หยาบกระด้างไม่ต่างกัน ประหนึ่งว่าไม่เคยได้บำรุงมาเป็เดือนๆ
อะไรหว่า?
หลังจากจัดการอาบน้ำขัดผิวตัวเองอยู่พักใหญ่ เจษลินทร์ก็เดินลงมาข้างล่าง ตั้งใจจะมาถามแม่กับน้องชายว่าเมื่อวานผมเขามันยาวขนาดนี้จริงเหรอ
ทว่าก้ต้องกลืนคำถามนั้นลงคอเมื่อเห็นแฝดกับมารดานั่งกอดกันอยู่
“มีอะไรกันเหรอครับ?” เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“เจษ โกนหนวดแล้วเหรอลูก เจษโอเครึยัง เป็ยังไงบ้าง” เจนจิราเดินมาลูบหน้าลูกชายเอ่ยถามด้วยแววตาเป็ห่วงอย่างสุดซึ้ง โดยมีจิรากรที่อาการไม่ต่างกันเดินมาลูบหัวเขา
“เอ่อ มีอะไรกันรึเปล่าครับคุณเจน เจษก็สบายดีนะครับทำไมต้องมองด้วยสายตาเป็ห่วงขนาดนั้น? เจษในะเนี่ย” เจษลินทร์มองดูอาการของแม่กับแฝดก็อดรู้สึกพิศวงไม่ได้
“งั้นเรากินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยกันดีมั้ย เจษคงคิดถึงกับข้าวคุณเจนมากใช่มั้ย”
ยิ่งฟังเ้าตัวก็ยิ่งงง ก็กินอยู่ทุกวันไม่ใช่เหรอ กระนั้นเจษลินทร์ก็ยอมกินข้าวแต่โดยดี ได้แต่คิดในใจว่าคงมีเื่ต้องคุยกันหน่อยแล้ว
- สามสิบนาทีให้หลัง -
“ห้ะ เจษนี่นะเพิ่งออกจากคุก?!!” เจษลินทร์เอ่ยย้ำคำของแฝดเสียงหลง
มันจะเป็ไปได้ยังไงกัน นี่อำเขาเล่นกันอยู่ใช่มั้ย? ต้องขอบอกเลยว่าเนียนมาก
“เจษใจเย็นนะ หมอบอกว่าเจษอยู่ในภาวะเครียดมาก อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไปนะลูก หมดเคราะห์หมดโศก แคล้วคลาดปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว” คนเป็แม่ทั้งเอ่ยทั้งลูบหัวลูกชายคนโตอย่างรักใคร่ระคนเวทนา
“เดี๋ยวนะครับคุณเจน มันต้องมีเื่เข้าใจผิดกันแน่ๆ เจษจะไปติดคุกอะไรได้ยังไง เมื่อวานเจษแค่ไปกินข้าวกับพี่ซันเอง จันทร์ก็รู้ใช่มั้ย ที่เจษบอกให้จันทร์ไปรับคุณเจนกลับบ้านอ่า” อาการของแม่ทำให้เจษลินทร์เริ่มใจไม่ดี
ฝ่ายจิรากรและเจนจิราทำหน้าลำบากใจ คิดว่าลูกชายคนโตของบ้านวิทยวรคุณณ์คงอยู่ในภาวะเครียดขั้นรุนแรง เพราะั้แ่ออกจากเรือนจำเมื่อสามวันก่อน เจษลินทร์ก็เอาแต่เหม่อเหมือนคนไม่มีสติ แทบไม่กินไม่นอน พาไปหาหมอก็บอกว่าอยู่ในภาวะช้อคและเครียดเกินไป
แฝดน้องจึงค่อยๆอธิบายและเล่าเื่ราวทุกอย่างให้เจษลินทร์ฟัง
เมื่อครึ่งปีที่แล้วเจษลินทร์โดนจับข้อหาพยายามฆ่า ศาลตัดสินจำคุกสิบแปดปี!
เมื่อเดือนที่แล้วสามารถหาหลักฐานมารื้อคดีได้สำเร็จ นั่นทำให้เขาได้ออกมาเมื่อสามวันก่อน….
“อะไรนะ นี่มันเดือนกรกฎาปีหกห้า!"
'หนึ่งปี!' เจษลินทร์อึ้งงัน มือเรียวยกขึ้นกุมขมับตัวเอง
ตอนนี้มันคือหนึ่งปีให้หลัง หรือพูดอีกอย่างก็คือเขามาโผล่อนาคตในอีกหนึ่งปีข้างหน้า!!!
จิ่นจ๊ะ?
หน่านี๊!!
เว๋?
โอตุ๊กเค๋!!!
นี่มันบ้าเกินไปแล้ว! เป็ไปได้ยังไง?ก็เมื่อวานเขายังไปกินข้าวกับพี่ซันอยู่เลย จำได้ว่าเมื่อคืนเวียนหัวและง่วงมาก จากนั้นเขาก็วูบไป แล้วไหงมาโผล่ในอีกหนึ่งปีให้หลังได้ล่ะ?
บ้าไปแล้ว นี่มันบ้าไปแล้ว!
เจษลินทร์บ่นพึมพำและตบตีกับตัวเองในความคิด แต่ไม่นานก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของมารดา
“โธ่เจษของแม่ แม่ไม่รู้ว่าลูกเป็อะไร ลูกดูไม่มีสติเลย จันทร์ต้องพาพี่ไปหาหมอนะลูก พาพี่ไปนะ”
ั้แ่พ่อเสียไป เจษก็ไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้อีกเลย แต่มาวันนี้เขาทำแม่ร้องไห้เสียแล้ว พลันหัวใจเจษลินทร์คล้ายถูกบีบรัด รู้สึกผิดระคนสงสารคุณเจนคนสวย
'โฟกัสกับเื่ตรงหน้าก่อน เื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง!'
เจษลินทร์นั่งคุกเข่าตรงหน้ามารดา จับมือของเธอแล้วเอามาแนบแก้มตัวเอง เขาเพิ่งเห็นในตอนนี้เองว่าคุณเจนคนสวยของเขาซูบลงไปกว่าที่เขาเจอเมื่อวานมาก
“คุณเจนครับใจเย็นๆนะครับ เจษไม่เป็อะไรแล้ว คุณเจนไม่ต้องห่วงเลย ตอนนี้เจษสบายดีจริงๆนะครับ” ร่างบางย้ำชัดถ้อยชัดคำ
“จริงนะ เจษไม่เป็อะไรจริงเหรอลูก ไม่ใช่ว่าอดทนแล้วโกหกแม่อีกนะ”
“ครับ สาบานเลย เจษเมื่อหนึ่งปีก่อนกลับมาแล้ว ที่ผ่านมาขอโทษนะครับ” ว่าพลางโอบกอดมารดาที่สะอื้นจนตัวโยน แฝดน้องก็เข้ามาร่วมแจมสะอื้นด้วย
.
.
ตกดึกคืนนั้นเจษลินทร์นอนดิ้นไปดิ้นมาบนที่นอน เขาคิดจนหัวแทบจะะเิ
เื่แบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง? ทำไมเขามาโผล่ในอนาคตได้ล่ะ?
หรือเขาจะเสียความทรงจำในหนึ่งปีมานี้? ก็ไม่น่าใช่!เพราะเื่เมื่อวานยังชัดเจนในความทรงจำอยู่เลย
ชีวิตมันต้องแฟนตาซีว้าวซ่าขนาดนี้เลยนะ? โอ๊ยพระเ้ายอร์ดมันจอร์จมาก!
เจษลินทร์นอนคิดอยู่ครึ่งคืนจนปวดกะโหลกก็ไม่ได้คำตอบอะไร จึงเลือกที่จะปล่อยทุกอย่างออกจากหัวก่อน ขืนนอนดึกกว่านี้ พรุ่งนี้คุณเจนต้องรู้ แล้วก็ต้องเป็กังวลอีกแน่ๆ เจษลินทร์จึงทำใจให้สงบปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา
เช้าวันต่อมา
“คุณเจนไม่ต้องห่วงครับ หาหมอเสร็จแล้วเดี๋ยวเจษจะรีบกลับมานะครับ” เจษลินทร์บอกมารดา วันนี้เขารับปากว่าจะไปหาหมอเพื่อความสบายใจของเธอ โดยมีจิรากรตามไปด้วย
“โอเค แล้วเจอกันจ้ะ” มารดาเอ่ยบอกลูกชายทั้งสอง แล้วเดินเข้าร้านเบเกอรี่ของตัวเองไป
“จันทร์ เดี๋ยวหาคาเฟ่นั่งคุยกันหน่อย” เจษลินทร์เอ่ยบอกแฝดน้อง น้ำเสียงและสีหน้าต่างกันกับที่คุยกับมารดาลิบลับ
พอเข้ามาในร้านกาแฟ เจษลินทร์ไม่รีรอ เขาบอกเื่ราวที่ไม่น่าเชื่อให้แฝดน้องฟังทันที
“ห้ะ ถามจริงนะเจษ?!” จิรากรอุทาน ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เจษลินทร์บอก
ก็จะให้เชื่อได้ยังไง ใครมันจะไปคิดว่าเื่พวกนี้มีอยู่จริง แต่เมื่อเห็นท่าทีและน้ำเสียงจริงจังของแฝดพี่เขาก็ต้องกลับมาคิดดูอีกครั้ง
“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วจันทร์ มันเกิดขึ้นแล้ว อย่าถามหาสาเหตุและเหตุผลใดๆเพราะเจษก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดจนหัวจะปวดแล้ว”
สองพี่น้องมองหน้ากันเหมือนมีเื่จะพูดแต่ก็ไม่พูดออกมา
จนผ่านไปครู่ใหญ่
“สตูดิโอเจษล่ะ เป็ยังไงบ้าง” เจษลินทร์ถามขึ้น
“น้องมิ้นท์เป็คนดูแลให้นั่นแหล่ะแล้วจันทร์ก็จ้างคนมาช่วยเพิ่ม จันทร์กับคุณเจนสลับไปดูบ้าง ตลอดหกเดือนที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้ให้เด็กรับงานเยอะด้วยแหล่ะ”
เจษลินทร์พยักหน้ารับรู้
“แล้วเื่ที่เจษติดคุกนี่มันยังไง เจษเป็บ้าอะไรทำไมต้องไปพยายามฆ่าคนด้วย จันทร์เล่าแบบละเอียดให้ฟังหน่อย”
“เอาเท่าที่จันทร์รู้นะ เื่มันก็สืบเนื่องมาจากคดีฆาตกรรมนางสาวJ ที่เจษสนใจเมื่อตอนโน้นอ่ะ แล้วสืบหาข้อมูลกันอยู่ประมาณสามเดือน สุดท้ายเราก็ได้รู้ว่าคดีนี้จำเลยเป็แพะรับบาป”
“วอท! จริงเหรอเนี่ย?” เจษลินทร์เบิกตาโพลงเมื่อรู้ความจริง
เป็ไปตามที่เ้าเด็กป่วนว่าจริงๆด้วย
“อือ จริงๆเจษบอกให้จันทร์รื้อคดีใหม่ แต่ว่าหลักฐานมันไม่มากพอ ผู้พิพากษาเลยไม่อนุมัติการรื้อคดี”
“แล้วยังไงต่อ”
“เจษก็เหมือนจะไปตามสืบตามหาหลักฐานเกี่ยวกับคดีนี้ต่อแหละมั้ง ่นั้นเจษไม่ค่อยบอกอะไรจันทร์นัก แล้วจันทร์ก็ยุ่งๆด้วย”
“เดี๋ยวนะจันทร์ ถ้าคดีนั้นชวินทร์เป็แพะรับบาปงั้นแปลว่าพ่อเราใส่ร้ายเขางั้นเหรอ?”
“เห้ย ไม่ๆ อัยการน่ะ หน้าที่ก็คือว่าไปตามเนื้อผ้า คดีนั้นหลักฐานและคำรับสารภาพมันก็มัดตัวผู้ต้องหาแน่นอยู่แล้ว ถ้าเราไม่มานั่งพิจารณาแล้วพิจารณาอีกเหมือนที่เจษทำ เราก็จะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของคดีเลย ซึ่งเื่หลักฐานนั้นเราต้องไล่ไปทางตำรวจที่ส่งสำนวนมาให้โน่น”
“คดีนี้ลูกน้องลุงวศินเป็คนรับผิดชอบด้วยไง พ่อเลยไม่ได้ติดใจอะไร ก็สั่งฟ้องตามขั้นตอน”
“แล้วเคยได้ถาม หรือได้ข้อมูลอะไรจากลุงศินมั้ย”
จิรากรส่ายศีรษะ
“อ้าวทำไมล่ะ”
“ก็่นั้นป้าเมย์ไม่สบายลุงวศินบินไปดูแลที่ฟินแลนด์ตั้งสี่ห้าเดือน แกกลับมาก่อนที่เจษจะเข้า เอ่อ เข้าไปอยู่ในเรือนจำประมาณเดือนนึงล่ะมั้ง” จิรากรอึกอักที่ต้องพูดว่าแฝดพี่ไปอยู่ไหนมา เขาเจ็บหัวใจทุกครั้งที่นึกถึงมัน คนตรงหน้าเขาก็บอบบางแค่นี้เข้าไปอยู่ในเรือนจำตั้งครึ่งปี จินตนาการไม่ออกเลยว่าคนพี่ต้องลำบากขนาดไหน
“แล้วคนที่เจษพยายามฆ่าเขาเป็ใคร เขาทำอะไรงั้นเหรอ คนอย่างเจษถึงกับจะฆ่าจะแกงคนได้เลยเหรอเนี่ย” เจษลินทร์ถามอีกครั้ง เื่นี้เขาอยากรู้มากจริงๆ
“เจษไม่ได้พยายามฆ่าเขา มันเป็การเข้าใจผิด ไม่ใช่สิ มันเป็การใส่ร้ายต่างหาก”
“ห้ะ? ยังไงนะ?”
“ก็คือผู้ชายที่โดนแทงน่ะ เขาชื่อ'ธิติ' จันทร์ก็ไม่รู้ว่าเป็ใคร ไม่เคยได้ยินเจษพูดถึงมาก่อน รู้อีกทีก็ตอนที่เจษโดนจับ หลักฐานมัดตัวแน่น ในอาวุธที่ทำร้ายเขามีรอยนิ้วมือเจษอยู่ แล้วพอธิติฟื้น เ้าตัวก็ยืนยันว่าเจษเป็คนแทงเขาจริงๆ”
“ไหงเป็งั้นอ่ะ ตอนนั้นเจษมีสติดีทุกอย่างมั้ย? ่นั้นเจษมีปัญหาอะไรรึเปล่า”
“จำได้ว่าเจษก็ดูปกตินะ จะมีก็แค่เห็นทำหน้าเครียดนิดหน่อยเหมือนคนมีเื่ให้คิดเยอะ แล้วตอนนั้นเจษเป็คนบอกเองว่าแทงเขาจริงๆ จนมาได้หลักฐานเป็วิดีโอตอนที่ธิติถูกทำร้าย พวกเราเลยได้รู้ว่าเจษไม่ได้ทำ”
“เอ้า แล้วเจษบอกว่าเจษทำทำไมล่ะ” เจษลินทร์ขมวดคิ้วถาม ยิ่งฟังเขาก็ยิ่งงง
“ไม่มีใครรู้กับเจษเลย จันทร์พยายามถามหลายครั้งมากๆเจษก็ไม่ยอมบอกอะไร ขนาดคุณเจนร้องไห้จนเป็ลมเจษยังไม่ปริปากพูดออกมา หนำซ้ำพอออกจาก'ที่นั่น'เจษก็เอาแต่เหม่อและซึม ถามคำตอบคำอย่างที่บอกนั่นแหล่ะ”
เจษลินทร์พยักหน้ารับรู้ พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณเจนถึงได้เศร้าขนาดนั้น เธอคงจะทุกข์ทรมานใจเพราะเขาน่าดู
“ไปหาหมอเถอะ เดี๋ยวสาย อยากรู้อะไรค่อยคุย เดี๋ยวจันทร์เล่าให้ฟังเอง”
“อื้อ”
คืนนั้นเจษลินทร์นั่งเขียนเื่ราวในหัวลงในสมุดบันทึก เพราะ้าพิจารณา ทุกอย่างอย่างถี่ถ้วน
-เกี่ยวข้องอะไรกับธิติ?
-รับสารภาพว่าทำร้ายทิติทำไม?หรือมีความบาดหมาง/ ขัดผลประโยชน์กัน?
‘ต้องไปหาธิติ’
-รายละเอียดทุกอย่างของคดี
-แล้วคดีของชวินทร์ หลักฐานที่ยืนยันว่าเขาไม่ผิดคืออะไร?
-เื่ทั้งสองเื่นี่เกี่ยวข้องกันรึเปล่า?
พอทบทวนเื่ราวต่างๆอยู่กว่าสองชั่วโมง เจษลินทร์จึงตัดสินใจเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เขาตั้งใจจะเข้าไปดูสตูดิโอเสียหน่อย
ไม่ลืมส่งข้อความไปบอกมิ้นท์ไว้ก่อน เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะใเอาได้ ยิ่งเป็คนขี้เว่อร์อยู่
เช้าวันต่อมา รถเจษลินทร์มาหยุดอยู่ที่หน้า XZ Studio
เขาเพิ่งลงจากรถยังไม่ทันได้ก้าวขาไปไหนก็ได้ยินเสียงแตรรถเรียกความสนใจจนต้องหันไปมอง
เห็นคนที่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ดูคาติสีขาวดำ โบกไม้โบกมือมาทางเขา ประมาณว่าให้รออยู่ตรงนี้ก่อน
คราแรกเจษลินทร์ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสื่อสารกับตัวเองรึเปล่า แต่พอหันซ้ายแลขวาไม่เห็นว่ามีใครอื่น จึงหยุดรอว่าคนนั้นเป็ใคร มีธุระอะไรกับเขา?
อีกฝ่ายถอดหมวกกันน้อคและเดินมาหาเขาด้วยท่าทีร้อนรน
โจรป้ะวะ? ต้องวิ่งแล้วมั้ยจังหวะนี้?
พอร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้ๆทำให้เจษลินทร์เห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจน
‘เอ๋ ทำไมเป็ปัณณวิชญ์ล่ะ?’
เจษลินทร์เก็บงำคำถามไว้ในใจแล้วเอ่ยทักทาย เมื่ออีกฝ่ายมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“สวัสดีครั-”
!!!!!!!!!!!!
เจษลินทร์ยืนแข็งค้าง อึ้งงันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เห๋? มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ
เพราะ‘ปัณณวิชญ์รวบเขาเข้าไปกอด แถมกอดแน่นมากเสียด้วย’
“อะ เอ่อ คะ คุณ” เจษลินทร์เอ่ยขึ้นหลังจากรับบทนางอึ้งกิมกี่ไปราวๆสามนาที รู้ตัวอีกทีก็ตอนคนที่กอดเขาอยู่ ขยับหอมกระหม่อมเขานี่ล่ะ
นี่มันอะไรกันครับเนี่ย?
TBC
เย้ว มาอนาคตแล้วงับ
ว่าแต่คุณปัณณวิชญ์ อ่ะยางงาย คุณมากอดลูกเลาแบบนี้ได้ยางง๊ายยยย
ไร้ท์เพิ่งรู้ว่าเปิดมาได้หลายตอนแล้ว ยังผูกปมไม่จบ!
อ่ย อาจจะดูงงๆ ปมเยอะๆ อ่านไปกินขนมไป เอ๊ย! อ่านไปขมวดคิ้วไป
แง้ อย่าเพิ่งเทกันนะคะ ปมจะค่อยๆคลี่คลายขรั่บ (จดก่อนว่ามีกี่เงื่อน แฮร่)
วอนผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน ได้โปรดใจเย็นๆ // เสิร์ฟน้ำแดงพร้อมบีบนวดให้เ้าค่ะ
ต้องขอเรียนตามตรงอีกครั้งว่า เราเขียนแนวนี้เป็ครั้งแรก เื่ราวทุกอย่างมันอยู่ในหัว (และจบในหัว ฮรุก)
ถ้าเราเขียนแบบทำให้ผู้อ่านรู้สึกเอ๊ะ ก็คอมเม้นท์เขามาบอกมาคุยกันได้นะคะ ไร้ท์ยินดีรับฟังมากๆง้าบ
- LOVE -