แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 40: ใครกินใคร? (ตอนกลาง)

    ในวินาทีที่เขี้ยวแหลมคมของเจ้าพังพอนม่วงกำลังจะพุ่งเข้ามากระซวกลำคอเจ้าจ้อยที่ถูกกดทับอยู่บนพื้นก็ตระหนักได้ว่า... หากมัวแต่นอนรอความตายไม่ยอมฮึดสู้เอาชีวิตรอด นั่นก็แปลว่าเขามันโง่บัดซบเกินเยียวยา!

    “ตายเป็นตายโว้ยยยย!”

    จ้อยเค้นเสียงคำรามลั่น รวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับมัจจุราชหน้าขนอย่างฉับพลัน! และในจังหวะเดียวกันนั้นเองปากที่อ้ากว้างจนเห็นลิ้นไก่ของเจ้าพังพอนม่วงก็พุ่งตะปบลงมาพอดี!

    จุ๊บ...!

    ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมมิติในย่ามทิพย์ไปชั่วขณะ...มันไม่ใช่เสียงของการฉีกกระชากเนื้อ แต่มันคือริมฝีปากนุ่มฟูของเจ้ากระรอกน้อยกับริมฝีปากสากๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำลายเหนียวหนืดของเจ้าพังพอนม่วงที่พุ่งเข้าประกบกันอย่างพอดิบพอดีประหนึ่งฉากพระนางในละครน้ำเน่า!

    สัมผัสอันเปียกชุ่มและกลิ่นสาบสางแลกเปลี่ยนกันอย่างลึกซึ้ง...

    “อ่อก... แหวะ!!!”

    สัญชาตญาณทำงานเร็วกว่าความคิด! ทั้งคู่เด้งตัวผละออกจากกันราวกับถูกไฟดูดต่างคนต่างหันหลังให้กันโก่งคออาเจียนออกมาอย่างบ้าคลั่งจนแทบจะขย้อนเอาอาหารเมื่อวานซืนออกมาให้หมดไส้หมดพุง!

    หลังจากโก่งคออยู่พักใหญ่ สัตว์สองสายพันธุ์ก็ค่อยๆหันหน้ากลับมามองกันอีกครั้งทว่าคราวนี้ดวงตาของทั้งคู่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความอาฆาต! แล้วทั้งคู่ก็... “แหวะ!!!” หันไปอ้วกต่ออีกรอบด้วยความขยะแขยง

    คราวนี้เจ้าจ้อยของขึ้นจริงๆ แล้ว! “ลูกผู้ชายฆ่าได้แต่หยามไม่ได้!แกบังอาจมาพรากจูบแรกอันบริสุทธิ์ของข้าไป! ไอ้สัตว์หน้าขนชาตินี้เราอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้ว!”

    “หนอย... ไอกระรอกกระจอก! อย่างแกน่ะเรอะจะทำอะไรข้าได้?” เจ้าพังพอนม่วงแค่นเสียงหัวเราะเยาะ มันยกเท้าหน้าอันอวบอ้วนขึ้นสูงก่อนจะตบผัวะ! ลงกลางกระหม่อมของเจ้าจ้อยจนหัวทิ่มพื้นแล้วใช้ฝ่าเท้านั้นเหยียบกดร่างเล็กๆ เอาไว้

    มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แสยะยิ้มชั่วร้าย “ไอ้กระรอกเวร... ข้าไม่ยอมให้แกตายสบายๆหรอก ข้าจะค่อยๆ หักแขนหักขาแกทีละข้าง เอามานั่งแทะเป็นขนมดูดน้ำเลี้ยงให้หนำใจ!เป็นไงล่ะ? กลัวจนฉี่ราดแล้วล่ะสิ? จงสั่นสะท้านซะเถอะ...หึๆๆ”

    ทว่า... สิ่งที่ทำให้เจ้าสัตว์เทพต้องขมวดคิ้วก็คือไอ้กระรอกที่อยู่ใต้ฝ่าเท้ามันกลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วบ่นอุบอิบขึ้นมาว่า...“นี่พี่ชาย... เวลาจะขู่ใครน่ะ ช่วยออกแรงให้มันสมบทบาทหน่อยได้ไหม? ถ้าจะนวดไหล่กดจุดให้ข้าล่ะก็ ช่วยลงน้ำหนักมือกว่านี้หน่อยเถอะถ้ายืนยันจะใช้แรงแค่นี้ล่ะก็... ข้าจะลุกขึ้นยืนแล้วนะ?”

    “หา? ข้าไม่ได้ออกแรงงั้นเรอะ?” เจ้าพังพอนม่วงชะงักไปครู่หนึ่ง มันออกแรงไปถึงหกส่วนแรงขนาดนั้นบดหินผาให้เป็นผงยังได้เลย!

    เจ้าจ้อยเองก็กำลังงุนงง ‘ไอ้พังพอนยักษ์ตัวนี้มันโหดจริงหรือมันแค่แสดงละครตบตากันแน่วะ? หน้าตาดุดันน่ากลัวแต่ลงไม้ลงมือทำไมมันนุ่มนวลเหมือนลมพัดพริ้วแบบนี้?’

    ยังไม่ทันที่จ้อยจะหาคำตอบได้ แรงกดจากฝ่าเท้าก็เพิ่มขึ้นมาอีกนิด...แต่มันก็แค่นั้น! สำหรับร่างกายของจ้อยในตอนนี้แรงแค่นี้มันเบาหวิวยิ่งกว่าปุยนุ่น! “โอ๊ย! แกจะเอายังไงกันแน่เนี่ย ลีลาอยู่ได้!งั้นข้าลุกแล้วนะโว้ย!”

    พูดจบ เจ้าจ้อยก็ดันตัวลุกขึ้นยืน... ลุกขึ้นมาอย่างง่ายดาย ไร้ซึ่งความกดดันใดๆราวกับฝ่าเท้าที่กดทับอยู่นั้นเป็นแค่ผ้าห่มผืนบางๆ!เจ้าพังพอนม่วงจ้องมองประหนึ่งเห็นผี! มันงัดเอาพละกำลังทั้งหมดออกมาใช้แล้วแต่ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งการยืนขึ้นของไอ้กระรอกตัวจ้อยนี่ได้!

    เมื่อเห็นว่ากำลังเสียหน้า สันดานดิบของสัตว์ร้ายก็ปะทุขึ้นมันอ้าปากกว้างพุ่งงับหัวเจ้าจ้อยเต็มแรง! จ้อยยกท่อนแขนขึ้นมาบังหน้าไว้และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เคร้งงงงงงงง!!!

    เสียงประหลาดบาดแก้วหูดังกึกก้องไปทั่วทั้งย่ามมิติ!มันไม่ใช่เสียงเนื้อฉีกขาดแต่มันคือเสียงของเขี้ยวที่กระทบเข้ากับโลหะกล้าอย่างรุนแรง! ทั้งคู่ชะงักงันเจ้าจ้อยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูแขนตัวเองที่ยังคาอยู่ในปากพังพอน... ไร้บาดแผล!ไร้รอยขีดข่วน! “เอ๊ะ... เหมือนจะไม่เป็นไรเลยแฮะ...”

    เจ้าพังพอนม่วงพยายามออกแรงกัดให้ลึกขึ้นแต่มันกลับรู้สึกร้าวระบมไปถึงรากฟัน! จ้อยหรี่ตามองพังพอนตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์บัดนี้ความโอหังของมันมลายหายไปสิ่งที่เหลืออยู่คือเหงื่อเม็ดโป้งที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก!

    “มะ... เมื่อกี้ข้ายังไม่ได้เอาจริง! ข้าแค่หยอกเล่นคราวนี้ล่ะข้าจะกัดให้จมเขี้ยว!” กึ้งงงงง!!! คราวนี้มันสับกรามลงบนหัวจ้อยเต็มแรงผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม... หัวของกระรอกน้อยแข็งแกร่งดุจเพชรเพทายไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว!

    ในที่สุด เจ้าจ้อยก็หัวเราะลั่นในใจ ‘ฮ่าๆๆ! ข้าเข้าใจแล้ว! วิชาคงกระพันที่ข้าได้มา แม้จะแค่ขั้นต้นแต่มันก็หล่อหลอมให้ร่างกายข้ากลายเป็นทองแดงกำแพงเหล็ก!แค่พังพอนอ้วนตัวเดียวไม่มีทางระคายผิวข้าได้หรอก!’

    จ้อยเชิดหน้าขึ้น เอามือไพล่หลัง แล้วแสยะยิ้มกวนประสาท“เป็นไงจ๊ะพี่ชาย? แข็งไหมล่ะ? ใหญ่พอไหม? อมเข้าไปคำเดียวไม่หมดล่ะสิ? วะฮ่าๆๆ...”

    เจ้าพังพอนม่วงทนความอัปยศไม่ไหว มันเด้งตัวถอยกรูดไปด้านหลังแล้วทะยานร่างขึ้นไปในอากาศ ร่างกายเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็น"พญาคชสารเผือก" ร่างยักษ์มหึมา! “ไอ้กระรอกจองหอง!แกจะอวดดีเกินไปแล้ว! คราวนี้ข้าจะให้แกได้ประจานร่างจริงของข้าให้แกรู้สำนึกว่าพลังแห่งสัตว์เทพที่แท้จริงมันเป็นยังไง!”

    ทว่า... ยังไม่ทันที่พญาช้างเผือกจะพูดจบเจ้าจ้อยก็กระโดดพุ่งพรวดขึ้นจากพื้น ตะปบหมับ! เข้าที่ปลายงวงของมันอย่างแม่นยำ!จ้อยแสยะยิ้มกว้าง “พี่ช้าง! ขอจ้อยยืมลองพละกำลังหน่อยนะโว้ย!”

    พญาคชสารเผือกยังไม่ทันตั้งตัวร่างยักษ์หนักหลายตันก็ถูกเหวี่ยงลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศราวกับตุ๊กตาปุยนุ่น! ตู้มมมมม!!!ร่างของมันถูกฟาดกระแทกพื้นหินในย่ามอย่างรุนแรง จากนั้นจ้อยก็ไม่รอช้าเหวี่ยงร่างยักษ์ข้ามหัวไปฟาดกระแทกอีกฝั่ง! ตู้มมมมม!!!

    “อ๊ากกกกกก!” พญาช้างเผือกร้องโหยหวน แต่สิ่งที่ทำให้มันสติแตกยิ่งกว่าคือทุกครั้งที่มันกระแทกพื้นไอ้กระรอกที่จับมันฟาดกลับแหกปากร้องโวยวายเสียงดังลั่นยิ่งกว่ามันเสียอีก!

    “โอ๊ยยยยย! ช่วยด้วยยยย! ฆ่ากระรอกแล้ววว! อ๊ากกก! เจ็บโว้ยยย!แม่จ๋าช่วยจ้อยด้วยยย!”

    พญาช้างเผือกนอนตาเหลือกมองดูไอ้ตัวการที่จับมันฟาดซ้ายทีขวาทีแต่ปากกลับร้องโหยหวนเป๊ะตามจังหวะฟาดพื้นประหนึ่งใส่เอฟเฟกต์ละคร“ไอ้... ไอ้กระรอกหน้าด้าน! แกมันไร้ยางอายที่สุด!”

    ขณะเดียวกัน โลกภายนอกย่ามท่านท้าวกุเวรที่ได้ยินเสียงโหยหวนแว่วออกมาก็ลอบยิ้มกริ่ม ‘หึ... เรียบร้อยไปอีกหนึ่งมื้อ’ เขาจึงยกมือขึ้นเคาะย่ามสามครั้งเป็นสัญญาณเร่งให้สัตว์เทพรีบจัดการให้จบๆไป

    กลับเข้ามาภายในย่าม... จ้อยที่สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนสามครั้งก็แค่นเสียงเย็นชา“อ๋อ... ที่แท้ก็ร่วมมือกันนี่เอง เจ้านายเป็นคนจับ สัตว์เลี้ยงเป็นคนกิน!คิดจะจับกระรอกอย่างข้ามากินเหรอ? ได้!วันนี้ข้าจะลองกินเนื้อช้างย่างดูสักมื้อ!”

    เมื่อได้ยินดังนั้นพญาช้างเผือกที่สภาพสะบักสะบอมก็ถึงกับตัวสั่นงันงก น้ำตาร่วงหล่นแหมะๆ “ขะ...ข้าขอโทษ! ข้าขอเตือนเจ้านะ ข้าคือสัตว์เทพแห่งสรวงสวรรค์!หากเจ้ากล้ากินข้าล่ะก็... ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าไหว้ล่ะ!” สัตว์เทพผู้เกรียงไกรบัดนี้ใจฝ่อจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว...

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน